thansettakij
thansettakij
จ่อร้องเรียนรัฐบาลใหม่เมียนมา พิจารณาทบทวน-ยับยั้งโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ

จ่อร้องเรียนรัฐบาลใหม่เมียนมา พิจารณาทบทวน-ยับยั้งโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ

28 มี.ค. 59 | 02:00 น.
ในขณะที่เมียนมากำลังฟอร์มทีมรัฐบาลที่มีพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ เอ็นแอลดี เป็นแกนนำ โดยมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมาเพื่อคัดสรรรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ ทางองค์กรภาคประชาชนก็ได้รวมตัวกันเตรียมนำเสนอประเด็นเร่งด่วนให้รัฐบาลใหม่พิจารณา โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่มีการกล่าวถึงกันมากในระยะ1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือการเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่พิจารณาทบทวนโครงการใหญ่ระดับเมกะโปรเจ็คท์ในเมียนมาที่มีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ซึ่งหมายรวมถึงโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษจ๊อกผิ่ว และเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายด้วย

สื่อต่างประเทศรายงานว่า ในระหว่างที่มีการคัดสรรบุคคลและเสนอชื่อเพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆซึ่งจะมีจำนวนรัฐมนตรีทั้งสิ้น 18 ตำแหน่ง จาก 21 กระทรวง (ลดลงจากเดิมที่มีอยู่ 36 กระทรวง) โดยเป็นที่คาดหมายว่า พรรคเอ็นแอลดีที่มีนางอองซาน ซูจี เป็นประธานพรรคจะได้ครองตำแหน่งรัฐมนตรี 30-40 % ของจำนวนทั้งหมด ทั้งนี้ รัฐสภาเมียนมามีกำหนดลงคะแนนเสียงรับรองการเสนอชื่อรัฐมนตรีที่ประธานาธิบดีคนใหม่ ทิน จ่อ ยื่นเสนอต่อสภาในช่วงกลางสัปดาห์นี้

ระหว่างรอคอยการเผยชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงเศรษฐกิจหลักๆ องค์กรเอกชนหลายองค์กรได้เริ่มเคลื่อนไหวระดมพลังเพื่อคัดค้านการเดินหน้าโครงการลงทุนของต่างชาติที่เป็นโครงการขนาดใหญ่และมีผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ หวังจะให้รัฐบาลใหม่นำเรื่องกลับไปพิจารณาทบทวนใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นหรือยังยั้งโครงการ เช่น โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษจ๊อกผิ่วในรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลเมียนมาให้สัมปทานโครงการแก่จีน และมีความคืบหน้าของโครงการเป็นลำดับ

ล่าสุดเมื่อราว 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อท้องถิ่นของเมียนมาได้รายงานข่าวว่า มีการรวมตัวของประชาชน เกษตรกร รวมทั้งภิกษุสงฆ์ในพื้นที่เพื่อยื่นหนังสือต่อประธานาธิบดีเต็ง เส่ง (ซึ่งกำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งสิ้นเดือนมีนาคมนี้) และคณะกรรมการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจพิเศษจ๊อกผิ่ว เสนอข้อร้องเรียนว่า การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกในเขตเศรษฐกิจพิเศษจ๊อกผิ่วแห่งรัฐยะไข่จะเป็นภัยคุกคามความมั่นคง ฉะนั้นรัฐบาลใหม่จึงควรพิจารณาระงับยับยั้งโครงการนี้ ขณะเดียวกัน ในส่วนของประชาชนที่ถูกโยกย้ายถิ่นอาศัยเนื่องจากการก่อสร้างโครงการ ทางกลุ่มเรียกร้องให้มีการจ่ายเงินชดเชยรวมทั้งการจัดหาที่อยู่อาศัยให้ใหม่อย่างเป็นธรรมและเป็นมาตรฐานสากลเนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการของผู้ลงทุนต่างชาติที่อ้างความเป็นมืออาชีพในระดับสากล

ไม่เพียงเท่านั้น ในส่วนของโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายซึ่งเป็นความร่วมมือไตรภาคีระดับรัฐบาลเมียนมา ไทย และญี่ปุ่น โดยในการพัฒนาโครงการเฟสแรก หรือที่เรียกว่าโครงการขั้นต้น (initial phase) นั้นมีบริษัทเอกชนของไทยได้รับสัมปทานโครงการ เมื่อเร็วๆนี้ ทั้งองค์กรเอกชนไม่แสวงผลกำไรและกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ทวายราว 10 หมู่บ้านได้มารวมตัวกันออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ของเมียนมาลงมาจัดการปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ ปัญหาการเวนคืนที่ดิน และปัญหาการคอร์รัปชั่นของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้เสียก่อนที่จะอนุญาตให้มีการเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป

นายเทียน ถั่น ผู้แทนจากหมู่บ้านพะญาดัตที่อยู่ใกล้พื้นที่โครงการและมีประชากรราว 1 พันคนจากกว่า 300 ครัวเรือนให้ความเห็นว่า ถ้าโครงการนี้เดินหน้าต่อไปชาวบ้านก็จะต้องสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งเป็นพื้นที่ทำกิน เขาระบุว่า นับตั้งแต่ที่เริ่มมีการก่อสร้างท่าเรือขนาดเล็กและมีการตัดถนนเข้าสู่ท่าเรือ ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็ต้องสูญเสียที่ดินทำกิน

นอกจากนี้ การทลายหินเพื่อใช้สำหรับการก่อสร้างในโครงการยังทำความเสียหายให้กับพื้นที่ปลูกข้าวเกือบ 81 เฮคตาร์ (ราว 490 ไร่) ชาวบ้านเรียกร้องการจ่ายเงินชดเชย 10 ล้านจ๊าต (ราว 8.7 หมื่นบาท) ต่อพื้นที่ 1 เอเคอร์ (ประมาณ 2.52 ไร่) เนื่องจากข้อเสนอจ่ายเงินชดเชยเพียง 3 ล้านจ๊าตต่อ 1 เอเคอร์นั้นน้อยเกินไป "หลังจากที่เราเรียกร้องให้เพิ่มเงินชดเชยก็ยังไม่มีการเจรจาอะไรกันอีก ชาวบ้านไม่มีความรู้ที่จะไปทำมาหากินอย่างอื่นนอกจากทำไร่ทำนา ถ้าเราสูญเสียที่ดินทำกิน ก็ไม่รู้จริงๆว่าจะเลี้ยงชีวิตได้อย่างไร" นายเทียน ถั่นกล่าว

ด้านนายหม่อง ตัน จากหมู่บ้านมะยิงยี เปิดเผยว่า การก่อสร้างถนนที่เชื่อมเส้นทางระหว่างท่าเรือขนาดเล็กเข้าสู่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทวายได้สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 81 เฮคตาร์ นอกจากนี้ ถนนสายดังกล่าวยังปิดกั้นทางน้ำที่มีอยู่เดิมและทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในบางพื้นที่ แต่ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่ด้วย เขากังวลว่า ถ้าโครงการนี้เดินหน้าต่อไป ปัญหาดังกล่าวจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แต่เขาก็มีความหวังว่า รัฐบาลใหม่ของเมียนมาซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนจะใส่ใจและให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาเหล่านี้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,142 วันที่ 24 - 26 มีนาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline