
“เวิลด์แบงก์”เก็บคะแนนดูอิ้งบิสิเนส ฮือฮา! ค่าขอใช้ไฟฟ้าลดจาก7.7หมื่นเหลือ2,500บ.
“เวิลด์แบงก์” เก็บคะแนนดูอิ้งบิสิเนส ฮือฮา! ค่าขอใช้ไฟฟ้าลดจาก7.7หมื่นเหลือ2,500บาท
วันนี้ (16พ.ค.62 ) ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) มีการจัดประชุมชี้แจงต่อทีมวิจัยจากธนาคารโลกเพื่อประกอบการจัดเก็บข้อมูลในการจัดอันดับความยาก – ง่ายในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) ในประเทศไทย โดยหน่วยงานภาครัฐได้ร่วมชี้แจงถึงความก้าวหน้าการพัฒนาบริการต่อธนาคารโลก ซึ่งการจัดอันดับนี้ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย รวมทั้งดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันกับนานาประเทศ
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าวว่า การจัดเก็บข้อมูลของทีมวิจัยจากธนาคารโลกได้ดำเนินการ 2 ส่วน คือ 1.การสำรวจความคิดเห็นของบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ด้านบัญชี และ 2.การสัมภาษณ์หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการปรับปรุงสภาพแวดล้อมสำหรับการประกอบธุรกิจในประเทศไทยของธนาคารโลก โดยในปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ปฏิรูปเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น การเริ่มต้นธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดให้นักธุรกิจและประชาชนทั่วไปสามารถใช้ระบบ e-Registration โดยสามารถจดทะเบียนนิติบุคคล ขึ้นทะเบียนนายจ้าง/ลูกจ้าง และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ในขั้นตอนเดียว นอกจากนี้ ได้มีการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย สภาพการจ้างการทำงานที่เป็นธรรม และได้รับสวัสดิการที่เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
การขออนุญาตก่อสร้าง มีการพัฒนาระบบการบริการอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้สามารถยื่นขออนุญาตก่อสร้างและขอใบรับรองการก่อสร้างทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลต่อไป พร้อมแบ่งประเภทความเสี่ยงอาคารให้มีความครอบคลุม ชัดเจน
การขอใช้ไฟฟ้า มีการพัฒนาปรับปรุงอัตราค่าบริการต่าง ๆ ให้ลดลง พัฒนาระบบให้สะดวกมากขึ้น โดยสามารถใช้การค้ำประกันจากธนาคาร โดยในปีถัดไปจะดำเนินการปรับปรุงระเบียบการขอใช้ไฟฟ้า จากเดิม 77,050 บาท เป็น 2,500 บาท โดยยกเลิกขั้นตอนการตรวจสอบภายใน และมีการบริการขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าภายในเพิ่มเติม เพิ่มตัวแทนการชำระการขอใช้ไฟฟ้า ปรับปรุงอัตราค่าบริการ และมีการพัฒนาแผนพัฒนาระบบจำหน่ายเพื่อให้ระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพมากขึ้น
การจดทะเบียนทรัพย์สิน จาก LandsMaps Application ที่มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับแปลงที่ดิน ได้มีการขยายการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้กับสำนักงานที่ดินทั่วประเทศ และขยายการทับซ้อนข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินและผังเมืองทั่วประเทศ จัดทำระแบบ Service Zoning ในการตรวจสอบว่าที่ดินใดมีรายชื่อเจ้าของ ข้อมูลการติดต่ออย่างไรบ้าง ตามความยินยอมจากเจ้าของที่ดิน และวางแผนการดำเนินการประกันภัยความรับผิดชอบในการโอนที่ดินเพื่อคำนวณเบี้ยประกันและนำเสนอต่อไ
การได้รับสินเชื่อ มีการทบทวนความเหมาะสมของหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และยังคงศึกษาและยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับหลักประกันทางธุรกิจ ในส่วนของระบบมีการพัฒนาเชื่อมโยงข้อมูลหลักประกันทางธุรกิจร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น และพัฒนาฐานข้อมูลลูกหนี้ SMEs และ Platform เพื่อใช้ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินร่วมกัน
การคุ้มครองนักลงทุนเสียงข้างน้อย ก้าวต่อไปจะมีการแก้ไขประมวลแพ่งและพาณิชย์ เพื่อลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นที่ให้สิทธิเรียกประชุมวิสามัญจากร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 10 และใช้สิทธิเสนอวาระในการประชุมผู้ถือหุ้นเหลือร้อยละ 5 เช่นเดียวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งมีการแก้ไขพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 โดยมีการส่งเอกสารผ่าน e-Delivery และเพิ่มช่องทางให้ผู้ถือหุ้นมอบฉันทะให้บุคคลอื่นเข้าประชุมในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์กฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับ Ease of Doing Business อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ได้มีการปรับปรุงประกาศของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อลดภาระและต้นทุนในการประกอบธุรกิจขอบริษัทจดทะเบียน