
มายด์เซตใหม่ สู่ 100 ปี เจียไต๋ ‘เปิดรับ เรียนรู้ และปรับตัว’
ได้ยินกันมาเยอะว่าองค์กรเก่า ต้องทรานส์ฟอร์มตัวเอง ก่อนที่จะถูกดิสรัปต์ด้วยเทคโนโลยีและความเคลื่อนไหวใหม่ๆ บนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นที่ “มนัส เจียรวนนท์” ประธานคณะบริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรครบวงจรรายใหญ่ของไทย มองเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงมาแล้วพักใหญ่ ด้วยความที่เป็นผู้สนใจในเทคโนโลยี เพราะฉะนั้น ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมันคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น เพียงแต่ว่า ต้องนำเทคโนโลยีนั้นมาเป็นเครื่องมือในการปรับตัว และเปลี่ยนองค์กรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
“ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน ผมว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา...ดิจิทัลยังไงก็มา และเราต้องใช้มันเป็นเครื่องมือ แต่ที่สำคัญที่สุด คือ เราต้องมีระบบ ต้องทำให้ได้บนกระดาษเสียก่อน ถ้าไม่มีระบบ อาศัยเทคโนโลยีอย่างเดียว มันจะไม่เกิด”
เพราะฉะนั้น ซีอีโอท่านนี้ จึงเริ่มวางระบบภายในองค์กรมาสักพักใหญ่ๆ และเริ่มทำมากขึ้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยการรับบุคลากรใหม่ๆ เข้าร่วมงาน โดยไม่มีการปลดคนเก่าออก พร้อมวางนโยบายด้าน Engagement ผนึกกำลังคนเก่าและคนใหม่ เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน การนำคนใหม่เข้ามา ก็เพื่อรับแนวคิดใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ในขณะที่คนเก่าก็ต้องเรียนรู้และปรับตัว ภายใต้แนวคิด “One Chia Tai” ผนึกการเรียนรู้ และผสานความร่วมมือซึ่งกันและกัน
สิ่งสำคัญที่ซีอีโอท่านนี้บอกว่า ต้องเปลี่ยนให้ได้ก่อนก็คือ Mindset หรือวิธีคิด ที่ต้องเปิดรับ พร้อมเรียนรู้ โดยเฉพาะตัวผู้นำ ซึ่ง “มนัส” ยอมรับว่า เมื่อก่อนเจียไต๋ไม่ค่อยสื่อสารกับผู้บริโภค ทำงานไปเรื่อยๆ แต่ตอนนี้เมื่อปรับเปลี่ยนความคิดและวิธีการ ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ มากมาย และสนุกเหมือนกับได้เข้าโรงเรียนใหม่ทุกวัน ยิ่งเติมด้วยประสบการณ์ของคนเก่า ยิ่งทำให้การเปลี่ยนแปลง มีการพัฒนาร่วมกัน ทำให้เกิดนวัตกรรมที่น่าสนใจ และสนุกกับการนำมาปรับใช้กับโลกยุคใหม่ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งกับองค์กร เกษตรกร และผู้บริโภค
“เมื่อก่อนเราไม่ค่อยสื่อสาร...มันต่างยุคกัน เมื่อก่อนเราอาจไม่จำเป็นต้องสื่อสารมาก แต่ยุคนี้เป็นยุคของข้อมูล คนอยากบริโภคความจริง สมัยก่อนเราไม่ค่อยพูด ก็มีที่ทำให้คนเข้าใจผิด เช่น เมล็ดพันธุ์ที่เอาไปปลูกต่อไม่ได้ ทำเป็นเมล็ดหมันเลย...มันไม่มีอะไรแบบนั้น คุณเอาไปปลูกต่อเมื่อไรก็ได้...คนเข้าใจผิด เพราะเราไม่พูดเอง...วันนี้ เราเลยต้องพูด ทำให้คนเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง”
นอกจากการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร ซีอีโอท่านนี้ ยังมีอีกหนึ่งความฝัน ที่จะช่วยพลิกตำนานของเจียไต๋ ให้คนไทยได้รับรู้และจดจำ กับการพัฒนาเกษตรกรรมไทย สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์อย่างแท้จริง
เขาบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ยังเป็นเพียงส่วนเล็กๆ แต่เจียไต๋ จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงด้านเกษตรของไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ช่วยเสริมให้เกษตรกรไทยผนึกกันเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ที่เข้มแข็ง ไม่เป็นตะเกียบหรือไม้จิ้มฟันเดี่ยวๆ ที่ถูกหักทิ้งได้ง่ายๆ
เจียไต๋จะเป็นคนที่เข้ามาช่วยมัดรวมเกษตรกรให้เป็นหนึ่ง พร้อมนำเทคโนโลยี ความรู้ และนวัตกรรมเข้ามาพัฒนา ควบคู่กับการทำ “Packing House” เป็นศูนย์กลางที่ใช้เพื่อการจัดเตรียม เช่น การทำความสะอาด การคัดเลือก และการบรรจุสินค้า เป็นสายการผลิตที่ควบคุมคุณภาพได้มาตรฐาน ก่อนส่งจำหน่าย เป็นการพัฒนาทำให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพได้มาตรฐาน ในราคาที่แพง แต่สามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มทดลองทำแล้ว ที่ศรีสะเกษ และกาญจนบุรี
“สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เริ่มจากการสร้างโมเดลเล็กๆ เรียนรู้ปัญหา และค่อยๆ แก้ไขไปเรื่อยๆ จนประสบความสำเร็จในวันหนึ่ง จากหนึ่งจะกลายเป็นสอง เป็นสาม ถึงวันหนึ่งมันก็จะขยายตัวอย่างรวดเร็ว พอถึงวันนั้น เราจะได้ภูมิใจว่า เราจะได้ส่งมอบสิ่งที่ดี ให้แก่เกษตรกร และผู้บริโภค ทุกคนจะได้มั่นใจว่า จะได้บริโภคสิ่งที่ดี ปลอดภัย”
นั่นคือสิ่งที่ “มนัส” วางแผนไว้ และค่อยๆ ดำเนินการไปเรื่อยๆ พร้อมการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า อย่าถามเรื่องงบ เพราะมันยังไม่สามารถสรุปออกมาได้ แต่เป็นการลงทุนที่มหาศาลแน่นอน พร้อมๆ กับการเตรียมคน ปรับองค์กร
วันนี้ เจียไต๋ มีโปรเจ็กต์ใหม่ๆ เยอะมาก โดยเฉพาะโปรเจ็กต์สำคัญๆ 9 ส่วน เช่น ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน แอกเคาน์ติ้งทรานส์ฟอร์เมชัน เซลฟอสทรานส์ฟอร์เมชัน คนรุ่นใหม่ที่เข้ามากำลังเวิร์กกันเต็มที่ ด้วยเป้าหมายสูงสุดของซีอีโอท่านนี้ ก็คือ...การเป็นองค์กรที่เก่า แต่ไม่แก่
แน่นอนว่า การปรับเปลี่ยนในแต่ละส่วน ย่อมมีไทม์ไลน์ที่ซีอีโอได้กำหนดไว้ แต่ต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่ในที่สุดแล้ว เจียไต๋ ต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ภายใต้ค่านิยมขององค์กรที่ว่าด้วยเรื่องของ ความซื่อสัตย์ (Integrity) นวัตกรรม (Innovation) และ พาร์ตเนอร์ชิฟ
หน้า 28 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,550 วันที่ 20 - 22 กุมภาพันธ์ 2563






