thansettakij
thansettakij
ผู้บริหารประเทศกับระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาด COVID-19

ผู้บริหารประเทศกับระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาด COVID-19

18 มี.ค. 63 | 06:54 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 64 | 11:31 น.


รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Piti Srisangnam มีเนื้อหาว่า ผู้บริหารประเทศกับระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาด COVID-19

ผู้บริหารประเทศกับระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาด COVID-19

จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ วัน และการแพร่ระบาดในระดับโลกของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่หรือ COVID-19 ทำให้ทุกภาคส่วนคงต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดใน #ระยะที่3 ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต โดยการระบาดในระยะที่ 3 เป็น #การระบาดในวงกว้าง ที่เชื้อได้แพร่ระบาดจากคนไทยสู่คนไทยด้วยกันเอง แน่นอนว่า ณ นาทีนี้รัฐบาลผ่านศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขจะได้มีการเตรียมแผนรับมือกับการระบาดที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งได้มีการส่งต่อแผนงานให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องมีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมดูแลสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชน แต่สำหรับภาคประชาชน วิกฤตศรัทธา และการขาดความเชื่อมั่นในการรับมือ อันเป็นผลมาจากความล้มเหลวในหลายๆ เรื่อง ที่เกิดจากการประสานของภาครัฐที่ไม่สามารถบริหารจัดการภาวะวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ กำลังเกิดขึ้น #การบริหารงานภายใต้ภาวะวิกฤต หรือ #CrisisManagement ณ นาทีนี้ ที่เรากำลังจะปรับการรับมือกับการแพร่ระบาดจากระยะที่ 2.99 สู่ระยะที่ 3 จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
.
ในฐานะกัลยาณมิตร ที่สนับสนุนและอยากเห็นการทำงานของรัฐบาลไทยที่สามารถนำพาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปโดยเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด ผมมีความเห็นว่าในการบริหารงานในภาวะวิกฤตเราต้องดำเนินการดังนี้ครับ แน่นอนครับว่านี่เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลที่ผ่านการคิดวิเคราะห์มาแล้ว อย่างไรก็ตามก็คงจะไม่ครบถ้วนในทุกมิติได้อย่างแน่นอน แต่ผมเชื่อว่าในนาทีวิกฤตทุกภาคส่วนต้องช่วยกันนำเสนอความคิดเห็นออกมาให้มากเท่ามาก ด้วยความปรารถนาดีและปราศจากวาระซ่อนเร้น เพื่อให้ผู้นำได้มีทางเลือกทางยุทธศาสตร์ให้มากที่สุดและนำไปปรับใช้กับหน้างานตามบริบท เงื่อนไข และข้อจำกัด ที่พวกเราแนวหลัง กองสนับสนุนไม่ได้อยู่หน้างาน ไม่อาจทราบได้

 

โดยผมขอนำเสนอ #แนวทางการบริหารจัดการภายใต้ภาวะวิกฤต ดังนี้ครับ
 

1. #RiskAwareness: #รับทราบความเสี่ยง ผมเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีแล้ว จากการที่เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ทำเนียบรัฐบาล ท่านนายกฯ นั่งเป็นประธานในการประชุมร่วมกับอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง ศาสตราจารย์ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาธร อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล อดีตรมว.สาธารณสุข; ศาสตราจารย์ นพ.อุดม คชินทร อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อดีตรมช.ศึกษาธิการ; ศาสตราจารย์ นพ.ยง ภู่วรวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์; ศาสตราจารย์ นพ.อมร ลีลารัศมี อาจารย์แพทย์อายุรศาสตร์ นายกแพทยสมาคม และ ศาสตราจารย์ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา ท่านต้องฟังปูชะนียาจารย์ทางการแพทย์เหล่านี้ครับ เพราะทุกท่านรู้จริง อยู่ในสถานการณ์จริง และสามารถจะให้ข้อมูลและเสนอแนะแนวทางที่ดีที่สุดได้ท่านนายกฯ ในฐานะผู้นำได้ นาทีนี้ท่านต้องเลิกฟังพวก #เฮ้าเลี่ยน-#เฉาฉุ่ย ได้แล้วครับ ปัญหาโรคระบาดระดับวิกฤตต้องใช้นายแพทย์ครับ ไม่ใช่พวกผู้ลักลอบส่งออกแป้งมัน ผู้รับเหมา หรือเซลล์แมน นาทีนี้ท่านต้องเริ่มต้นการบริหารวิกฤตด้วยความเป็นสิริมงคลครับ และสิริมงคล 3 ข้อแรก พระพุทธองค์ตรัสไว้แล้วครับว่า อเสวนา จ พาลานํ (#ไม่คบคนพาล) ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา (#คบบัณฑิต) และ ปูชา จ ปูชนียานํ (#บูชาคนที่ควรบูชา) หลังจากฟังอาจารย์แพทย์จบ ท่านควรเรียกประชุมภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม เอาให้ครบครับว่า ณ นาทีนี้ในวาระที่เรากำลังจะเข้าสู่ Phase 3 ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดมีอะไรบ้าง มองปัญหาให้รอบด้าน
 

