
AAAA
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสภาพัฒน์ เผยแพร่รายงานทำความเข้าใจภาวะเศรษฐกิจไทย มีรายละเอียดดังนี้
1.เศรษฐกิจถดถอย (Recession) คืออะไร
ภาวะลดลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งวัดโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ณ ราคาที่แท้จริง หลังปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Percentage change quarter on quarter of seasonally adjusted series: % QoQ SA) ติดลบติดต่อกันอย่างน้อยสองไตรมาส
2.ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่
ประเทศไทยเคยประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิคจำนวน 4 ครั้งในปี 2540, 2551 ,2556 และ 2557
3.สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันและแนวโน้มปี 2563 คืออะไร
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2562 อยู่ในภาวะการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ มิใช่การเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแต่อย่างใด
-แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2563 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.5 – 2.5 เติบโตชะลอตัวลงจากปี 2562
ตามข้อจำกัดจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ปัญหาภัยแล้ง และความล่าช้าของงบประมาณ แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ ของเศรษฐกิจและการค้าโลก การขยายตัวในเกณฑ์ที่น่าพอใจของ
การใช้จ่ายภาคครัวเรือน และการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐ แรงขับเคลื่อนจากมาตรการภาครัฐ และฐานการขยายตัวที่ต่ำในไตรมาสสุดท้ายของปี 2562
4.ปัจจัยอะไรที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง
การชะลอตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2562 นี้มีปัจจัยสำคัญ ๆ จาก
-ปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ การขยายตัวในเกณฑ์ที่ต่ำของเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนของทิศทางมาตรการกีดกันทางการค้า
-ปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ การแข็งค่าของเงินบาท ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณ ผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง และปัจจัยชั่วคราวในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมบางรายการได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รถยนต์ และน้ำตาล
- เศรษฐกิจถดถอย คืออะไร
คำตอบ
1.1 นิยามโดยทั่วไป
โดยทั่วไปเป็นที่เข้าใจว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอย(Recession) คือ ภาวะในช่วงขาลงของวัฏจักรเศรษฐกิจซึ่งสะท้อนผ่านการลดลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (A period of reduced economic activity) โดยมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่สำคัญ อาทิ การลดลงของ
การผลิตการใช้จ่ายอุปโภคบริโภค การลงทุน และการส่งออกสินค้าและบริการ และนำไปสู่การลดลงของ
การจ้างงานเป็นต้น
และในการวัดการถดถอยของเศรษฐกิจตามนิยามดังกล่าวในทางเศรษฐศาสตร์ก็ได้กำหนดนิยามของภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) คือ ภาวการณ์ลดลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ซึ่งวัดโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ณ ราคาที่แท้จริง หลังปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Percentage change quarter on quarter of seasonally adjusted series: % QoQ SA) ติดลบติดต่อกันอย่างน้อยสองไตรมาส
1.2 ความเป็นมา
เมื่อย้อนกลับไปดูที่มาของนิยามของภาวะเศรษฐกิจถดถอยพบว่ามีมายาวนานอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่งานศึกษาสำคัญอย่าง The General Theory of Employment, Interest and Money ของ John Maynard Keynes ที่ตีพิมพ์ในปี 2479 ได้มีการอธิบายถึงการถดถอยทางเศรษฐกิจ (Recession) ว่าเป็นช่วงที่มีผลผลิตและมีการจ้างงานที่ลดลง แต่ไม่ได้ให้คำจำกัดความและวิธีการวัดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการถดถอยทางเศรษฐกิจ
ในขณะที่งานศึกษาร่วมสมัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจถดถอยที่สำคัญได้แก่การศึกษาเรื่องวัฎจักรเศรษฐกิจและเศรษฐกิจถดถอยโดยโจเซฟ ชุมปีเตอร์ (Joseph Schumpeter) ในปี 2482 ในหนังสือ Business Cycles: A Theoretical, Historical, and Statistic Analysis of the Capitalist Process ได้อธิบายวัฏจักรเศรษฐกิจผ่านการคิดค้นนวัตกรรมและการสะสมความมั่งคั่ง และต่อมาก็ได้มีงานศึกษาเกี่ยวกับวัฏจักรเศรษฐกิจที่สำคัญ ๆ เผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่องอีกหลายชิ้น
