
40จ.จ่อแล้งหนักสั่ง3กระทรวงรับมือ
เปิดข้อมูลกรมชลฯ 40 จังหวัดเสี่ยงวิกฤติแล้งหนัก 3 กระทรวงหลัก "เกษตรฯ-มหาดไทย-กลาโหม"สั่งรับมือเต็มพิกัด แบ่งงานดูแลลงลึกถึงระดับตำบล ขณะบินทำฝนหลวงแล้ว 100 เที่ยว ด้านหอการค้าไทยเตรียมเฟส 2 ดึง 50 บริษัทเป็นต้นแบบภาคธุรกิจลดใช้น้ำ 30% ทั่วประเทศ พร้อมหารือ ททท.ลดใช้น้ำช่วงสงกรานต์ กะทิชาวเกาะรับพึ่งมะพร้าวนำเข้าแล้ว 90% ยาง-มันแห่เลี้ยงวัวเนื้อเสริมรายได้ ไก่-ไข่-หมู ร้องต้นทุนน้ำพุ่งแต่ยันไม่ขาดแคลน
จากสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังส่งกระทบไปยังทุกภาคส่วนในเวลานี้นั้น "ฐานเศรษฐกิจ" ได้เกาะติดสถานการณ์ โดยล่าสุดพบผลกระทบยังมีอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้นรุนแรงมากขึ้น ขณะที่หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนได้พยายามกันอย่างเต็มที่ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
40 จังหวัดจ่อวิกฤติ
นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2559 ได้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 แล้วในจำนวน 21 จังหวัด 104 อำเภอ 507 ตำบล 4,355 หมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ได้คลี่คลายแล้ว 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พิจิตร พิษณุโลก สุรินทร์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด คงเหลืออีก 15 จังหวัดใน 60 อำเภอ 278 ตำบล 2.36 พันหมู่บ้านที่ยังไม่คลี่คลาย ได้แก่ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ พะเยา สุโขทัย นครสวรรค์ น่าน นครราชสีมา นครพนม มหาสารคาม บุรีรัมย์ กาญจนบุรี เพชรบุรี สระแก้ว จันทบุรี และชลบุรี
ขณะที่ปัจจุบันยังมีพื้นที่ 40 จังหวัดรวม 132 อำเภอที่ยังต้องเฝ้าระวัง อาทิ เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย พะเยา สระบุรี ลพบุรี อ่างทอง สงขลา สมุทรปราการ สระแก้ว กาญจนบุรี พิษณุโลก สุโขทัย ตาก นครราชสีมา บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี เป็นต้น ทั้งนี้ได้มีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือเพื่ออำนวยความสะดวกและให้เกิดความรวดเร็วแล้ว ระหว่างกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กระทรวงกลาโหม รับผิดชอบ 15 จังหวัด 35 อำเภอ อาทิ กรุงเทพฯ พื้นที่เขตหนองจอก กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา เป็นต้น ส่วนกระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบ 7 จังหวัด 24 อำเภอ อาทิ จันทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และพิจิตร เป็นต้น ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบ 7 จังหวัด 17 อำเภอ อาทิ กำแพงเพชร ชัยนาท ชัยภูมิ และเชียงราย เป็นต้น
3 กระทรวงปรับแผนสู้
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าการบูรณาการการ
ทำงานร่วมกันระหว่างทั้ง 3 กระทรวงข้างต้น มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน มุ่งเน้นที่น้ำอุปโภคบริโภคเป็นสำคัญ เชื่อมั่นการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังของทั้ง 3 กระทรวง จะทำให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้
สอดคล้องกับนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ที่กล่าวว่า การบริหารในเชิงพื้นที่รับผิดชอบ เป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯที่มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก มีแผนปฏิบัติการที่เข้มข้น โดยได้ให้แต่ละจังหวัดไปสำรวจปริมาณต้นทุนน้ำว่ามีจำนวนเท่าไร หากจะขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลเพิ่ม ให้ไปสำรวจว่าสามารถจะขุดเจาะได้ตรงไหน หรือหากไม่มีน้ำจริงๆ จะต้องใช้รถน้ำเคลื่อนที่ไปให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯได้สั่งการให้กรมชลประทานประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและจัดทำแผนการทำงานบูรณาการและลงรายละเอียดจากจังหวัดลงสู่อำเภอและตำบล เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้เป็นรูปธรรม