2. #RiskAssessment: #ประเมินความเสียหายที่จะเกิด ประเด็นนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะเริ่มต้นจากนำเอารายงาน “คาดการณ์การระบาดและมาตรการในระยะที่ 3 โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” ซึ่งจัดทำไว้แล้วโดย #ศูนย์ปฏิบัติการตอบโตภ้าวะฉุกเฉิน #กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เป็นจุดเริ่มต้น ในรายงานฉบับนี้มีการคิดวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือทางระบาดวิทยาไว้แล้วครับว่า ฉากทัศน์ (Scenario) ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการระบาดในระยะที่ 3 จากกรณีเลวร้ายที่สุด ไปสู่กรณีที่ทุกอย่างสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง นำฉากทัศน์เหล่านี้ มาวิเคราะห์ร่วมกับการปรึกษาหารือที่ทำไปแล้วในข้อที่ 1 ร่วมกับการมีข้อมูลจริง เงื่อนไขร่วมที่ทำให้ทั้งจีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการควบคุมการแพร่ระบาดคือ การมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำเพื่อประเมินความเสียหายที่จะเกิดขึ้น การตรวจคัดกรองโรคว่าใครติดเชื้อหรือไม่อย่างครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างให้มากที่สุดจากกลุ่มประชากรเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญครับ ณ นาทีนี้ นวัตกรรมการตรวจหาเชื้อ COVID-19 โดยคนไทย จากฝีมือของ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) โรงพยาบาลศิริราช กลุ่ม ปตท. ธนาคารไทยพาณิชย์ และภาคีเครือข่าย ทำสำเร็จแล้วด้วยต้นทุนชุดละไม่ถึง 500 ร้อยบาท มีอุปกรณ์อยู่แล้วในราว 10,000 ชุด ท่านนายกฯต้องใส่งบประมาณสนับสนุนให้มีการผลิตเพิ่มให้รวดเร็วที่สุด เรากำลังพูดถึงชุดตรวจที่มีจำนวนมากกว่า 1-2 แสนชุด เพราะยิ่งมีการ #ตรวจคัดกรอง มากขึ้นเท่าไร ถึงแม้เราจะพบจำนวนผู้ติดเชื้อมากยิ่งขึ้น แต่ทุกๆ ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นก็ยิ่งสร้างความมั่นใจ ยิ่งสร้างความเชื่อใจ ให้กับประชาชน เพราะพวกเขารู้ว่าใครบ้างมีเชื้อ ใครบ้างไม่มีเชื้อ ดีกว่าหวาดกลัวไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น คนรอบข้างมีใครมีเชื้อ พร้อมแพร่โรค แต่ไม่มีอาการหรือไม่ ถ้าต้นทุนชุดละ 475 บาท ระดมเงินทุน ระดมผู้ผลิตมาผลิตมากขึ้น Economies of Scale จะทำให้ต้นทุนลดลง สมมติรวมค่าบุคลากรในการตรวจอีก กลายเป็น 500-600 บาท/ครั้งที่มีการตรวจคัดกรอง นั่นหมายความว่าตรวจคัดกรอง 2 แสนราย เราจะใช้งบประมาณเพียง 100-120 ล้านบาทเท่านั้น คำถามคือ แล้วจะเอาบุคลากรที่ไทยมาคัดกรอง ผมคิดว่าเราสามารถฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ภาคสนามได้ครับ ใช้นายทหารเสนารักษ์ นิสิตนักศึกษาในโรงเรียนแพทย์ โรงเรียนพยาบาล ในคณะวิทยาศาสตร์ สหเวชศาสตร์ ทันตแพทย์ เภสัชกรรมศาสตร์ สัตวแพทย์ศาสตร์ ระดมจิดอาสามาเลยครับ คนไทยยิ่นดีช่วยเหลือกันอยู่แล้วในฐานะจิตอาสา จากนั้นอบรมเขา สอนเขาให้สามารถตรวจคัดกรองในระดับเบื้องต้น เข้าใจองค์ความรู้ด้านการระบาดวิทยาในระดับเบื้องต้น แล้วใข้โรงพยาบาลชุมชนในทุกอำเภอเป็นสถานที่คัดกรองทั้งประเทศ เริ่มจากการสร้างแบบสอบถามง่ายๆ ใช้ภาษาชาวบ้าน เพื่อคัดกรองเบื้องต้นว่าใครมีความเสี่ยง จากนั้นทุกคนที่มีความเสี่ยงต้องได้รับการตรวจคัดกรอง คำถามต่อมาคือ ใครจะเป็นคนสอน ปัจจุบันในระดับอาเซียน มาเลเซียทำหน้าที่ประธานและมีประเทศไทยเป็นผู้ประสานงาน เครือข่ายการจัดการศึกษาอบรมด้านระบาดวิทยาให้กับบุคลากรในพื้นที่ ASEAN Plus Three Field Epidemiology Training Network (ASEAN+3 FETN) โดยได้รับความร่วมมือจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อยู่แล้ว ใช้เครือข่ายนี้ให้เป็นประโยชน์ครับ นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งครับที่เราจะมีข้อมูลในการทำ Risk Assessment ผมเชื่อว่าถ้ารัฐบาลวางแผนดีๆ เราอาจใช้แนวทางเดียวกันในการหาข้อมูลแท้จริงในเรื่องผลกระทบในมิติอื่นๆ ได้ด้วยทั้งในเรื่อง เศรษฐกิจมหภาค การท่องเที่ยว การค้า การจ้างงาน หรือแม้แต่การเก็บข้อมูลในระดับหมู่บ้าน/อำเภอ หากขอความร่วมมือไปกับหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพัฒนสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ซึ่งมีคนทำงานใกล้ชิดกับชุมชนทั่วประเทศ
 

