
รพ.บำรุงราษฎร์ มุ่งเวชศาสตร์การกีฬา-ไลฟ์สไตล์
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ขยายบริการด้านเวชศาสตร์การกีฬาและไลฟ์สไตล์ (Sports medicine & Lifestyle) ภายใต้การดูแลของศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้โรงพยาบาลก้าวไปสู่การเป็นผู้นำด้านการบริบาลสุขภาพแบบองค์รวมระดับโลก (World-Class Holistic Healthcare)
จากข้อมูลของ Global Opportunity Analysis and Industry Forecast, 2017-2023 รายงานว่ามูลค่าตลาดภาพรวมของเวชศาสตร์การกีฬาระดับโลก ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีมูลค่าอยู่ที่ 6,615 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดการณ์ว่าในปี 2566 มูลค่าจะสูงถึง 11,172 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พญ.อลิศรา เอมี่ อารีราชการัณย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ เวชศาสตร์การกีฬาและการส่องกล้องตรวจในข้อ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดบริการด้านเวชศาสตร์การกีฬาและไลฟ์สไตล์ (Sports medicine & Lifestyle) เพื่อรองรับ
เทรนด์การออกกำลังกายที่มีความนิยมสูงขึ้น โดยมุ่งเน้นรักษาใน 3 กลุ่มหลัก คือ 1) กลุ่มนักกีฬา, 2) กลุ่มผู้รักการออกกำลังกายโดยทั่วไป ซึ่งจะดูแลผู้ที่มีอาการบาดเจ็บ กล้ามเนื้อฉีกอักเสบ ปวดตามข้อจากการเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายได้ในทุกช่วงวัย โดยมีการวิเคราะห์ตั้งแต่โครงสร้างรูปร่างกระดูก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บบ่อยครั้ง ท่าทางการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการบาดเจ็บในอนาคต และการรักษาฟื้นฟูด้วยศาสตร์ทางการแพทย์หลากหลายวิธี
3) กลุ่มผู้สูงวัย เนื่องด้วยประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงวัย และหนึ่งในปัญหาของผู้สูงอายุอันดับต้นๆ คือ ปัญหาภาวะกระดูกพรุน กระดูกบาง ปวดเข่า หรือ ปวดตามข้อต่างๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน จึงมีบริการสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการรักษาด้วยวิธีเก็บข้อเดิมไว้ และต้องการฟื้นฟูร่างกายเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีคุณภาพ รวมถึงมีการออกแบบโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายเฉพาะบุคคล หลังจากการบำบัดรักษาเพื่อเพิ่มสมรรถภาพความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และลดความเสี่ยงจากการหกล้มในชีวิตประจำวัน
บริการด้านเวชศาสตร์การกีฬาและไลฟ์สไตล์ ให้บริการในรูปแบบบูรณาการ (Integrated) ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การตรวจวัดสมรรถภาพร่างกาย (Assessment) การป้องกันการบาดเจ็บ (Preventive) การรักษาอาการบาดเจ็บ (Treatment) และการฟื้นฟู (Recovery) ด้วยวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ผสมผสานกับเวชศาสตร์การกีฬาที่ได้มาตรฐานระดับสากล รวมถึงการดูแลด้วยสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น สามารถกลับไปเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายได้อย่างเต็มศักยภาพในระยะเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ ยังสามารถออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายเฉพาะทาง อาทิ นักกอล์ฟ นักปั่นจักรยาน นักรักบี้ นักฟุตบอล นักบาสเกตบอล นักวิ่ง นักไตรกีฬา ฯลฯ เพื่อให้มีความชำนาญขึ้นได้เช่นกัน รวมถึงยังให้บริการครอบคลุมแก่บุคคลทั่วไปที่ต้องการทราบถึงขีดความสามารถในการออกกำลังกายของตนเอง เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือภาวะความเสี่ยงจากการเสียชีวิตเฉียบพลันจากออกกำลังกาย (Sudden death) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจ เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับการทำบัลลูนหัวใจ การตรวจสมรรถภาพร่างกายด้วย VO2 Max ยังสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าหลังทำบัลลูนไปแล้ว สามารถออกกำลังกายได้มากน้อยแค่ไหน และนำมาออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมและปลอดภัยได้ด้วยเช่นกัน
สำหรับโปรแกรมการดูแลสุขภาพด้านเวชศาสตร์การกีฬาและไลฟ์สไตล์ (Sports medicine & Lifestyle) ได้มีการผสมผสานและนำศาสตร์การแพทย์ต่างๆ มาใช้บำบัดรักษาหลากหลายวิธี ทั้งการกายภาพบำบัด การใช้ยา การฟื้นฟู การส่องกล้องผ่าตัด รวมถึงมีการรักษาการแพทย์สมัยใหม่ที่เรียกว่า PRP (Platelet-Rich Plasma) ซึ่งเป็นเทคนิคทางการแพทย์ที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคทางกระดูก เอ็น และกล้ามเนื้อ เพื่อใช้รักษาอาการบาดเจ็บของระบบโครงสร้างมนุษย์ มีความปลอดภัยสูงเนื่องจากเป็นส่วนประกอบจากเลือดของผู้ป่วยเอง มีการใช้อย่างแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับในระดับมาตรฐานสากล
ถือเป็นวิธีการรักษาอาการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ หรือซ่อมแซมส่วนที่เสียหายของร่างกายด้วยการใช้เกล็ดเลือดของตัวเอง มาทำให้มีความเข้มข้นสูงกว่าเกล็ดเลือดในกระแสโลหิตทั่วไป 3-4 เท่า โดยเป็นเกล็ดเลือดเข้มข้นที่เหมาะสมในการใช้ในการรักษา ฉีดกลับไปยังบริเวณที่มีการบาดเจ็บ อักเสบ หรือเสื่อมสภาพของร่างกายในบริเวณนั้นๆ ซึ่งการรักษาแบบ PRP จะเป็นตัวช่วยเพิ่ม Growth factor ที่มีอยู่ในเกล็ดเลือดในบริเวณที่บาดเจ็บหรือสึกหรอ และช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย ไม่ว่าจะเป็น ซ่อมแซมหลอดเลือด เพิ่มการสร้างเซลล์รวมถึงคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างเอ็น และกล้ามเนื้อ วิธีนี้จะช่วยให้ส่วนที่มีอาการบาดเจ็บฟื้นตัวเร็ว และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ประมาณ 6 เดือนถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับความพร้อมของร่างกายในแต่ละบุคคล
หน้า 22 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,473 วันที่ 26-29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562






