
"สมาคมปราบวัณโรค" หนุนนวัตกรรมขยายผลชุมชน
"วัณโรค" ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย ในปี 2559 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อยุติวัณโรค โดยมีเป้าหมายลดอุบัติการณ์วัณโรคให้ต่ำกว่า 10 ต่อแสนประชากรโลก ภายในปี 2578 กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์วัณโรคระดับชาติ พ.ศ. 2560–2564 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานในการลดอุบัติการณ์วัณโรคไปสู่เป้าหมายยุติวัณโรค องค์การอนามัยโลกได้จัดให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศ ที่มีปัญหาวัณโรคสูง ได้แก่ 1) มีจำนวนและอัตราป่วยวัณโรคสูง 2) มีจำนวนและอัตราวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวีสูง และ 3) มีจำนวนและอัตราป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนานสูง
สำหรับสถานการณ์วัณโรคในประเทศไทย ในปี 2561 องค์การอนามัยโลก คาดการณ์ว่าจะมีอุบัติการณ์ผู้ป่วยวัณโรคในประเทศไทยที่อัตรา 156 ต่อแสนประชากร ซึ่งสามารถประมาณการได้ว่าจะมีผู้ป่วยรายใหม่และกลับเป็นซ้ำจำนวน 108,000 รายต่อปี โดยมีผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วยประมาณ 11,000 ราย และมีผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา 3,900 คนต่อปี นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนรักษาและรายงานมายังสำนักวัณโรคสูงถึง 46,000 ราย ซึ่งอาจจะเกิดจาดผู้ป่วยยังไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา หรือ ได้รับการวินิจฉัยและรักษาแล้วที่โรงพยาบาลเอกชน หรือ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้รายงานมาที่สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค เมื่อพิจารณาถึงอัตราความสำเร็จของการรักษาก็ยังไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ ซึ่งกำหนดไว้ที่ร้อยละ 90 แต่ประเทศไทยมีอัตราความสำเร็จการรักษาประมาณร้อยละ 80-85 เท่านั้น
ศ.เกียรติคุณ นพ.อรรถ นานา นายกกรรมการบริหาร สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2478 ได้ดำเนินการสนับสนุนและร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ในการป้องกัน รักษา ควบคุม และกำจัดวัณโรคมาอย่างต่อเนื่อง และปีที่ผ่านมา สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยฯ ได้ริเริ่ม "โครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรค" หรือ End TB Thailand โดยมีทุนสนับสนุนโครงการเพื่อพัฒนานวัตกรรมสำหรับการดูแลและควบคุมวัณโรค ปี 2561 (TB Grant 2018) ให้แก่โรงพยาบาล ทั้งภาครัฐและเอกชน ศูนย์บริการสาธารณสุข ประชาสังคม และอื่น ๆ ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นให้โรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตื่นตัวและคิดหานวัตกรรมเพื่อการควบคุมวัณโรคที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ซาโนฟี่-อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับ "ทุนสนับสนุนโครงการเพื่อพัฒนานวัตกรรมสำหรับการดูแลและควบคุมวัณโรค ปี 2561" (TB Grant 2018) สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยฯ ได้ดำเนินงานร่วมกับกรรมการที่ปรึกษาโครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรคและผู้เชี่ยวชาญที่มีบทบาทสำคัญทางการควบคุมและดูแลวัณโรคในประเทศไทย เป็นผู้ตัดสินและคัดเลือกทีมผู้ชนะได้รับทุนสนับสนุนรวม 3 ทีม ซึ่งในปีนี้ ผลการพิจารณาและตัดสิน คือ อันดับที่ 1) โครงการ "การพัฒนาระบบไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาวัณโรค" โดยโรงพยาบาลสิรินธร สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร และอันดับที่ 2 ร่วมกัน 2 ทีม ได้แก่ โครงการ "รู้เร็ว รักษาหาย ไม่แพร่กระจายเชื้อ" โดยโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 จ.สุพรรณบุรี และโครงการ "เพิ่มประสิทธิภาพระบบการส่งต่อผู้ป่วยวัณโรคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร" โดยกองควบคุมโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักอนามัย กทม.
นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์วัณโรคในกรุงเทพมหานครและความท้าทาย ซึ่งมีหลายประเด็น คาดการณ์ว่า มีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับเป็นซ้ำในกรุงเทพฯ ประมาณ 12,886 รายต่อปี ซึ่งในปัจจุบัน มีผู้ป่วยขึ้นทะเบียนรักษาแล้ว 12,035 ราย ยังคงมีผู้ป่วยวัณโรคอีกไม่ถึง 1,000 ราย ที่อาจจะยังไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา และแพร่เชื้อในสังคม หรือ ได้รับการวินิจฉัยแล้วแต่ยังไม่ได้รายงานมายังกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ คนที่อพยพเข้ามาทำงานกรุงเทพฯ มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งอาจจะเป็นแรงงานต่างจังหวัด หรือ แรงงานข้ามชาติก็ได้ ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาวัณโรคในแรงงานข้ามชาติในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่า มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในปี 2560 มีแรงงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนรักษาวัณโรคในระบบ 853 ราย และเพิ่มเป็น 1,123 ราย ในปี 2561 แต่จากการคาดการณ์ทางระบาดวิทยา เชื่อว่าจะมีแรงงานข้ามชาติที่ป่วยเป็นวัณโรคในกรุงเทพมหานครประมาณ 2,300 รายต่อปี ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายอย่างมากของหน่วยงานที่ทำงานด้านสาธารณสุขในกรุงเทพมหานคร จะได้ช่วยกันค้นหาและรักษาแรงงานข้ามชาติที่ป่วยด้วยวัณโรคโดยเร็ว เป็นการตัดวงจรการแพร่เชื้อ ทำให้สังคมไทยปลอดจากวัณโรคได้มากขึ้น
ปัญหาสำคัญของการดำเนินงานควบคุมวัณโรคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร คือ ความแออัดของประชากร การคมนาคมที่ยังไม่สะดวก การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนสุขอนามัยของกลุ่มเปราะบาง เช่น คนจรจัด นอกจากนี้ ความแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาลภาครัฐ ทำให้ไม่สามารถจัดบริการที่ตอบโจทย์ของผู้ป่วยวัณโรคที่มาใช้บริการได้อย่างดีมาก ไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยวัณโรคทุกรายมีการกินยาภายใต้ระบบพี่เลี้ยง ซึ่งเป็นระบบเดียวที่สามารถยืนยันได้ว่า ผู้ป่วยกินยาครบถ้วนและถูกต้อง อันจะส่งผลให้อัตราการรักษาสำเร็จสูงเกือบร้อยละ 100 แต่ในวันนี้ อัตราการรักษาสำเร็จในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉลี่ยยังไม่ถึงร้อยละ 80 การที่มีอัตราการรักษาสำเร็จยังไม่สูงมาก ทำให้มีผู้ป่วยวัณโรคส่วนหนึ่งกลายเป็นผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนาน หรือ รุนแรง หรือ รุนแรงมาก ซึ่งทำให้การรักษาซับซ้อนเพิ่มขึ้น อีกต้องสิ้นเปลืองงบประมาณเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า เพื่อจัดการกับปัญหานี้
สำหรับ โรงพยาบาลสิรินธร สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ผู้ได้รับทุนสนับสนุนผู้ชนะอันดับ 1 TB Grant 2018 โดย พญ.ชุลีกร โสอุดร อายุรแพทย์ โรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลสิรินธร กล่าวว่า โครงการ "การพัฒนาระบบไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาวัณโรค" โรงพยาบาลสิรินธรได้นำระบบไลน์เข้ามาใช้ในการทำงานร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารระหว่างแพทย์ ทีมพยาบาล ผู้ป่วย และคนใกล้ชิดผู้ป่วย สามารถติดต่อสอบถามข้อสงสัยเรื่องอาการของโรค หรือ ผลข้างเคียงจากยา ให้ความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้อง เพื่อให้เข้าถึงการรักษาได้ดียิ่งขึ้น โดยใช้ LINE ID : LINE TB Clinic Sirindhorn Hospital ซึ่งเป็นการดำเนินงานคลินิกวัณโรคแบบ One Stop Service โดยมีการประเมินและติดตามผลในปี 2561 มีผู้ป่วยจำนวน 246 ราย เป็นผู้ป่วยวัณโรคที่ใช้ระบบไลน์ร้อยละ 69 และผู้ป่วยวัณโรคที่ไม่ใช้ระบบไลน์ร้อยละ 31 ผลปรากฏว่า ในกลุ่มที่ใช้ระบบไลน์มีประสิทธิผลในการรักษาสำเร็จสูงถึงร้อยละ 94.1 ส่วนในกลุ่มที่ไม่ใช้ระบบไลน์ได้ประสิทธิผลในการรักษาสำเร็จเพียงร้อยละ 76.7 โรงพยาบาลฯ ได้เห็นถึงประโยชน์ของการพัฒนาระบบไลน์ในการใช้เพื่อดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรค จึงได้พัฒนาต่อยอด โดยใช้เพื่อการแจ้งเตือนการกินยาวัณโรคอัตโนมัติ รวมถึงแจ้งเตือนวันนัดพบแพทย์ล่วงหน้าก่อนวันนัดหมาย ทำให้ผู้ป่วยทานยาต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ขาดยาและไม่ขาดนัด ผู้ป่วยและครอบครัวพึงพอใจและมั่นใจในการรักษาที่มีระบบไลน์เข้ามาร่วมกับการรักษาแบบทั่วไป