 

3. #Planing: #วางแผนรับมือ คิดผลที่จะเกิดขึ้นแต่ละกรณีและวิธีรับมือเป็นลำดับขั้น อย่างที่แจ้งไปแล้วในข้อที่ 1 คบบัณฑิต ไม่คบคนพาล และบูชาหรือให้รางวัลกับบัณฑิตที่มาร่วมงานครับ เอาข้อมูลจากข้อที่ 2 มานำเสนอและหารือกับคนเก่งๆ จากข้อที่ 1 ร่วมกับแผนมาตรการสำคัญที่ต้องทำในระยะที่ 3 ที่ได้วางแผนไว้แล้วใน รายงาน “คาดการณ์การระบาดและมาตรการในระยะที่ 3 โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” ซึ่งจัดทำไว้แล้วโดย ศูนย์ปฏิบัติการตอบโตภ้าวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มาปรับใช้ให้ทันสมัย และต้องให้ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานรับรู้ถึงแผนในภาพรวมและต้องประสานงานให้ดี อีกเรื่องที่ควรทำครับ นั่นคือ เอาข้อมูลจากข้อที่ 2 ให้กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ Lab และบริษัท Tech ต่างๆ ของไทยในการวิเคราะห์ข้อมูล #DataAnalytic โดยเอา AI เอาเทคโนโลยีมาช่วย อาจต้องขอความร่วมมือกับ ASEAN BioDiaspora Virtual Centre (ABVC) for Big Data Analytics and Vizualisation โดย ABVC ซึ่งเป็นเครื่องมือบนเว็บไซด์ที่มีการปรับปรุงข้อมูลทันทีที่มีข้อมูลใหม่เข้ามา (real-time web-based risk assessment tools) โดยฐานข้อมูลที่จะเชื่อมโยงกันได้แก่ ข้อมูลในเรื่อง การเดินทางทางอากาศ ข้อมูลโครงสร้างประชากร ความหนาแน่นและการกระจายตัวของประชากรในพื้นที่ต่างๆ ในแต่ละช่วงเวลา ข้อมูลจำนวนสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์ในแต่ละประเทศสมาชิก ข้อมูลภาคธุรกิจการผลิตด้านอุตสาหกรรมต่างๆ โดย ฐานข้อมูล ASEAN BioDiaspora แบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ The Explorer Tool รายงานและฐานข้อมูลล่าสุด และ The Insight Tool รายงานข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ โดยในส่วนนี้จะมีรายงาน Risk Assessment Report รายงานในทุกๆ วัน เท่านี้เราก็จะสามารถวางแผนรับมือกับการระบาดในระยะที่ 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 

