
ครม.ถกรับมือเศรษฐกิจโลก “สมคิด”เอาจริงสั่งตั้งคกก.พิเศษ
ที่ทำเนียบรัฐบาล ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ในที่ประชุมครม.วันนี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งครม.ว่า มีแนวทางในการตั้งคณะทำงานร่วมกัน นอกจากการตั้งคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจแล้ว จะมีองค์กรอิสระทั้งหลายจะมาเป็นคณะกรรมการร่วม ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) และกระทรวงการคลัง มาพิจารณาประเด็นปัญหาเพื่อแก้ไขเศรษฐกิจ ไปในทิศทางเดียวกันแบบบูรณาการ
“รองนายกฯสมคิดย้ำกับครม.ว่าไม่ได้ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะควบคุมองค์กรอิสระทั้งหลาย แต่ต้องการบูรณาการงานร่วมกัน และวางมาตรการรองรับปัญหาทางเศรษฐกิจ ให้เกิดขึ้นร่วมกันอย่างแท้จริง”
โฆษกฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในที่ประชุมครม. นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในที่ประชุมครม.ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และผลกระทบที่อาจจะมีต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมที่จะต้องเตรียมวางแผนรับมือ โดยรมว.คลังรายงานตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจทั้งหลายว่ามีสัญญาชะลอตัวในแต่ละภาคส่วน แต่ว่าด้านการท่องเที่ยวยังสามารถไปได้อยู่แม้จะตัวเลขนักท่องเที่ยวจากจีนลดลง แต่ได้นักท่องเที่ยวจากอินเดียเพิ่มมากขึ้นทำให้สถานการณ์ท่องเที่ยวยังพอไปได้ รายได้การท่องเที่ยวน่าจะกระทบไม่มากนัก แต่ตัวเลขอื่นๆทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) คงจะมีการรายงานอีกครั้ง
“การรายงานวันนี้ไม่ได้ลงรายละเอียดตัวเลข แต่เป็นสถานการณ์ภาพรวม อุปสงค์ในโลกลดลงเพราะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้าที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกในรอบ 3-4 ปี โตเพราะอุปสงค์จากจีนเป็นหลัก เมื่อเกิดสงครามการค้าทำให้อุปสงค์ของจีนหดตัว กระทบภาคการส่งออกของทุกประเทศไม่ใช่แค่ประเทศไทย ตัวเลขส่งออก 6 เดือนแรกลดลงประมาณ 2.7-2.8%”
ดร.นฤมล กล่าวโดยอ้างข้อมูลจากรมว.คลังอีกว่า ยังมีการรายงานผลกระทบในประเทศอื่นๆพบว่าก็หดตัวเช่นกันในภาคการส่งออก อาทิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ชาติอื่นๆในอาเซียน แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้วแม้ไทยส่งออกจะหดตัวแต่ยังน้อยกว่าหลายประเทศ แต่กระทรวงการคลังไม่นิ่งนอนใจ ต้องมีมาตรการรองรับผลกระทบเหล่านี้ เพราะจากสงครามการค้ากำลังขยายเป็นสงครามค่าเงิน โดยเฉพาะค่าเงินหยวนเริ่มจะมีมาตรการทำให้อ่อนค่าลง ซึ่งกนง.ก็ได้ดำเนินการไปแล้วในสัปดาห์ก่อน ซึ่งกนง. ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง ติดตามตัวเลขค่าเงินใกล้ชิดและคงจะมีมาตรการอื่นๆตามมา ทั้งนี้หลังจากกนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง ประเทศฟิลิปปินส์ก็ลดดอกเบี้ยลงเช่นกัน เพราะต้องประคองค่าเงินไม่ให้มูลค่าห่างกันมากนัก จึงทำให้ค่าเงินบาทที่เราตั้งใจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมจะกระทบกับภาคการส่งออก เมื่อค่าเงินบาทแข็งก็กระทบการส่งออก แล้วจีดีพีของไทย 70% ยังต้องพึ่งพิงการส่งออก ก็จะกระทบกับจีดีพีด้วย






