
นักวิจัย มช. ชี้! PM 2.5 ตัวการทำโลกร้อนมากขึ้น DNA ปอดอุดตันเรื้อรัง แตกหักกว่าปกติ 200 เท่า
นักวิจัย ม.เชียงใหม่ ระบุ ผู้ป่วยโรคปอดอุดตันเรื้อรังใน จ.เชียงใหม่ มีการแตกหักของดีเอ็นเอสูงกว่าปกติ 200 เท่า ขณะที่ อีกงานวิจัยชี้ PM 2.5 ส่งผลโลกร้อนมากขึ้น กระทบกันเป็นลูกโซ่ จับมือ 3 ม.ดังในจีน ทำวิจัยร่วมกัน หวังตอบโจทย์มากขึ้น
ผศ.ดร.กลิ่นเทียน วรรณภักตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวหน้าโครงการการศึกษาการแตกหักของดีเอ็นเอในผู้ป่วยโรคปอดอุดตันเรื้อรังใน จ.เชียงใหม่ ในช่วงที่มีมลพิษทางอากาศสูงและต่ำ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า หลังจากได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของปอดและความถี่ของการเกิดการแตกหักของดีเอ็นเอในเยื่อบุกระพุ้งแก้ม โดยเปรียบเทียบอัตราการแตกหักของดีเอ็นเอในช่วงที่มีมลพิษทางอากาศสูง ค่า PM 10 สูงเกิน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร กับช่วงที่มีมลพิษทางอากาศต่ำไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ในกลุ่มผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจำนวน 58 คน และอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 26 คน ที่อาศัยใน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ พบว่า ในช่วงเดือน มี.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่มีระดับฝุ่นสูงเกินมาตรฐาน จะมีอัตราการแตกหักของดีเอ็นเอสูงกว่าช่วงเดือน ส.ค.
นักวิจัย ระบุเพิ่มเติมว่า คนไข้ที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจะมีความไวต่อพิษฝุ่นมากกว่ากลุ่มอาสาสมัครที่มีสุขภาพแข็งแรง โดยอัตราการแตกหักของดีเอ็นเอในคนไข้กลุ่มนี้จะสูงกว่าคนปกติถึง 200 เท่า ถึงแม้การแตกหักของดีเอ็นเอจะสามารถซ่อมแซมได้ แต่กระบวนการซ่อมแซมต้องอาศัยเวลา ซึ่งหากสัมผัสฝุ่นพิษซ้ำ ๆ ร่างกายทำการซ่อมแซมไม่ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้องรัง อาจส่งผลให้มีการทำลายเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความรุนแรงของโรคและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในอนาคต
ขณะที่ ดร.ทิพวรรณ ประภามณฑล หัวหน้าโครงการ "ผลกระทบร่วมของคุณลักษณะทางเคมีของฝุ่นละอองขนาดเล็ก สภาพภูมิอากาศ และผลต่อสุขภาพจากการปลดปล่อยการเผาชีวมวลในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย" จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ปัจจุบัน สภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งความร้อน อุณหภูมิ และความชื้น ที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีแก๊สต่าง ๆ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ โอโซน ไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งแก๊สเหล่านี้จะช่วยกันผสมโรงทำให้เกิดความเป็นพิษด้วย เมื่อทั้ง 2 ส่วน ทำปฏิกิริยากัน ทำให้เกิดความรุนแรงของความเป็นพิษในมลพิษทางอากาศมากขึ้น องค์ประกอบทางเคมีที่อยู่บนฝุ่น PM 2.5 สามารถนำสารที่เกาะอยู่บนตัวฝุ่นเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่าและลึกกว่า ในปริมาณความเข้มข้นเท่ากับ PM 10 โดย PM 2.5 จะมีพื้นผิวเยอะกว่าในน้ำหนักที่เท่ากัน เช่น 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ทำให้เรามีความกังวลเรื่องผลกระทบทางสุขภาพจากการสัมผัสฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 หรือ ฝุ่นที่เล็กกว่า ไม่ว่าจะเป็น PM 1 หรือ PM 0.1 (ฝุ่นนาโน) ที่จะเข้าไปในร่างกายลึกมากขึ้นไปอีก
"โลกร้อนจะทำให้ใบไม้แห้งและมีโอกาสเกิดการเผาไหม้มากขึ้น ในทำนองเดียวกันการเผาไหม้ ทำให้เกิดสารสู่ชั้นบรรยากาศที่จะดูดซับ ทำให้เกิดโลกร้อนมากขึ้น เป็นตัวเสริมซึ่งกันและกัน เมื่ออากาศร้อนและเปิดแอร์มากขึ้น ปล่อยความร้อนสู่บรรยากาศมากขึ้น พืชแห้งแล้งมากขึ้น บวกกับอากาศแห้งมาก ๆ จึงเกิดไฟป่าเป็นผลกระทบลูกโซ่ นอกจากนี้ พืชที่อยู่ในสภาพอากาศแห้งแล้งมาก ๆ จะต่อสู้ด้วยการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยในชั้นบรรยากาศ ทำให้มนุษย์ได้รับผลกระทบ ซึ่งสารดังกล่าวนักวิจัย "กำลังให้ความสนใจกันมาก"
ปัจจุบัน ดร.ทิพวรรณ กำลังทำวิจัยภายใต้ความร่วมมือกับ 3 มหาวิทยาลัย ในประเทศสาธารณรัฐประชาจีน ประกอบด้วย งานวิจัยต้นกำเนิดการเกิดมลพิษร่วมกับมหาวิทยาลัยนานจิง โดยจะส่งตัวอย่างตัวอย่างฝุ่น PM 2.5 และแก๊สมลพิษทางอากาศใน 6 พื้นที่ ใน จ.เชียงใหม่ และแก๊สมลพิษทางอากาศไปทำการวิเคราะห์หาปริมาณองค์ประกอบทางเคมีที่ถูกปลดปล่อยจากการเผาชีวมวลและการจราจร รวมถึงงานวิจัยผลกระทบทางสุขภาพร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เพื่อวิเคราะห์สารที่เข้าสู่ร่างกายในเชิงลึกและงานวิจัยด้านผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับมหาวิทยาลัยชิงหัว โดยสร้างแบบจำลองจากข้อมูลปฐมภูมิจากสารเคมีในฝุ่นและผลกระทบเชิงสุขภาพ ซึ่งจะทำให้ตอบโจทย์ได้มากขึ้น