เช่น ปรับปรุงวิธีการจัดส่งงบการเงิน และรายงานเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน ให้อยู่ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปรับปรุงวิธีการรายงานการถือครองหลักทรัพย์ของกรรมการ ผู้บริหาร และผู้สอบบัญชีให้เป็นการรายงานผ่านระบบรับส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และ อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นเพื่อลดจำนวนแบบรายงานด้วยการรวมแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) และรายงานประจำปี (แบบ 56-2) ให้เหลือเพียงแบบเดียว และรองรับการจัดส่งข้อมูลในรูปแบบ machine readable data ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ลงทุนที่ต้องการนำข้อมูลไปใช้ด้วย
การชำระภาษี ได้มีการปรับปรุงแบบ ภ.ง.ด. 50 ลดระยะเวลาในการกรอกภาษี และพัฒนาระบบ e-Payment หรือ e-Services ให้สำนักบัญชีสามารถชำระเงินสมทบได้หลายสถานประกอบการโดยใช้บัญชีเดียว และพัฒนาระบบ e-Service ให้สามารถชำระเงินสมทบผ่าน e-Payment ได้ทั้งกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน พร้อมกับการเชื่อมโยงข้อมูล ช่วยลดระยะเวลา และคืนภาษีให้ได้รวดเร็วมากขึ้น
การค้าระหว่างประเทศ กรมศุลกากรได้พัฒนาระบบ National Single Window เพื่อลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเตรียมเอกสาร ด้วยวิธีการ Risk-based Management ทั้งยังสามารถพิมพ์ใบเสร็จรับเงินด้วยตนเองครบถ้วนร้อยละ 100 ในส่วนของ e-payment พบว่า ระยะเวลาลดลง 3 ชั่วโมงต่อ 1 ธุรกรรม และลดค่าใช้จ่าย 433 บาทต่อ 1 ธุรกรรม
ในส่วนของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้มีระบบคลังข้อมูลทางการค้าของไทย (National Trade Repository : NTR) ครบแล้ว ทางด้านกรมส่งเสริมระหว่างประเทศนั้น ได้มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์บริการส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Export Service Center : OSEC) จากกรมศุลกากรมาให้ความรู้ผู้ประกอบการผ่าน Facebook Live พร้อมนำเสนอข้อมูลภายใต้กรอบอาเซียนต่อไป โดยในปีถัดไปจะมีการส่งเสริมสนับสนุน Pre-Arrival Processing System และพัฒนา e-Payment ให้ครอบคลุมผ่านธนาคารโดยตรง ทั้งยังทำแผนประชาสัมพันธ์ไม่เรียกไม่รับใบขนสินค้าอย่างต่อเนื่อง และยังมีความพยายามลดระยะเวลา (cut off time) ให้ลดลง พร้อมความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการนำเทคโนโลยีเข้ามาตรวจสอบสินค้าไม้อีกด้วย
การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง ได้มีการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการทำงานเพื่อลดระยะเวลาในขั้นต่าง ๆ ทั้งยังมีระบบ Paperless ในการนำมาใช้ในการยึดทรัพย์สิน การซื้อขายทรัพย์สิน การจัดทำเอกสารและสัญญาต่าง ๆ ผ่านทางเทคโนโลยี Blockchain และ AI เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ซื้อ รวมถึงเพิ่มการยื่นคำร้องอื่น ๆ และการบังคับหมายบังคับคดีผ่าน e-Filing โดยการเชื่อมโยงข้อมูลอสังหาริมทรัพย์มือสองกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ธนาคารอาคารสังเคราะห์ รวมถึงมีการประชาสัมพันธ์การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น นอกจากนี้ มีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับศาล (Court automation) เช่น ระบบการส่งเอกสารและการประกาศนัดไต่สวนโดยวิธีลงโฆษณาทางสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ (e-Notice system) ทำให้กระบวนการพิจารณามีความรวดเร็วขึ้น มีระบบเผยแพร่สืบค้นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่สามารถค้นหาจากเลขคดี ชื่อข้อหา ชื่อหน่วยงาน หรือค้นหาตาม Keyword ได้
การแก้ปัญหาการล้มละลาย ได้มีการแก้ไขกฎหมาย และการนำระบบ e-Insolvency Case Management System มาใช้กับการทำงานในสำนวนกลางไม่มีทรัพย์ รวมถึงมีระบบจองคิวบังคับคดี มีการเชื่อมโยงข้อมูลอื่น ๆ โดยในอนาคตจะมีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการทำงาน เช่น กระบวนการทำงานองค์กรไร้กระดาษ (Paperless) การจัดทำแผนฟื้นฟูให้เร็วขึ้น โดยใช้การปรับปรุงกฎหมายให้หน่วยงานที่มีทรัพย์สินของผู้ล้มละลายแจ้งมาที่เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ทรัพย์ และมีการเชื่อมโยงข้อมูลนายทะเบียนทรัพย์สินกับกรมขนส่งทางบก ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้น
“จากการดำเนินการของหน่วยงานรัฐเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของภาครัฐไทยในการดำเนินการเพื่อยกระดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจ เพื่ออันดับที่ดีขึ้นของประเทศไทย”นายปกรณ์ กล่าว