สำหรับการกำหนดนิยามและวิธีการในการวัดภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้น พบว่ามีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ อาทิ ประเทศสหรัฐฯ ในปี 2517 คณะกรรมาธิการของสำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐฯ ได้พยายามกำหนดนิยามและวิธีการวัดภาวะเศรษฐกิจถดถอยไว้หลายประการ อาทิ การลดลงของ GDP ติดต่อกันสองไตรมาส หรือการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงานร้อยละ 1.5-2.0 ในช่วง 12 เดือน ขณะที่คณะกรรมการกำหนดช่วงเวลาตามวัฎจักรเศรษฐกิจ (Business Cycle Dating Committee) ภายใต้ National Bureau of Economic Research (NBER) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางวิชาการในการทำวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ของสหรัฐฯ ตั้งขึ้นในปี 2521มีหน้าที่ศึกษาเพื่อกำหนดช่วงเวลาการขยายตัวและการถดถอยตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Business cycle) โดย NBER ได้กำหนดนิยามของภาวะเศรษฐกิจถดถอย คือ การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ (A significant decline in economic activity spread across the country) ซึ่งรวมถึงความรุนแรงของการลดลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และระยะเวลาของการลดลงควบคู่กันไป อาทิ ในไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 3 ของปี 2544 ที่GDP ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง แม้จะไม่ได้เป็นการลดลงต่อเนื่องติดต่อกันสองไตรมาส แต่เป็นการลดลงที่มีความรุนแรงและระยะเวลายาวนาน
ทางคณะกรรมการฯ จึงประกาศให้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเศรษฐกิจถดถอย ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจถดถอย โดยพิจารณาข้อมูลทางเศรษฐกิจทั้งตัวเลข GDP และเครื่องชี้เศรษฐกิจรายเดือนที่ครอบคลุมด้านต่างๆ มาพิจารณาควบคู่กันไปด้วย อาทิ รายได้ของครัวเรือนสุทธิหักเงินโอน การจ้างงาน การผลิตภาคอุตสาหกรรม และปริมาณการจำหน่ายสินค้าอุตสาหกรรมและยอดการค้าปลีกค้าส่งเป็นต้นและผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าโดยเฉลี่ยระยะเวลาของเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ เกิดขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 6–18 เดือนก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นในระยะต่อไป
ในขณะที่ประเทศสหราชอาณาจักรเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรป ได้กำหนดให้วัดเศรษฐกิจถดถอยตามการลดลงอย่างต่อเนื่องติดต่อกันสองไตรมาสของ GDP ที่ปรับฤดูกาลแล้ว โดยภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหราชอาณาจักรเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปี 2499
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการวัดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเกิดขึ้นในระยะหลังโดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เนื่องจากในช่วงก่อนหน้ายังไม่มีข้อมูลเศรษฐกิจที่มีความละเอียดระดับรายไตรมาส มีเพียงข้อมูลรายปี โดยประเทศแรกที่จัดทำข้อมูล GDP รายไตรมาสได้แก่สหรัฐฯ ในปี 2490 ตามมาด้วยสหราชอาณาจักรในปี 2498 ในขณะที่ประเทศไทยเผยแพร่ข้อมูล GDP รายไตรมาสอย่างเป็นทางการตั้งแต่
ในปี 2542 เป็นต้นมา โดยเผยแพร่ข้อมูลย้อนหลังถึงปี 2536 ซึ่งเป็นปีแรกที่ประเทศไทยมีการจัดเก็บข้อมูลเครื่องชี้เศรษฐกิจรายไตรมาสที่สมบูรณ์
1.3 ประเภท/รูปแบบ
ประเภทหรือรูปแบบของการถดถอยมีแตกต่างกันไปหลากหลายรูปแบบ อาทิ ภาวะถดถอยแล้วฟื้นตัว
อย่างรวดเร็ว (V-Shaped) ภาวะถดถอยช่วงสั้น ๆ แล้วฟื้นตัว (U-Shaped) ภาวะถดถอยแล้วฟื้นตัวแต่กลับไปถดถอยใหม่ก่อนที่จะฟื้นตัวอีกครั้ง (W-Shaped or Double-dip recessions) และภาวะถดถอยแล้ว
ใช้เวลานานในการฟื้นตัว (L-Shaped)
- ประเทศไทยเคยประสบสภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่
คำตอบ
จากข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รายไตรมาสย้อนหลังนับตั้งแต่ 2536 เป็นต้นมา พบว่าประเทศไทยเคยประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิคจำนวน 4 ครั้ง ได้แก่
- ครั้งแรก เกิดในปี 2540 เป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งซึ่งส่งผลให้ GDP ณ ราคาที่แท้จริงหลัง
ปรับฤดูกาลแล้ว ปรับตัวลดลงนับตั้งแต่ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2540 ถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2541 เป็น
การลดลงต่อเนื่องสี่ไตรมาสติดต่อกัน
- ครั้งที่สอง เกิดในปี 2551เป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกหรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ GDP ณ ราคาที่แท้จริงหลังปรับฤดูกาลแล้ว ปรับตัวลดลงนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 ถึงไตรมาสที่ 1 ของปี 2552 เป็นการลดลงสองไตรมาสติดต่อกัน
- ครั้งทื่สาม เกิดในปี 2556 เป็นช่วงที่เผชิญกับปัจจัยเสี่ยงภายนอกคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศคือภาวะภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดของไทยที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตภาคเกษตรกรรม ซึ่งส่งผลให้ GDP ณ ราคาที่แท้จริง
หลังปรับฤดูกาลแล้ว ปรับตัวลดลงนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2556 ถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2556 เป็นการลดลงสองไตรมาสติดต่อกัน
- ครั้งที่สี่ เกิดในปี 2556-2557 เป็นช่วงที่เผชิญกับปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองซึ่งส่งผลกระทบต่อ
การท่องเที่ยว การลงทุน การค้า และการผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลให้ GDP ณ ราคาที่แท้จริงหลังปรับฤดูกาลแล้ว ปรับตัวลดลงนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2556 ถึงไตรมาสที่ 1 ของปี 2557 เป็นการลดลง
สองไตรมาสติดต่อกัน
- สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเรียกว่าอะไร
คำตอบ
ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี2562 ขยายตัวร้อยละ 1.6 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 2.6 ในไตรมาสก่อนหน้า (%YOY) และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี2562ขยายตัวจากไตรมาสที่สามของปี2562ร้อยละ 0.2 (%QoQ SA) นั่นคือกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะ
การชะลอตัวของเศรษฐกิจ มิใช่การลดลงหรือภาวะเศรษฐกิจถดถอยแต่อย่างใด
ทั้งนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2562 นี้มีปัจจัยสำคัญ ๆ จากทั้งภายนอกและภายในประเทศ ได้แก่ (1) การขยายตัวในเกณฑ์ที่ต่ำของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนของทิศทางมาตรการ
กีดกันทางการค้าและการแข็งค่าของเงินบาท (2) ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณ (3) ผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง และปัจจัยชั่วคราวในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมบางรายการ
- ภาวะเศรษฐกิจไทยใน ปี 2563 จะเป็นอย่างไร
คำตอบ
เศรษฐกิจไทยปี 2563 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวร้อยละ 1.5 - 2.5ชะลอตัวลงจากร้อยละ 2.4 ในปี 2562 โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2563 จะเผชิญกับข้อจำกัดต่อขยายตัวมากขึ้น ได้แก่ (1) ภาคเกษตร
มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งที่มีความชัดเจนมากขึ้น (2) ภาคอุตสาหกรรมและ
การส่งออกยังมีข้อจำกัดจากการขยายตัวในเกณฑ์ต่ำของเศรษฐกิจโลกซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง (3) ภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่องได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และ (4) ความล่าช้า
ของกระบวนการงบประมาณส่งผลให้แรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ภาครัฐอยู่ในเกณฑ์ต่ำและเป็นข้อจำกัดต่อการใช้นโยบายการคลังในการบริหารจัดการเศรษฐกิจในครึ่งปีแรก
อย่างไรก็ดี ในกรณีฐานคาดว่าข้อจำกัดที่เกิดจากความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณจะยุติลง
ในไตรมาสแรก และผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะสิ้นสุดลงในช่วงกลางไตรมาส
ที่สอง ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวคาดว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวเข้าสู่เกณฑ์ปกติในช่วงหลังของปี 2563
โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) แนวโน้มการปรับตัว
ดีขึ้นของเศรษฐกิจโลกซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวอย่างช้า ๆ(2) การขยายตัวในเกณฑ์ที่น่าพอใจของอุปสงค์ภายในประเทศ (3) แรงขับเคลื่อนจากมาตรการภาครัฐ และ (4) ฐานการขยายตัวที่ต่ำผิดปกต
ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2562