บินฝนหลวงแล้ว100เที่ยว
ด้านนายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้สรุปผลการปฏิบัติการฝนหลวง ตั้งแต่วันที่ 1 – 14 มีนาคม 2559 ว่า ได้มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 9 วัน มีวันฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็น 59.6 % โดยขึ้นปฏิบัติงานจำนวน 100 เที่ยวบิน ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 87.10 ตัน จังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 13 จังหวัด ซึ่งในปีนี้ความชื้นสัมพัทธ์มีน้อยเพราะแล้งมาก จึงทำให้ทำฝนเทียมยากมากขึ้นกว่าปีก่อน อย่างไรก็ตามยังยึดเป้าหมายหลักในการปฏิบัติการก็คือ การเติมน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ ที่จังหวัดขอนแก่น และเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา รวมทั้ง 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (ภูมิพล สิริกิติ์ ป่าสักฯ แควน้อยฯ)
ภาคธุรกิจแห่ร่วมลดใช้น้ำ
นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ภัยแล้งยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงกับภาคธุรกิจมากนัก อย่างไรก็ดีทางหอการค้าไทยซึ่งเป็นศูนย์รวมของภาคธุรกิจ และมีสมาชิกอยู่ทั่วประเทศก็ได้ตระหนักถึงการประหยัดใช้น้ำเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งนี้ไปได้ด้วยเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 10บริษัท/องค์กรภาคเอกชนได้จับมือกับ 6 หน่วยงานภาครัฐในโครงการ "แบ่งน้ำใช้ ปันน้ำใจ สู้ภัยแล้ง" เพื่อเป็นต้นแบบในการลดใช้น้ำประปา 30%ประกอบด้วย กลุ่มมิตรผล, เอสซีจี, ปตท.,เซ็นทรัลกรุ๊ป, เครือเบทาโกร,ดับเบิ๊ลเอ(1991),เอ็มเค เรสโตรองส์ กรุ๊ป,ไทยน้ำทิพย์,ธนาคารกสิกรไทย และสมาคมโรงแรมไทย
เล็งเฟส 2 เพิ่มเป็น 50 บริษัท
"ทางหอการค้าไทยกำลังจะรวบรวมบริษัทเข้าร่วมโครงการในเฟสที่2 เพื่อเป็นต้นแบบในการรณรงค์ลดการใช้น้ำในภาคธุรกิจ ซึ่งครั้งนี้รวมแล้วน่าจะเกิน 50 บริษัทที่จะเข้าร่วม เพื่อช่วยรณรงค์ และแบ่งปันองค์ความรู้และวิธีปฏิบัติในการลดการใช้น้ำแก่ภาคธุรกิจให้ขยายไปทั่วประเทศ ครั้งนี้ถือเป็นวิกฤติภัยแล้งรอบ 20 ปีต้องออกมาช่วยกระตุ้นจิตสำนึกให้ขยายไปในวงกว้างมากขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นแล้วปัญหาจะกระทบกับทุกคน"
ขณะเดียวกันทางหอการค้าไทย มีแผนจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)เพื่อหารือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ในการรณรงค์การจัดงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบประหยัดน้ำ โดยอาจปรับพิธีกรรม หรือขนบประเพณี เช่นจากการสาดน้ำที่ต้องใช้น้ำมาก ปรับเปลี่ยนเป็นการประพรมน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำ เป็นต้น
กะทิกล่องนำเข้ามะพร้าว 90%
ด้านนายเกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์โพรเวสซิ่ง จำกัด ผู้ผลิต และจำหน่ายกะทิสำเร็จรูปตรา "ชาวเกาะ" กล่าวว่า จากในปี 2558 ที่ไทยมีปัญหาภัยแล้ง และมีปัญหาแมลงศัตรูพืช(หนอนหัวดำและแมลงดำหนาม) ขณะที่ในปีนี้ยังมีปัญหาภัยแล้งซ้ำเติมอีกส่งผลให้ต้นมะพร้าวของไทยได้รับความเสียหายจำนวนมาก ณ ปัจจุบันบริษัทต้องใช้มะพร้าวนำเข้าจากอินโดนีเซีย และเวียดนามสัดส่วนกว่า 90% ของวัตถุดิบที่ต้องใช้ โดยเริ่มนำเข้าตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา
ยาง-มันแห่เลี้ยงวัวเนื้อ
ขณะที่นายสิทธิพร บุรณนัฏ เลขาธิการ สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ภัยแล้งจะส่งผลกระทบบ้างต่อผู้เลี้ยงโคเนื้อแบบชาวบ้าน แต่ในระบบฟาร์มไม่กระทบมาก เพราะส่วนใหญ่ใช้น้ำบาดาล ส่วนแหล่งเลี้ยงที่อยู่ใกล้ระบบชลประทานสามารถปลูกหญ้าเลี้ยงโคได้ อย่างไรก็ดีในอีกแง่มุมหนึ่งจากราคาโคเนื้อที่ดี(ขายได้ตัวละประมาณ 4 หมื่นบาท) จูงใจให้เกษตรกรที่ปลูกยางพารา มันสำปะหลัง และพืชอื่น ๆที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และราคาพืชผลตกต่ำหันมาเลี้ยงโคเนื้อมากขึ้น
ไก่-ไข่-หมูยันพอแต่ต้นทุนพุ่ง
นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังหารือกับผู้เลี้ยงสุกร และไก่เนื้อ และผู้เลี้ยงไก่ไข่(18 มี.ค.59) เกี่ยวกับผลกระทบภัยแล้ง ว่า ในภาพรวมผู้เลี้ยงมีปัญหาต้นทุนเรื่องน้ำที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก ในเขตพื้นที่ภัยแล้ง เพราะน้ำบ่อดินไม่เพียงพอ ต้องขุดเจาะบ่อบาดาล และซื้อน้ำเพิ่มเติม ส่วนราคาอาหารสัตว์ที่เป็นต้นทุนประมาณ 50% ยังไม่ปรับเพิ่มขึ้น โดยไก่เนื้อปริมาณยังมีเพียงพอต่อการบริโภค ที่ 5 ล้านตัวต่อสัปดาห์ และส่งออกอีก 25 ล้านตัว รวมผลผลิต 30 ล้านตัวต่อสัปดาห์
"ผู้เลี้ยงจึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาดูแลเรื่องระบบน้ำให้กับทางผู้เลี้ยงด้วย ซึ่งกรมการค้าภายในจะประสานกับกระทรวงเกษตรฯ ในการให้ความรู้และทำความเข้าใจในการใช้น้ำ รวมถึงด้านสุขอนามัยแก่เกษตรกร"
ขณะที่ผู้เลี้ยงสุกรยืนยันว่า ปริมาณสุกรจะมีเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศที่มีวันละประมาณ 3.5 หมื่นตัว ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ส่วนสถานการณ์ไข่ไก่หลังจากหารือกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่โดยรวมปริมาณไข่ไก่ในปีนี้จะอยู่ที่ 1.55 หมื่นล้านฟอง หรือ 42 ล้านฟองต่อวัน ถือว่าเพียงพอต่อการบริโภคและไม่ขาดแคลน แต่ในช่วงฤดูแล้งและอากาศร้อนทำให้มีต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมากขึ้น ซึ่งผู้เลี้ยงไก่ไข่อยากให้หน่วยงานภาครัฐช่วยเหลือในการลดต้นทุนในด้านต่างๆให้เพื่อให้ราคาไข่ไก่ไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะเป็นช่วงปิดเทอมการบริโภคไข่ไก่ลดลง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,141 วันที่ 20 - 23 มีนาคม พ.ศ. 2559
จากสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังส่งกระทบไปยังทุกภาคส่วนในเวลานี้นั้น "ฐานเศรษฐกิจ" ได้เกาะติดสถานการณ์ โดยล่าสุดพบผลกระทบยังมีอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้นรุนแรงมากขึ้น ขณะที่หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนได้พยายามกันอย่างเต็มที่ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
40 จังหวัดจ่อวิกฤติ
นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2559 ได้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 แล้วในจำนวน 21 จังหวัด 104 อำเภอ 507 ตำบล 4,355 หมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ได้คลี่คลายแล้ว 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พิจิตร พิษณุโลก สุรินทร์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด คงเหลืออีก 15 จังหวัดใน 60 อำเภอ 278 ตำบล 2.36 พันหมู่บ้านที่ยังไม่คลี่คลาย ได้แก่ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ พะเยา สุโขทัย นครสวรรค์ น่าน นครราชสีมา นครพนม มหาสารคาม บุรีรัมย์ กาญจนบุรี เพชรบุรี สระแก้ว จันทบุรี และชลบุรี
ขณะที่ปัจจุบันยังมีพื้นที่ 40 จังหวัดรวม 132 อำเภอที่ยังต้องเฝ้าระวัง อาทิ เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย พะเยา สระบุรี ลพบุรี อ่างทอง สงขลา สมุทรปราการ สระแก้ว กาญจนบุรี พิษณุโลก สุโขทัย ตาก นครราชสีมา บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี เป็นต้น ทั้งนี้ได้มีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือเพื่ออำนวยความสะดวกและให้เกิดความรวดเร็วแล้ว ระหว่างกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กระทรวงกลาโหม รับผิดชอบ 15 จังหวัด 35 อำเภอ อาทิ กรุงเทพฯ พื้นที่เขตหนองจอก กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา เป็นต้น ส่วนกระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบ 7 จังหวัด 24 อำเภอ อาทิ จันทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และพิจิตร เป็นต้น ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบ 7 จังหวัด 17 อำเภอ อาทิ กำแพงเพชร ชัยนาท ชัยภูมิ และเชียงราย เป็นต้น
3 กระทรวงปรับแผนสู้
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าการบูรณาการการ
ทำงานร่วมกันระหว่างทั้ง 3 กระทรวงข้างต้น มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน มุ่งเน้นที่น้ำอุปโภคบริโภคเป็นสำคัญ เชื่อมั่นการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังของทั้ง 3 กระทรวง จะทำให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้
สอดคล้องกับนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ที่กล่าวว่า การบริหารในเชิงพื้นที่รับผิดชอบ เป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯที่มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก มีแผนปฏิบัติการที่เข้มข้น โดยได้ให้แต่ละจังหวัดไปสำรวจปริมาณต้นทุนน้ำว่ามีจำนวนเท่าไร หากจะขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลเพิ่ม ให้ไปสำรวจว่าสามารถจะขุดเจาะได้ตรงไหน หรือหากไม่มีน้ำจริงๆ จะต้องใช้รถน้ำเคลื่อนที่ไปให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯได้สั่งการให้กรมชลประทานประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและจัดทำแผนการทำงานบูรณาการและลงรายละเอียดจากจังหวัดลงสู่อำเภอและตำบล เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้เป็นรูปธรรม
บินฝนหลวงแล้ว100เที่ยว
ด้านนายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้สรุปผลการปฏิบัติการฝนหลวง ตั้งแต่วันที่ 1 – 14 มีนาคม 2559 ว่า ได้มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 9 วัน มีวันฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็น 59.6 % โดยขึ้นปฏิบัติงานจำนวน 100 เที่ยวบิน ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 87.10 ตัน จังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 13 จังหวัด ซึ่งในปีนี้ความชื้นสัมพัทธ์มีน้อยเพราะแล้งมาก จึงทำให้ทำฝนเทียมยากมากขึ้นกว่าปีก่อน อย่างไรก็ตามยังยึดเป้าหมายหลักในการปฏิบัติการก็คือ การเติมน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ ที่จังหวัดขอนแก่น และเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา รวมทั้ง 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (ภูมิพล สิริกิติ์ ป่าสักฯ แควน้อยฯ)
ภาคธุรกิจแห่ร่วมลดใช้น้ำ
นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ภัยแล้งยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงกับภาคธุรกิจมากนัก อย่างไรก็ดีทางหอการค้าไทยซึ่งเป็นศูนย์รวมของภาคธุรกิจ และมีสมาชิกอยู่ทั่วประเทศก็ได้ตระหนักถึงการประหยัดใช้น้ำเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งนี้ไปได้ด้วยเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 10บริษัท/องค์กรภาคเอกชนได้จับมือกับ 6 หน่วยงานภาครัฐในโครงการ "แบ่งน้ำใช้ ปันน้ำใจ สู้ภัยแล้ง" เพื่อเป็นต้นแบบในการลดใช้น้ำประปา 30%ประกอบด้วย กลุ่มมิตรผล, เอสซีจี, ปตท.,เซ็นทรัลกรุ๊ป, เครือเบทาโกร,ดับเบิ๊ลเอ(1991),เอ็มเค เรสโตรองส์ กรุ๊ป,ไทยน้ำทิพย์,ธนาคารกสิกรไทย และสมาคมโรงแรมไทย
