thansettakij
thansettakij
เศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่โตไม่เป็นไร !

เศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่โตไม่เป็นไร !

07 เม.ย. 59 | 00:00 น.
ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยมาอย่างต่อเนื่อง เห็นชัดๆ ตั้งแต่ปี 2554 โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซึ่งเคยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ต้องตกไปอยู่อันดับ 3 รองจากสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งค่าเงินเยนในปีนั้นแข็งที่สุดในรอบ 15 ปี คือ 82.87 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสาเหตุจากการเกินดุลการค้าของญี่ปุ่น กอปรกับในช่วงนั้นอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯและยุโรป บวกกับการเข้าซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นของจีน ทำให้ญี่ปุ่นต้องเข้าแทรกแซงเงินเยนเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ขณะเดียวกันที่การส่งออกสูงมากแต่กลับไม่มีการลงทุนเพิ่มในประเทศ สาเหตุเป็นเพราะพิษจากบริษัทเลห์แมน บราเธอร์ของสหรัฐฯล้มละลาย ทำให้หลายบริษัทในญี่ปุ่นต้องใช้หนี้ และสำรองเงินตราไว้ เมื่อการลงทุนในประเทศไม่เพิ่มขึ้น การจ้างงานใหม่ก็มีน้อย

ผลกระทบจากซับไพรม์อเมริกันทำให้ทั่วโลกปั่นป่วนอย่างที่ยกตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่น แต่ในเอเชียเราก็มีหลายประเทศที่ยัง "ปะทะ" กับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจไปได้บ้าง อย่างเช่นประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งความมีเสถียรภาพและความต่อเนื่องของรัฐบาลทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง หรือประเทศอินเดียก็มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเช่นเดียวกันทำให้ "โครงการประชานิยม" ในอินเดียดำเนินได้อย่างต่อเนื่องและเศรษฐกิจก็เติบโตอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งเวียดนามแม้จะมีปัญหาเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปีก็ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตไปได้ดีระหว่าง 6-7% และปีนี้คงทำได้ในระดับ 7% ขึ้นไปเพราะเวียดนามปรับตัวเข้าเป็นพันธมิตรกับกลุ่มการค้าเสรีสหรัฐอเมริกา

สำหรับประเทศไทยแล้วในช่วงปี 2554 นั้น มีนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีและอยู่ในตำแหน่งถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2554 ระหว่างเป็นรัฐบาลถูกคู่ขัดแย้งทางการเมืองก่อหวอดประท้วงรัฐบาลในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอนและยุบสภาในท้ายที่สุด และยุครุ่งเรืองของเศรษฐกิจไทยที่เคยเติบโตปีละ 7-8% การส่งออกเคยขยายตัวปีละ 25% เป็นอันหมดไป เพราะภายหลังรัฐบาลใหม่โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารงานได้ไม่กี่เดือนประเทศไทยก็ ประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 80 ปี เป็นตัวฉุดรั้งที่สำคัญ ประกอบกับความไม่มีเสถียรภาพทางด้านการเมืองภายในประเทศของรัฐบาลในปีถัดมา ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง ในขณะที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจนที่สุด

การส่งออกของไทยชะลอตัวลงเป็นลำดับเป็นผลพวงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และปัญหาของไทยจะหนักกว่าหลายประเทศเพราะเราพึ่งพาการส่งออก 70-75% ที่เหลือพึ่งพาธุรกิจบริการ แม้ทุกวันนี้ดูภาพรวมเศรษฐกิจไทยแล้วจะเห็นว่าธุรกิจบริการเข้ามาแชร์ในระบบมากขึ้น แต่นั่นก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะตัวเลขแชร์อาจดูสูงกว่าปกติเล็กน้อยเป็นเพราะตัวเลขของการส่งออกไทยลดลงไปมากนั่นเอง ปี 2559 นี้ประเมินว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัว -2% ซึ่งก่อนหน้านี้เคยประเมินว่าจะขยายตัว 0.0% และปีหน้าการส่งออกประเมินว่าจะขยายตัวประมาณ 0.1% นี่เป็นข้อมูลล่าสุดจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

ผมมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 3.5% แต่ก็ไม่ทำให้ผมท้อ เพราะยอมรับสภาพเศรษฐกิจโลกทรุดตัวมานานแล้ว ปีนี้ประเทศไทยยัง "ทนแรงเสียดทาน" ได้ไม่มาก แต่ปี 2560 เราน่าจะ "เข็น" ขึ้น เพราะเห็นการปักหมุดของรัฐบาลที่เกิดขึ้นมาจากการปฏิวัติแล้วทำให้เชื่อว่าเราจะไปได้ดีในวันข้างหน้าแน่นอน แม้วิกฤติโลกจะยังไม่สิ้นสุดก็ตาม ห่วงแต่ว่าภายหลังการเลือกตั้งตามแผนการเดิมแล้ว รัฐบาลใหม่จะมีความรู้ความเข้าใจในปัญหาต่างๆ แค่ไหน คนไทยรู้จักรับผิดชอบชั่วดีแค่ไหน และมีความสามารถมากแค่ไหนที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้น ผมว่า เราไม่สามารถสู้ศึกเศรษฐกิจโลกได้หากเรายังมากด้วยความขัดแย้งกันอยู่ ลำพังรัฐบาลมีเสถียรภาพก็สู้ศึกเศรษฐกิจระดับโลกก็ยากอยู่แล้วถ้ามีศึกภายในกันเองผมว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยก็ "จบ"กัน

photo : pixbay

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,145 วันที่ 3 - 6 เมษายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline