
'ไพรินทร์' แนะ 'เชียงใหม่' ใช้ประโยชน์จาก EEC ผ่านช่องทางโลจิสติกส์ที่มี
'ไพรินทร์' รมช.คมนาคม ขึ้นเหนือ ร่วมเวทีประชุมใหญ่หอการค้าเชียงใหม่ แนะใช้ประโยชน์จาก EEC โดยช่องทางโลจิสติกส์ที่มีอยู่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2562 หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ จัดการสัมมนา "Chiang Mai Smart City 2020" ในการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2562 และเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ สมัยที่ 22 ประจำปี 2562-2563 โดยมี นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เกียรติมาเป็นองค์ปาฐกพิเศษบรรยาย ในหัวข้อ "Chiang Mai Smart City 2020" วันเสาร์ที่ 16 มี.ค. 2562 เวลา 09.00–12.00 น. ณ ห้องเชียงทอง ศูนย์ประชุมนานาชาติ คุ้มคำ (คุ้มขันโตก) และผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมฟังด้วย
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จ.เชียงใหม่ เป็นหนึ่งใน 7 จังหวัด ที่รัฐบาลผลักดันให้เป็น Smart City ซึ่งหอการค้าจังหวัดมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดมา สร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าที่เชื่อมโยงกัน การพัฒนาการค้า การลงทุน เรื่องโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นระบบการจัดการการส่งสินค้าจากจุดต้นทางไปยังจุดบริโภคตามความต้องการของลูกค้า
ถึงแม้ว่า เชียงใหม่จะไม่ได้เป็นเป็นจังหวัด EEC (โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) แต่เชียงใหม่สามารถใช้ประโยชน์จาก EEC ได้ โดยใช้จากช่องทางโลจิสติกส์ที่มีอยู่ และที่สำคัญ การพัฒนาการประกอบการโลจิสติกส์ต่าง ๆ ซึ่งกระทรวงคมนาคมมีส่วนช่วยในการพัฒนาท่าอากาศยาน การปรับปรุงระบบขนส่งมวลชน การจัดตั้งสถานีขนส่งต่าง ๆ รวมถึงการพัฒนาให้เชียงใหม่เป็น Smart City ตามยุทธศาสตร์ชาติที่ได้วางไว้
นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จ.เชียงใหม่ นับเป็นเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ มีอัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต โดยภาคเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยภาคการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน ส่วนมิติอื่น ๆ ก็ยังต้องได้รับการพัฒนาและมีปัญหาหลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องสังคม วัฒนธรรม ด้านสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ ด้านความมั่นคง รวมถึงด้านการบริหารจัดการภาครัฐ ที่ทุกด้านมีปัญหาอุปสรรคฝังอยู่ในตัวเอง นั่นคือ สิ่งที่ท้าทายว่า เราจะร่วมกันขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่อนาคตไปในทิศทางไหน
หลังจากที่ได้เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เตรียมยุทธศาสตร์สำคัญทั้งเชิงรุก รับ และปรับตัว โดยเชิงรุก คือ พัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ขณะเดียวกัน ต้องรุกแก้ปัญหาเดิมที่มีอยู่ ทั้งปัญหาน้ำเสียในคลองแม่ข่า ขยะ เป็นต้น ส่วนยุทธศาสตร์เชิงรับและปรับตัว คือ ปรับและพัฒนาต้นทุนเดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้น คือ ด้านท่องเที่ยว ด้วยการทำให้เมืองมีความน่าอยู่ ปลอดภัย และรักษาแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ของเมืองให้เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต
"ผมมองว่า หลังจากการพัฒนาเชียงใหม่เป็น Smart City แล้ว จะนำเชียงใหม่ไปสู่ Smart Economy ซึ่งผมสนใจเรื่องเมืองสุขภาพ จะทำให้เชียงใหม่เป็น Smart Wellness ซึ่งในความเป็น Smart Wellness ไม่ได้มองแค่มิติเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องเป็นเมืองที่คนเชียงใหม่มีสุขภาพที่ดีด้วย"
ทั้งนี้ มิติด้านเศรษฐกิจของ Smart Wellness ถือว่าสำคัญมาก เพราะจะทำให้เกิดการขนส่งการเดินทางเข้าสู่เชียงใหม่ เกิดการจ้างงาน เกิดการบริบาล การดูแลรักษา ให้คนมาพักผ่อน จะทำให้เกิดเศรษฐกิจขึ้นมา เป็นสิ่งที่จับต้องได้ และเชียงใหม่มีศักยภาพจะเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Health Hub) ด้วยขีดความสามารถของจังหวัดที่มีสูงมากในการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานระดับสากล บริการสปาที่ได้มาตรฐานสากล และมีลองสเตย์สำหรับผู้สูงอายุที่ได้มาตรฐานระดับสากลเช่นกัน จึงหวังเป็นอย่างยิ่ง อนาคตเชียงใหม่จะเติบโตบนฐานของการเป็น Smart City ได้ ผมคิดว่าเป็นการสัมมนาที่มีประโยชน์ต่อทุกท่าน ในการมองภาพอนาคตของเชียงใหม่ได้ต่อไป
นางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงค์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ได้ก่อตั้งขึ้นมาเป็นเวลา 41 ปี มีบทบาทในการส่งเสริมเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ใน จ.เชียงใหม่ การจัดกิจกรรมสัมมนาครั้งนี้ เพื่อให้สมาชิกรับทราบข้อมูล ประเด็นทางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของ จ.เชียงใหม่ การประชุมใหญ่สามัญสมาชิกจึงได้กำหนดให้มีการปาฐากถาพิเศษ หัวข้อ "เชียงใหม่ Smart City 2020" โดยท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ตรงกับสถานการณ์และทิศทางการพัฒนา จ.เชียงใหม่ ในอนาคต และหัวข้อ "ส่องกล้อง มองโอกาส เจาะตลาดการค้าและโลจิสติกส์บนเส้นทาง R3A" โดย ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ หัวหน้าศูนย์ China Imtelligent Center มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สมาชิกและแขกผู้มีเกียรติได้ทราบสถานการณ์การแข่งขันรูปแบบการค้าและการตลาดแบบดั้งเดิมไปสู่การค้าบนตลาดออนไลน์ (Border Trade E-commerce) ที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถอาศัยรูปแบบตลาดออนไลน์และออฟไลน์ เป็นช่องทางการค้าและสร้างความรับรู้ไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดประเทศจีนที่มีกำลังซื้อ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของสมาชิก






