
"สมคิด"ผ่าวิกฤติศก.3ยุค ปลุกพรรคร่วมสู้ด้วยกัน
วันที่ 5 กันยายน 2562 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "อนาคตเศรษฐกิจไทย เรากำหนดได้" ซึ่งจัดโดย สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ที่ห้อง Grand Ballroom โรงแรม Grand Hyatt Erawan
นายสมคิด เล่าย้อนอดีตเส้นทางการเมืองและสภาพของเศรษฐกิจในภาพรวมที่เข้ามาอยู่ในการเมืองกว่า 20 ปี แบ่งชีวิตออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งหลังปี 2540 เป็นช่วงบริหารเศรษฐกิจที่ลำบาก กลุ่มที่ลำบากคือ เอสเอ็มอีเหมือนถูกเชือกรัดคอ ธนาคารปล่อยกู้ไม่ได้ เรื่องของคนตัวเล็กจึงเป็นนโยบายของการหาเสียง สิ่งที่ทำตอนนั้น คือการสร้าง บสท. นำหนี้เสียแยกกออกมาเป็นกองเพื่อให้เงินในแบงค์เข้ามาปล่อยได้อีกครั้ง เป็นช่วงที่การโจมตีทางสภาสูงมากในเรื่องความโปร่งใส ในสิ่งที่ไม่เคยปรากฏในเมืองไทย ส่วนเกษตรกรไม่ลำบากเท่าไร เพราะสินค้าเกษตร ตลาดโลกค่อนข้างดี รัฐบาลก็มองเรื่องของจนที่ทำในตอนนั้น จึงเกิดนโยบายใหม่ การพักหนี้ 30บาทรักษาทุกโรค การช่วยเหลือเอสเอ็มอี หนี้สินไอเอ็มเอฟก็ใช้คืนได้ก่อนกำหนด
"จำได้ว่าสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์เชิญไปบรรยาย และบอกทุกครั้งว่าประเทศมีจุดอ่อน คือ เสาหลักมีความผุกร่อนถ้าไม่เสริมเศรษฐกิจจะไม่มีทางแข็งแรงได้เลย เรื่องบุคลากรในองค์กร เมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นแล้วการปฏิรูปคือหัวใจสำคัญ แต่เมื่อเศรษฐกิจรุ่งเรืองเรามักไม่นึกถึงการปฏิรูป การเมืองก็นึกถึงเรื่องเฉพาะหน้า การชนะกันทางการเมืองได้เสียงเท่านั้น"
นายสมคิด เล่าถึงเศรษฐกิจในช่วงที่สองว่า ช่วงรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มีสิ่งที่เกิดขึ้นสองอย่าง 1.การเมืองเริ่มมีปัญหา ความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางสังคมเริ่มเกิดกีฬาสี เกิดขึ้นพร้อมกับสัญญาณบางอย่างว่าความสามารถการแข่งขันของเราเริ่มถดถอย ค่าแรงเราแพงกว่าเวียดนาม อุตสาหกรรมขนาดเบาเริ่มเคลื่อนย้ายออก เมื่อความสามารถแข่งขันถดถอยลง ในขณะที่การเมืองไม่นิ่ง มีการแข่งขันสุง ความแตกร้าวสูง ขนาดประชุมอาเซียนซัมมิทผู้นำยังหนีขึ้น ฮ. แทบไม่ทัน ฉะนั้นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งช่วงเต็มไปด้วยความผันผวน ปี 2008 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก ผลกระทบกับไทยน้อย จีดีพี 2009 -20110 ตก แต่สถาบันการเงินและบริษัทใหญ่ไม่กระทบเพราะเรียนรู้จากต้มยำกุ้ง รู้ว่าถ้าไม่รอบคอบหงายท้องทั้งบริษัทต่อใหญ่แค่ไหน
จนมาถึงยุคที่สาม คือที่มีการรัฐประหารของ คสช. ขณะนั้น ภาวะเศรษฐกิจไม่ดีนักความเชื่อมั่นยังไม่ดี การท่องที่่ยวซบเซายังไม่ฟื้นเต็มที่ ด้านต่างประเทศเราโดนกดดันจากอเมริกาและยุโรป มีคนถามว่าทำไมเราไม่ทำเอฟทีเอกับยุโรปกับอียู ก็เขาไม่ทำกับเรเา ไม่ใช่ไม่อยากทำ แต่ประเทศแรกที่มาหาเป็นแบ็กให้เราคือประเทศจีน
"ผมไปจีน ผมถือจดหมายส่วนตัวจากท่านนายกฯ ไปให้มุขมนตรีแห่งรัฐของเขา ให้จีนกับเราสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในยามนั้นเราต้องการมิตรประเทศ ยุโรปไม่มองหน้าเรา ไม่ให้เจรจากันระหว่างบุคลาการทางการเมือง อเมริกาเช่นกัน ก็มีแต่ประเทศเอเชีย ทำให้เกิดภาวะไม่ราบรื่นทางเศรษฐกิจ"
นายสมคิด เล่าว่า ผ่านคสช. มา 1 ปี ได้เข้าไปพร้อมกับทีมเราประกาศทุกครั้งว่ามีภารกิจ 2 อย่าง คือไม่ให้เศรษฐกิจทรุดต่ำจนเกินไป ถ้าเมื่อไรทรุดอีกก็ฟื้นคืนยาก เมื่อเข้าไปปีแรกมีมาตรการค่อนข้างเยอะ แต่ความเชื่อมั่นของคนเราสำคัญ ถ้าไม่มีความเชื่อมั่นการลงงทุนก็ไม่เกิด บริโภคไ่ม่ดี ใจจะเที่ยวก็ไม่มี ภาวะอย่างนี้ต้องหลีกเลี่ยงให้ได้ อย่าให้อยู่กับจิตใจของคนนานเกินไป เราพยายามที่จะออกมาให้คนยังเชื่อมั่นในศักยภาพของเรา เมื่อมีข่าวดีเราต้องบอกว่าไปถึงไหนแล้ว ดังนั้นปีแรกจะเป็นช่วงของการช่วยรากหญ้า เราบอกรัฐบาลว่ารากหญ้าสำคัญ เราให้เลือกระหว่างจำนำข้าวกับประกันรายได้ จำนำคือพรรคหนึ่ง ประกันเป็นของอีกพรรคหนึ่ง ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างนึง รัฐบาลไม่เลือกเพราะต้องการทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องของหลักการ ก็ใช่สมทบค่าใช้จ่ายจนถึงจุดที่เกษตรกรพออยู่ได้
ภารกิจที่สองคือการพยามเดินต่อในเรื่องการปฏิรูป ที่พยายามตั้งแต่แรกโดยไม่รอช้า คิดอยู่ทุกวันว่าประเทศมีปัญหาอะไร ทุกคนรู้ว่าขาดควาสมดุลของภาวะเศรษฐกิจ ที่ 70% ของจีีดีพีอยู่ที่การส่งออก ถ้าเกิดเศรษฐกิจโลกเราตีลังกาทันที ถ้าทำท่องเที่ยง เกษตรกรกรรม บริการให้ใหญ่ขึ้น ทำให้มีบาลานซ์ได้ เรียกว่า "โลคอลอีโคนอมี่" ให้แข็งแรง เกิดสมาร์ทฟาร์เมอร์นำทฤษฎีการตลาด การทำสิ่งใหม่ๆต้องมีนวัตกรรม และไม่ใช่ให้เขาเป็นแค่ผู้ผลิตแต่ต้องให้เป็นผู้ประกอบการในภาคเกษตรด้วย รวมทั้งต้องสร้างรายได้ให้มากขึ้นจากโอท็อป ให้ชุมชนผลิตสินค้าสร้างรายได้ หาตลาดให้เขาก็นำตรงนี้มาเสริม ด้านภาคการท่องเที่ยว ชาวบ้านจนอยู่ห่างไกล คนไปเที่่ยวไม่ถึง ไม่มีตลาด ไม่มีอำนาจต่อรอง ดังนั้นเส้นทางการคมนาคมต้องตัดไปให้้ถึงการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการซื้อขาย การผลิตเพื่อให้เกิดการหมุนเวียน ก็เกิดส่งเสริมท่องเที่ยวเมืองรองขึ้นมา รถไฟ ถนนชนบท ก็ต้องนำเข้าไปให้ถึง ชุมชนก็พยายามทำให้มีเงินทุนผ่านกองทุนหมู่บ้าน และสหกรณ์ เพื่อให้ฐานรากเแข็งแรงมีโอกาสมากขึ้น และหัวใจสำคัญคือเรื่องโอกาส ถ้าการสื่อสารไปไม่ถึงโอกาสก็น้อยมาก ฉะนั้นต้องเป็นภารกิจที่สำคัญมากในรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย
"การเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญถ้าคนจนในชนทบทไม่มีอินเตอร์เน็ตเขาจะด้อยโอกาสเขาสู้ไม่ได้ ถ้าหากไม่มีสาธารณสุข สวัสดิการก็ไปไม่ถึง โครงการที่ผลักดันคืออินเตอร์เน็ตสู่บ้าน ดิจิไทซ์ภาครัฐบาล จึงเกิดพร้อมเพย์ในการลดค่าใช้จ่ายมหาศาล และนำไปสู่การหนีภาษีไม่ได้ในอนาคตข้างหน้า"
