
มุ่งมั่นเรียนรู้ จากทุน2พันสู่รายได้100ล้าน
การสร้างธุรกิจขณะที่อายุน้อยและมีต้นทุนที่ไม่เท่าคนอื่น ย่อมต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเช่นกัน เหมือนอย่าง “ดร.เปิ้ล-นฤมล พุ่มฉัตร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท วูเช่ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องสำอางแบรนด์เดอร์มาเช่ วูเช่ โครีอัลและเอสเซ่ บิวตี้ ชื่อเสียงอาจจะเริ่มเป็นที่รู้จักก็ตาม แต่พอได้พูดคุยแล้วรู้สึกว่าสาวน้อยวัยเพียง 37 ปี คุยด้วยแล้วมีอะไร!!
เธอเริ่มต้นธุรกิจมาเมื่อกว่า 10 ปีก่อน แต่เดิมก็เป็นมนุษย์เงินเดือน เช้ามาทำงานเย็นกลับบ้านจนวันหนึ่งลูกน้องมาถามคำถามหนึ่ง ซึ่งเธอเป็นหัวหน้าแต่กลับตอบไม่ได้ จึงเริ่มรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธอ จึงตัดสินใจว่าต้องออกไปแสวงหาแรงบันดาลใจของตัวเอง กอปรกับ เธอเป็นคนที่ผิวหน้าแพ้ง่าย ใช้อะไรยาก เลยคิดได้ว่าผู้หญิงต้องดูแลผิว ถ้าสามารถทำครีมที่เหมาะกับสภาพผิวหน้าได้ก็จะเป็นการดีและที่สำคัญไม่ต้องการให้สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอต้องก้าวออกสู่การเรียนอีกครั้งนำเงินเก็บจากการทำงานไปเรียนแพทย์แผนไทย เรียนสมุนไพรไทย เวชสำอางแห่งประเทศไทย
จนเหลือเงินเก็บอยู่ราว 2,000 บาท ในการเริ่มต้นซื้อเครื่องตีครีมมาทดลองส่วนผสมต่างๆ และใช้ตัวเองเป็นคนทดสอบ จนได้สูตรที่คิดค้นขึ้นเอง เน้นวัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ ใช้ได้ทุกเพศทุกวัย และยังพบว่าการนำวิตามินซีมาใช้เป็นส่วนผสมเครื่องสำอางร่วมกับคอลลาเจนด้วย จะช่วยให้ผิวหน้ามีความแข็งแรง เธอแนะนำด้วยว่าหากผิวหน้าแข็งแรงจะทา จะทำอะไรก็จะไม่แพ้ สิ่งที่ค้นพบก็พัฒนาเป็นเซรั่มที่จะเบากว่าครีม เหมาะกับคนไทยด้วย และใช้เปลือกส้มสกัดเย็นได้กลิ่นส้มมาช่วย เพื่อให้ได้กลิ่นสัมผัสเป็นอะโรมาทาแล้วผ่อนคลาย ทำให้สินค้าเริ่มขายดีขึ้น
“เมื่อก่อนขายไม่ได้แทบจะแจกเพราะคนไม่รู้จักเรา และคนไม่เชื่อมั่น เลยเริ่มต้นจากคนใกล้ตัวก่อน พรีเซนเตอร์คนแรกก็คือ “แม่” ช่วยทดสอบสินค้าได้ดีที่สุด คนวัย 50 เศษๆ ใบหน้าของคนต่างจังหวัดที่มีร่องรอยเหี่ยวย่น เห็นผลดีจนหน้าใสเนียน จนคนทัก จึงเริ่มจากญาติและขยายวงไปเรื่อยๆ จากจังหวัดนครสวรรค์ ไปถึงคนจังหวัดรอบข้างอย่างที่พิษณุโลก เป็นต้น ขายดีจนจากเมื่อก่อนที่ครอบครัวคุณพ่อเป็นทหารแล้วคุณพ่อเสีย
คุณแม่เป็นแม่บ้านเย็บผ้า เลยต้องช่วยคุณแม่ทำงาน หารายได้