ในขณะที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 จ.สุพรรณบุรี ผู้ได้รับทุนสนับสนุนสำหรับผู้ชนะอันดับ 2 ได้เล่าถึง โครงการ "รู้เร็ว รักษาหาย ไม่แพร่กระจายเชื้อ" ว่า เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลประสบปัญหาในหลาย ๆ ด้าน เช่น การค้นหา รวมถึงการรักษายังไม่ครอบคลุม และยังมีสถานการณ์ของผู้ป่วยโรคเอดส์ที่เพิ่มขึ้นด้วย โรงพยาบาลฯ จึงเห็นความสำคัญในการพัฒนาการคัดกรองค้นหาผู้ป่วยวัณโรคด้วยการเอ็กซเรย์ทรวงอก โดยใช้รถเอ็กซเรย์เคลื่อนที่ลงไปในชุมชน ใน อ.สองพี่น้อง เมื่อปี 2561 ทำให้ค้นหาและตรวจพบผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้น โดยในปี 2560 พบผู้ป่วยจำนวน 111 ราย และเพิ่มขึ้นเป็น 125 ราย ในปี 2561 และยังมีอัตราความสำเร็จจากการรักษาสูงขึ้นเป็นร้อยละ 92.44 จากเดิมอยู่ที่ร้อยละ 85.15 โดยที่มีอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 2.52 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ตัวชี้วัดของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดอัตราเสียชีวิตควรต่ำกว่าร้อยละ 5 โรงพยาบาลฯ มีการจัดตั้งคณะทำงาน TB ในการดูแลเฝ้าติดตามผลผู้ป่วยทุกขั้นตอน โดยได้นำ "สองพี่น้องโมเดล" เข้ามาปรับใช้ในชุมชน รวมถึงตำบลต่าง ๆ ใน จ.สุพรรณบุรี กว่า 100 แห่ง เพื่อช่วยค้นหาและลดการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคในชุมชน ลดอัตราการตาย ลดอัตราการขาดยาได้ และเพิ่มอัตราความสำเร็จ
ปิดท้ายด้วย โครงการ "เพิ่มประสิทธิภาพระบบการส่งต่อผู้ป่วยวัณโรคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร" ของกลุ่มงานวัณโรค กองควบคุมโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักอนามัย ที่สามารถคว้าทุนสนับสนุนสำหรับผู้ชนะอันดับ 2 (ร่วม) ได้มีการจัดตั้งศูนย์กลางการส่งต่อ (TB Referral Center) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งต่อและโอนออกจากสถานพยาบาลหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่ประสานระหว่างสถานพยาบาลต้นทาง ทำการส่งต่อ/โอนออกผู้ป่วย ให้ถึงสถานพยาบาลปลายทาง เพื่อให้ผู้ป่วยวัณโรคได้รับการรักษาวัณโรคได้อย่างต่อเนื่อง ลดอัตราการขาดยาระหว่างการรักษา ลดอัตราการโอนออกโดยไม่ทราบผลการรักษา ซึ่งจะส่งผลให้ผลการรักษาวัณโรคของภาพรวมกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้น รวมทั้งเป็นการป้องกันการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนาน อีกทั้งเป็นการลดภาระงานของผู้ประสานงานวัณโรคของสถานพยาบาลต่าง ๆ ที่ใช้ในการประสานงาน ซึ่งผลงานที่ผ่านมา ผู้ป่วยวัณโรคไปถึงสถานพยาบาลปลายทางได้ร้อยละ 92.21 สถานพยาบาลที่ประสงค์จะส่งต่อ/โอนออกผู้ป่วยสามารถประสานได้ที่ Call Center โทร. 02-860-8208
โครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรค หรือ End TB Thailand จะคงดำเนินการต่อไป เพื่อเป็นการกระตุ้นและสนับสนุนบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพาบาลภาครัฐและเอกชน ตลอดจนองค์กรประชาสังคมที่ทำงานเกี่ยวกับวัณโรค ให้มีการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อป้องกันและรักษาวัณโรค ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องมือ น้ำยาทดสอบการป่วย ตลอดจนระบบบริการ ทั้งนี้ การสนับสนุนนี้ตั้งอยู่บนหลักการหรือแนวทางว่า เมื่อคิดฝันที่จะทำอะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับวัณโรคต้องได้ทำ






