
ทรานส์ฟอร์มองค์กร-โปรดักต์ ส่ง‘ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค’ ครองแชมป์เครื่องดื่มไทย
จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ บริษัท เป๊ปซี่-โค ประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน ที่มีการแยกตัวจากบริษัทจัดจำหน่าย เสริมสุขฯ จนกระทั่งมาปี 2561 ที่เป๊ปซี่-โค ได้ผนึกกำลังกับ บริษัท ซันโทรี่ฯ ยักษ์ใหญ่ธุรกิจเครื่องดื่มจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ผู้บริหารหนุ่มจากปากีสถาน “โอเมอร์ มาลิค” เดินทางเข้ามารับตำแหน่ง เป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) ถือเป็นเวลาประมาณกว่า 2 ปี ที่ผู้บริหารคนนี้ได้เข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กร ด้วยเป้าหมายการรักษาแชมป์ตำแหน่งผู้นำในตลาดนํ้าดำ หรือเครื่องดื่มโคล่า รวมทั้งการเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ที่มีมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท
“โอเมอร์” เป็นชาวปากีสถาน และได้ร่วมงานกับเป๊ปซี่โคที่ปากีสถานมาก่อน โดยก่อนหน้านี้ เคยทำงานร่วมกับ บริษัท บริติส อเมริกัน โทแบคโคฯ (British American Tobacco) บริษัท ผลิตบุหรี่และยาสูบข้ามชาติของอังกฤษ และเชลล์ จนกระทั่งเข้ามารับหน้าที่บริหารตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ธันวาคม 2558 ในขณะนี้ที่เป๊ปซี่โค และกลุ่มซันโทรี่ ได้เจรจาและมีการร่วมทุนกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 และเปิดตัว บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ “SPBT” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2561
“การเปลี่ยนแปลงตอนนั้น ส่วนของบุคลากรไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่การรวมตัว ทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนและความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เป๊ปซี่โค แข็งแรงในประเทศไทยมานาน มีโรงงานถึง 2 แห่ง และมีส่วนแบ่งการตลาดที่สูงในนํ้าดื่มโคล่า ส่วนซันโทรี่มีความแข็งแรงเรื่องเครื่องดื่ม มีส่วนของการวิจัยและอินโนเวชันเครื่องดื่มที่แข็งแรง และมีประสบการณ์ยาวนานในญี่ปุ่น”
“โอเมอร์” ยอมรับว่า เขาไม่เคยมีประสบการณ์การบริหารงานในช่วงที่องค์กรขนาดใหญ่มารวมตัวกันแบบนี้มาก่อน เพราะฉะนั้น นี่คือ ความท้าทายสำหรับเขาและองค์กร สิ่งที่ยากคือ จะทำอย่างไรให้คนเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยเขาพยายามทำสิ่งนั้น ด้วยการลุยพบปะพนักงานและกลุ่มผู้บริหารทุกคนด้วยตัวเอง มีการพูดคุยทำความเข้าใจ และบอกให้รับรู้ว่า มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง รวมทั้งจะมีสิ่งดีๆ อะไรที่กำลังจะเกิดตามมา
การเข้าไปพบปะพูดคุย ทำความเข้าใจกับพนักงาน คือ ความพยายามในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทีมงาน เพราะเป็นธรรมดาของคนส่วนใหญ่ที่มักกลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะไม่รู้ว่าเปลี่ยนแล้วจะต้องพบกับอะไร แต่เมื่อผู้บริหารสูงสุดลงมาทำความเข้าใจ และบอกถึงความเป็นมาเป็นไปด้วยตัวเอง ทุกคนรับรู้ถึงสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา พวกเขาก็พร้อมเปิดใจ กล้าก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้วยกัน...มันถึงจุดที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว เพราะผู้บริโภคเปลี่ยนไป ตลาดเปลี่ยนไปแล้ว
“โอเมอร์” บอกว่า หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงตลอด 15 เดือน เขามีการเช็กกกับพนักงานตลอด ว่ารู้สึกอย่างไร โดยการทำ organization health survey : OHS มาตลอด ผ่านแบบสอบถาม และผลที่ได้รับคือ ทุกคนมีความสุขในการเปลี่ยนแปลง และมีความภูมิใจ ที่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ...ถึงที่สุดผลออกมาคะแนนสูงมาก การเปลี่ยนแปลงไม่มีผลกระทบต่อความรู้สึก ขณะเดียวกัน อัตราการลาออกลดลงเทียบกับ 2 ปีก่อน ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการพูดคุยกับพนักงาน การเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม พร้อมทั้งมีการสร้างโอกาส สร้างกิจกรรมร่วมกับพนักงาน ทำให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจ
ภาพการทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ของ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ หรือ SPBT จึงถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้จะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการเพิ่มเติมฝ่ายบริหารระดับสูง แต่ในแง่ของการเดินหน้าของธุรกิจแล้ว มีทั้งการเพิ่มจุดกระจายสินค้า และการลงทุนอื่นๆ รวมไปถึงการออกโปรดักต์ใหม่จากกลุ่มซันโทรี่ ล่าสุดคือ กู๊ดมู้ด ฟังก์ชันนอนดริงก์ ที่ตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก็สามารถสร้างยอดขายเติบโตได้ต่อเนื่อง
“โอเมอร์” บอกว่า ทิศทางหรือเป้าหมายใหม่ คือการขยายไลน์สินค้า เมื่อก่อนเป๊ปซี่แข็งแรงเรื่องซอฟต์ดริงก์ พอมีซันโทรี่ก็เร่งให้ธุรกิจเครื่องดื่มเติบโตมากขึ้น มีสินค้าหลากหลาย และมีนวัตกรรมเข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง โดยจะนำแบรนด์ใหม่ๆ ที่สนองความต้องการของตลาดให้ได้เร็วที่สุด และดีที่สุด
หลังจากประสบความสำเร็จกับการทรานส์ฟอร์มองค์กร ทำให้พนักงานกว่า 99% ขององค์กรลดความกลัว เกิดการเซ็นสัญญาโอนย้ายทำงานด้วยกันต่อ ความสำเร็จขั้นต่อไปของผู้บริหารคนนี้ คือ การทรานส์ฟอร์มโปรดักต์์ ดึงจุดแข็งทั้งด้านนวัตกรรม
และสินค้าที่หลากหลายของกลุ่มซันโทรี่ มาสร้างการเติบโตให้กับ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ ภายใต้การพัฒนาที่ยั่งยืน
หน้า 21 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,482 วันที่ 27 - 29 มิถุนายน พ.ศ. 2562






