
DITP เผย 'ปัญหา-ประสบการณ์' คือกุญแจธุรกิจสู่ยูนิคอร์น
DITP จุดประกาย2 แนวคิดสตาร์ทอัพไทยเผยปัญหาและประสบการณ์กุญแจธุรกิจสู่ยูนิคอร์น
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ(DIPT) โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่(NEA)ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพไทยให้เติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัดจึงได้ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือNIA ดำเนินการจัดโครงการ“Pitch2Success : สานฝันสตาร์ทอัพไทยสู่สากล” โดยมุ่งติดอาวุธสำคัญอย่าง“การพิชชิ่ง: Pitching” ให้กับเหล่าสตาร์ทอัพเพื่อสร้างทักษะที่ดีในการนำเสนอแผนธุรกิจและสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการจัดตั้งและขยายธุรกิจได้มากยิ่งขึ้นในอนาคตทั้งยังได้มีการได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ“เคล็ดลับการทำสตาร์ทอัพให้ประสบความสำเร็จ” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากวงการสตาร์ทอัพมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งได้แชร์ข้อคิดดีๆไว้ได้แก่
• “ปัญหาคือที่มาของสิ่งใหม่” จุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจของคุณรังสรรค์พรมประสิทธิ์ผู้สร้างสรรค์และก่อตั้งแอพพลิเคชั่นคิวคิวแอพเพื่อคนไม่ชอบรอคิวที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับร้านอาหารและลูกค้าทั่วไปที่ไม่อยากเสียเวลารอคิวให้หมดไปอยู่หน้าร้านเทคนิคง่ายๆที่ฝากไว้ให้รุ่นน้องสตาร์ทอัพนำไปใช้ก็คือต้องรู้จักวิเคราะห์ปัญหาจากสิ่งใกล้ตัวตีโจทย์ให้แตกว่าจะแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างไรและที่สำคัญคือคิดแล้วต้องลงมือทำหาช่องทางในการนำนวัตกรรมมาช่วยพัฒนาระบบมองตลาดที่รองรับให้กว้างและไม่หยุดยั้งในการพัฒนาสินค้าและบริการ
“สำหรับผมการเขียนโปรแกรมมันคือการแก้ปัญหาจากเมื่อก่อนเราพยายามจะแก้ปัญหาของคนอื่นส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจหลายๆอย่างจนมาตอนนี้เราก็แก้ปัญหาเหมือนเดิมเพียงแต่มองที่ปัญหาของตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นเอาเทคโนโลยีเข้ามาแก้แล้วบังเอิญมันมีคนจำนวนมากที่มีปัญหาเหมือนเราและมีคนพร้อมจะจ่ายเพื่อโซลูชั่นที่เราคิดเราทำขึ้นมามันก็เลยเกิดเป็นธุรกิจทีนี้วิธีการและรูปแบบที่จะใช้มันคือโมเดลธุรกิจเราจะให้มันโตไปทางไหนแบบไหนแบบที่เราเลือกเราเลือกวิธีแบบสตาร์ทอัพมันก็เลยเกิดแบรนด์คิวคิวขึ้นมาแบบที่ได้เห็นกัน” นอกจากนี้ยังได้ทิ้งท้ายข้อคิดที่ฝากไว้ให้รุ่นน้องที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจสตาร์ทอัพคือ“หาสิ่งที่ชอบหาตัวเองให้เจอเร็วที่สุดโฟกัสในเรื่องนั้นและลุยให้มันสุดๆไปเลย”
• ธุรกิจสตาร์ทอัพต้องสร้างคุณค่าและประสบการณ์ใหม่ๆให้แก่ลูกค้านี่คือเทคนิคการทำธุรกิจสไตล์ของนพพลอนุกูลวิทยาผู้ก่อตั้งเทคมีทัวร์: TAKE ME TOUR ธุรกิจท่องเที่ยวแนวคิดLocal Experience หรือประสบการณ์ร่วมกับชุมชนโดยนพพลเล่าว่า
เทคมีทัวร์ถือกำเนิดจากการเป็นคนชอบเที่ยวและไม่อยากเป็นลูกน้องจึงริเริ่มก่อตั้งเว็บไซต์ที่เป็นตลาดกลางให้นักท่องเที่ยวมาพบปะไกด์ท้องถิ่นซึ่งบริษัทได้สร้างแพลตฟอร์มในการสร้างทริปตั้งราคาและพาเที่ยวได้ด้วยตนเองหรือที่เรียกว่าLocal Expert ถ้าคุณรู้จักย่านที่คุณอยู่เป็นอย่างดีและมีไอเดียพาเที่ยวก็สามารถเข้ามาสร้างทริปได้ฟรีเพราะเราเชื่อว่า"ใครๆก็พาเที่ยวได้"
ส่วนในด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะเข้ามาเลือกทริปและจองออนไลน์ผ่านหน้าเว็บไซต์ได้เช่นเดียวกันอย่างไรก็ตามเทคมีทัวร์มีโมเดลธุรกิจเดินตามแนวคิดแบบSharing Economy หรือเศรษฐกิจแบ่งปันซึ่งเป็นคอนเซปต์ใหม่ของโลกที่เราพยายามสร้างให้เห็นว่าLocal Experience มันมากกว่าแค่การไปในที่ชุมชนหรือชนบทไกลๆหรือการเที่ยวเมืองไทยอาจไม่ใช่เรื่องของวัดพระแก้วหรือวัดอย่างเดียวแต่เป็นเรื่องทั่วๆไปในชีวิตรอบๆตัวเราทั้งหมดเลยด้วยคอนเซปต์นี้ทำให้เกิดความหลากหลายในกิจกรรมการท่องเที่ยวค่อนข้างมากขึ้นเปรียบเสมือนการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ใหม่ๆให้กับลูกค้า
ส่วนข้อคิดที่ฝากไว้ให้รุ่นน้องที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจสตาร์ทอัพคือ“จิตใจต้องพร้อมต้องสู้ระดับหนึ่งแต่ต้องชอบในสิ่งที่คุณทำเมื่อเห็นปัญหาและนำมาเพื่อแก้ไข
นายปริวรรตวงษ์สำราญผู้อำนวยการศูนย์Startup Thailand สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน) กล่าวว่าการเริ่มต้นทำสตาร์ทอัพสิ่งสำคัญจะต้องเข้าใจกลุ่มลูกค้าเข้าใจกระบวนการในการพัฒนาเรื่องของสินค้าและผู้ประกอบการต้องไม่ย่อท้อยกตัวอย่างจากทั้งคิวคิวและเทคมีทัวร์กว่าที่จะประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศและได้มาพูดบนเวทีนี้ได้นั้นเมื่อ3-4 ปีที่แล้วเขาค่อนข้างทรหดล้มแล้วลุกเสมอไม่ย่อท้อนอกจากนี้ไม่มีใครรู้ว่าในสิ่งที่เรากำลังทำมันจะประสบความสำเร็จหรือไม่เพราะการทำสตาร์ทอัพส่วนใหญ่แล้วเป็นสิ่งใหม่ในตลาดเราจึงต้องรู้จักเตรียมความพร้อมไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเงินทุนเครือข่ายธุรกิจแผนการทำตลาดฯลฯอีกอย่างหนึ่งก็คือเราล้มเมื่อไหร่ก็ต้องลุกเสมอเพราะว่าจะไม่มีใครเป็นไอดอลหรือเป็นตัวอย่างที่ดีให้เราได้
เราต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองต้องทดสอบสมมติฐานเรื่อยๆอยู่เสมอและประเด็นสำคัญที่สุดก็คือปัญหาทุกอย่างมีทางออกไม่มีเงินก็มีหน่วยสนับสนุนไม่มีตลาดเราก็ต้องหาวิธีทำBusiness Model ใหม่ขึ้นมาเพราะฉะนั้นปัญหาพวกนี้สามารถทำได้แก้ไขได้เพียงแค่อย่าเพิ่งยอมแพ้อะไรง่ายๆ
ด้านนายนันทพงษ์จิระเลิศพงษ์ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่หรือสถาบันNEA กล่าวว่าภายใต้นโยบายส่งเสริมสตาร์ทอัพของรัฐบาลNEA ไม่เพียงแต่จะสนับสนุนในด้านองค์ความรู้และการฝึกปฏิบัติการเท่านั้นแต่ยังมุ่งสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆที่มีความเชี่ยวชาญในการส่งเสริมผู้ประกอบการเพื่อให้กลุ่มดังกล่าวเติบโตได้อย่างเต็มที่ทั้งด้วยการสนับสนุนเรื่องการระดมทุนการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจการพัฒนานวัตกรรมงานวิจัยและเทคโนโลยีการต่อยอดสู่เวทีต่างๆที่สามารถผลักดันให้สตาร์ทอัพก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้นโดยมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆอาทิกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงอุตสาหกรรมสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรวมถึงภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจสตาร์ทอัพซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยได้รับโอกาสในการต่อยอดธุรกิจไปสู่เวทีการค้านานาชาติได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการอบรมสัมมนาตลอดปีอีกกว่า100 หลักสูตรที่จะช่วยส่งเสริมความสามารถผู้ประกอบการทั้งในด้านการค้าออนไลน์การส่งออกด้านการตลาดทั้งในและต่างประเทศรวมถึงไอเดียใหม่ๆในการทำธุรกิจซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับธุรกิจต่างๆในประเทศไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้นและเติบโตได้อย่างเต็มกำลัง