นายสมคิด กล่าวอีกว่า ยุคปัจจุบันท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพเรามีการเลือกตั้ง เราเป็นประชาธิปไตย ถามว่าแล้วไงอ่ะ ดังนั้นในยุคนี้จากนี้เป็นต้นไปสิ่งสำคัญต้องต่อยอดสิ่งที่เราวางรากฐาน คน ดิจิทัล การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ การศึกษา ต้องต่อยอด มีความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้น 2 เรื่อง คือ 1. เรื่องของเทรดวอร์ ทุกคนเจ็บตัวทุกประเทศไม่เว้นแต่ประเทศไทย การส่งออกซัพพลายเชนที่จีนโดน แต่โชคดีที่เรามีความหลากหลายของการผลิต มีสินค้าเกษตร ท่องเที่่ยว ถามว่าลำบากไหมก็ลำบากทุกคนก็ต้องสู้ สิ่งที่เจอสองต่อ ต่อหนึ่งในการฟอร์มครม.เราใช้เวลาสามเดือน หรือหนึ่งไตรมาส ไปดูตัวเลขของการเบิกจ่ายของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจตกเป็นแถว แต่ตอนเลือกตัั้งเราทำอะไรไม่ได้ การลงทุนของเอกชนไม่ค่อยมี เพราะเขาไ่แน่ใจว่าประเทศไทยจะเดินไปไหน ใครจะเป็นผู้นำของเขา ไตรมาสสองจึงได้เห็นตัวเลข
"มีเทรดวอร์ ถามว่าจบเร็วไหม แต่คิดว่าจะจบหลังเลือกตั้งของอเมริกา สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การหาเสียงแน่นอน เราต้องอยู่ของเราให้ได้ ฉะนั้นผมคิดว่าเราน่าจะประคองอยู่ได้ มาตรการโดยคลัง พาณิชย์ ในเรื่องการช่วยเกษตรกร จะช่วยให้ไตรมาสสี่ตีกลับได้"
ในตอนท้าย นายสมคิด กล่าวถึงสิ่งท้าทายอีกว่า ประการแรกคนไทยยังไม่ตระหนักในเรื่องความจำเป็นการปฏิรูปตัวเราเองต้องช่วยกัน และยืนยันเรายังไ่มอยู่ในภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเลย มีข่าวโซเชียลออกมาแบบนี้ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น คนจะตกใจกลัว คนไม่ใช้จ่าย ไม่ลุงทุน ไปลงทุนประเทศอื่น ต่างชาติก็งงว่าประเทศไทยเป็นอะไร สองเราเป็นประชาธิปไตยเรารู้ว่าการปฏิรูปรัฐบาลและการเมืองที่เข้มแข็งสำคัญมาก ถ้าการเมืองไม่เข้มแข็งปฏิรูปไ่ด้หรอก ไม่่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่
"เรารู้ว่าคนชราจะมากขึ้นเราจะนำเงินที่ไหนมาให้เขา คนเสียภาษีในไทยมีแค่ 4 ล้านคนจาก 70 ล้านคน ไม่ปฏิรูปการคลังแล้วจะนำเงินที่ไหนมาช่วยเขา ฉะนั้นกระทรวงการคลังหนีไม่พ้น แต่จุดไหนของการเมืองจะเอื้อให้เขาปฏิรูปได้"
นายสมคิด กล่าวอีกว่า การเมืองต้องเข้มแข็ง แล้วการเมืองตอนนี้เข้มแข็งหรือไม่ เรามีรัฐบาลผสม แถมปริมน้ำด้วย ฉะนั้นเราก็มั่นใจ ผมว่าผู้นำหัวหน้าพรรคทั้งหลายรู้จักกัน เพียงแต่ว่าแต่ละพรรคจะมีอาเจนด้าเป็นนโยบายของเขาอยู่ เราจึงเกิดความคิดคร.เศรษฐกิจขึ้นมาเพื่อให้ทุกฝ่ายมาเซ็ตทิศทางเดียวกัน
"การทำนโยบายของตัวเองไม่เป็นไร แต่นโยบายประเทศมันต้องดูทิศทางเดินว่าจะเดินไปทางไหน และนายกก็เป็นหัวโต๊ะ เพราะผมไม่ได้ดูหลายกระทรวงเหมือนอย่างในอดีต ผมไม่ใช่รองนายกทางเศรษฐกิจ อย่าไปคิดว่าจะเลือกตั้งในเร็ววันนี้ ฉะนั้นทุกอย่างหาเสียงอย่างเดียว ปฏิรูปลืมมัน สิ่งที่วางไว้ไม่สนใจ ถ้าไม่สนใจ ไม่ทำเลย ความสามารถในการแข่งขันของเราก็จะค่อยๆลดลง พรรคร่วมต้องร่วมมือกันเดินข้างหน้า ครม.ก็ต้องพยายามทำงาน ที่สำคัญประชาชนต้องมีส่วนร่วม การปฏิรูปต้องไม่ใช่เฉยแล้วก็ดู การปฏิรูปก็จะไม่มีทางเกิด"