ค่อนข้างยากจนไม่มีบ้านอยู่ แรกๆ กู้เงินซื้ออาคาร ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ ก็ได้แม่มาช่วยกู้ร่วมจนชำระหนี้หมดใน 4 เดือน พอขึ้นปีที่ 2 มีอาคารขายยกล็อต 5-6 ยูนิตก็เลยตัดสินใจซื้อ เพื่อให้เป็นโรงงานที่มาตรฐาน มีห้องแล็บเอง เราพัฒนาเองผลิตเองจึงต้องทำโรงงานให้ถูกต้องทุกอย่าง การขออย. ต้องขออนุญาตเรื่องอะไรก็ตาม ทำถูกต้องหมด เพราะคิดว่าคู่แข่งเริ่มมีมากขึ้น และเราเองเริ่มมีภาระ มีลูกน้อง มีตัวแทนจำหน่าย จึงทำอะไรเล่นๆ ไม่ได้ หยุดไม่ได้ ทุกวันนี้อยากถอย แต่ถอยไม่ได้ มีลูกน้องอีกหลายชีวิต เพราะการทำงานของเราทำกันแบบครอบครัว เมื่อเห็นพนักงานขายสามารถสร้างรายได้จนมีเงินซื้ออาหารเลี้ยงครอบครัวต่อไป เราก็จะดีใจภูมิใจ มีเด็กนักศึกษามาขายเครื่องสำอางจนมีรายได้ส่งตัวเองเรียนปริญญาโทและเลี้ยงครอบครัวได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เรามีความภูมิใจที่สามารถช่วยเหลือคน สร้างอาชีพให้คนอื่นจนสามารถเลี้ยงครอบครัวได้”
ดร.เปิ้ล เล่าต่อว่าต้องขอบคุณคนที่ดูถูก ทำให้มาถึงทุกวันนี้ นำพลังลบมาสร้างแรงบันดาลใจ และที่สำคัญคือ การลงมือทำงานด้วยความมุ่งมั่น เริ่มต้นจากเงิน 2,000 บาทสร้างรายได้ถึงหลักกว่า 100 ล้านบาทภายในไม่กี่ปี ทุกวันนี้ภูมิใจมีความสุขแต่ยังต้องใส่ใจ นำเคสต่างๆ ของลูกค้าเสียงสะท้อนต่างๆ มาพัฒนาสินค้าให้ดีมีคุณภาพ ทำงานต่อไปเพื่อคนอื่น ที่สำคัญต้องรักษาลูกค้าเก่าให้ดีและขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ให้มากขึ้น จึงตั้ง Vision ว่าให้สินค้าไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เป็นแหล่งวัตถุดิบที่ดี สนใจส่งออกไปในอาเซียน ทุกวันนี้จึงมีตัวแทนจำหน่ายที่สะหวันนะเขต สปป.ลาว ต่อไปจะรุกที่เวียงจันทน์ และกำลังจะออกบูธที่ประเทศจีน โดยเธอหวังว่าความสำเร็จของเธอคือ เห็นผู้บริโภคสำเร็จไปด้วยกันซึ่งวัดเป็นตัวเงินไม่ได้ แต่ให้มาเป็นหุ้นส่วนที่มีความเป็นอยู่ที่ดี นี่คือ Key Success
“การใช้ชีวิตแบบ Smart Life ก็คือการใช้ชีวิตแบบ Active เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาไม่หยุดที่จะพัฒนา เพื่อตนเอง เพื่อคนอื่น ทำตัวเหมือนนํ้าไม่เต็มแก้วเพื่อสร้างสรรค์ มีความเป็นผู้นำแต่ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักกาลเทศะ และต้องเป็นผู้ให้ก่อนที่จะเป็นผู้รับ จึงต้องพัฒนาสินค้าให้ซื้อง่ายขายคล่อง ราคาไม่สูงและสินค้ามีคุณภาพมาตรฐาน”
ดร.เปิ้ลจบบทสนทนาโดยที่ไม่ต้องสรุปเลยทีเดียว...
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,481 วันที่ 23-26 มิถุนายน พ.ศ. 2562