4. #Organization: #จัดทีมรับมือดำเนินการ ตามแผนที่ทำไว้ในข้อที่ 3 แน่นอนว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง Command & Control #สายงานการบัญชาการ ควบคุม ประสานงาน ภาวะผู้นำที่ดีคือสิ่งที่เรากำลังต้องการมากที่สุดในการบังคับใช้แผนงานที่ได้ในข้อที่ 3 ให้เกิดขึ้นจริง เหมือนอย่างที่ผมเคยเขียนบทความไปแล้วในชื่อ “ถ้าผมเป็น”ลุงตู่” ผมจะรับมือไวรัสอู่ฮั่น แบบนี้” ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม และให้สัมภาษณ์ในหลายๆ วาระ ว่าผมเชื่อมือทีมแพทย์ และผมเชื่อมือท่านนายกฯ เพราะทั้งหมอ และทหาร ถูกสอน ถูกฝึกมาเหมือนกันอย่างหนึ่งตลอดทั้งชีวิตการทำงาน นั่นคือ ภาวะผู้นำในห้วงเวลาวิกฤต ในห้องผ่าตัด ในห้องฉุกเฉิน ในสนามรบ มีสิ่งที่เหมือนกันคือ หมอและแม่ทัพต้องมองภาพรวม และกล้าตัดสินใจในวินาทีวิกฤต เพื่อช่วยชีวิตคนไข้ และ/หรือเพื่อชนะศึกสงครามเพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ นาทีนี้ท่านนายกฯ ต้อง #ใช้ความเป็นทหารมืออาชีพ เป็นผู้นำที่ต้องกล้าตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ สิ่งที่สำคัญที่สุด ณ เวลานี้คือเราต้องผ่านวิกฤตเศรษฐกิจอันเป็นผลมาจากการระบาดของเชื้อไวรัสให้ได้ วิกฤตครั้งนี้เป็นเสมือน Perfect Storm ที่โถมกระหน่ำเข้ามาทุกทิศทุกทาง การบริหารงานของรัฐที่มีประสิทธิภาพ มีวิสัยทัศน์ และทำได้จริงๆ ไม่ใช่การสร้างภาพ ไม่ใช่การใช้เพียงมาตรการระยะสั้น แจกเงิน หว่านเงิน จะทำให้เรารอดปลอดภัยจากวิกฤตได้อย่างยั่งยืน เมื่อคืนนี้ (17 มีนาคม) ในการแถลงของท่านผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เราเห็นสัญญาณที่ดีแล้ว เพราะท่านกล่าวเองว่า “ชีวิตคนไทยสำคัญกว่าสิ่งใด” นาทีนี้การปรับคณะรัฐมนตรีที่ยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ถ้าท่านนายกฯ ยังจะอยากดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไปและสร้างศรัทธาให้กับประเทศได้ ท่านต้องสร้างคณะรัฐมนตรีชุดที่ดีที่สุด ชุดที่ปราศจากเสียงยี้ ชุดที่ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสนิทใจ มีหัวหน้าทีมสาธารณสุข และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่มีวิสัยทัศน์ มองเห็นภาพรวม เอาคนดีมีวิชามาร่วมทำงาน ทั้งจากภาคธุรกิจ ภาคราชการ และภาควิชาการ โดยไม่ต้องสนใจประเพณีเดิมๆ ที่ท่านอาจจะเคยยึดถือจำพวก ‘ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน’ และประเภท ‘ได้ครับพี่ ดีครับท่าน ทันครับผม เหมาะสมครับเจ้านาย’ คนพวกนี้ต้องกำจัดออกไปให้หมด #บ้านเมืองหมดเวลาสำหรับโมฆบุรุษ แล้วครับท่านนายกฯ