เล็งเฟส 2 เพิ่มเป็น 50 บริษัท
"ทางหอการค้าไทยกำลังจะรวบรวมบริษัทเข้าร่วมโครงการในเฟสที่2 เพื่อเป็นต้นแบบในการรณรงค์ลดการใช้น้ำในภาคธุรกิจ ซึ่งครั้งนี้รวมแล้วน่าจะเกิน 50 บริษัทที่จะเข้าร่วม เพื่อช่วยรณรงค์ และแบ่งปันองค์ความรู้และวิธีปฏิบัติในการลดการใช้น้ำแก่ภาคธุรกิจให้ขยายไปทั่วประเทศ ครั้งนี้ถือเป็นวิกฤติภัยแล้งรอบ 20 ปีต้องออกมาช่วยกระตุ้นจิตสำนึกให้ขยายไปในวงกว้างมากขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นแล้วปัญหาจะกระทบกับทุกคน"
ขณะเดียวกันทางหอการค้าไทย มีแผนจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)เพื่อหารือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ในการรณรงค์การจัดงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบประหยัดน้ำ โดยอาจปรับพิธีกรรม หรือขนบประเพณี เช่นจากการสาดน้ำที่ต้องใช้น้ำมาก ปรับเปลี่ยนเป็นการประพรมน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำ เป็นต้น
กะทิกล่องนำเข้ามะพร้าว 90%
ด้านนายเกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์โพรเวสซิ่ง จำกัด ผู้ผลิต และจำหน่ายกะทิสำเร็จรูปตรา "ชาวเกาะ" กล่าวว่า จากในปี 2558 ที่ไทยมีปัญหาภัยแล้ง และมีปัญหาแมลงศัตรูพืช(หนอนหัวดำและแมลงดำหนาม) ขณะที่ในปีนี้ยังมีปัญหาภัยแล้งซ้ำเติมอีกส่งผลให้ต้นมะพร้าวของไทยได้รับความเสียหายจำนวนมาก ณ ปัจจุบันบริษัทต้องใช้มะพร้าวนำเข้าจากอินโดนีเซีย และเวียดนามสัดส่วนกว่า 90% ของวัตถุดิบที่ต้องใช้ โดยเริ่มนำเข้าตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา
ยาง-มันแห่เลี้ยงวัวเนื้อ
ขณะที่นายสิทธิพร บุรณนัฏ เลขาธิการ สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ภัยแล้งจะส่งผลกระทบบ้างต่อผู้เลี้ยงโคเนื้อแบบชาวบ้าน แต่ในระบบฟาร์มไม่กระทบมาก เพราะส่วนใหญ่ใช้น้ำบาดาล ส่วนแหล่งเลี้ยงที่อยู่ใกล้ระบบชลประทานสามารถปลูกหญ้าเลี้ยงโคได้ อย่างไรก็ดีในอีกแง่มุมหนึ่งจากราคาโคเนื้อที่ดี(ขายได้ตัวละประมาณ 4 หมื่นบาท) จูงใจให้เกษตรกรที่ปลูกยางพารา มันสำปะหลัง และพืชอื่น ๆที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และราคาพืชผลตกต่ำหันมาเลี้ยงโคเนื้อมากขึ้น
ไก่-ไข่-หมูยันพอแต่ต้นทุนพุ่ง
นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังหารือกับผู้เลี้ยงสุกร และไก่เนื้อ และผู้เลี้ยงไก่ไข่(18 มี.ค.59) เกี่ยวกับผลกระทบภัยแล้ง ว่า ในภาพรวมผู้เลี้ยงมีปัญหาต้นทุนเรื่องน้ำที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก ในเขตพื้นที่ภัยแล้ง เพราะน้ำบ่อดินไม่เพียงพอ ต้องขุดเจาะบ่อบาดาล และซื้อน้ำเพิ่มเติม ส่วนราคาอาหารสัตว์ที่เป็นต้นทุนประมาณ 50% ยังไม่ปรับเพิ่มขึ้น โดยไก่เนื้อปริมาณยังมีเพียงพอต่อการบริโภค ที่ 5 ล้านตัวต่อสัปดาห์ และส่งออกอีก 25 ล้านตัว รวมผลผลิต 30 ล้านตัวต่อสัปดาห์
"ผู้เลี้ยงจึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาดูแลเรื่องระบบน้ำให้กับทางผู้เลี้ยงด้วย ซึ่งกรมการค้าภายในจะประสานกับกระทรวงเกษตรฯ ในการให้ความรู้และทำความเข้าใจในการใช้น้ำ รวมถึงด้านสุขอนามัยแก่เกษตรกร"
ขณะที่ผู้เลี้ยงสุกรยืนยันว่า ปริมาณสุกรจะมีเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศที่มีวันละประมาณ 3.5 หมื่นตัว ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ส่วนสถานการณ์ไข่ไก่หลังจากหารือกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่โดยรวมปริมาณไข่ไก่ในปีนี้จะอยู่ที่ 1.55 หมื่นล้านฟอง หรือ 42 ล้านฟองต่อวัน ถือว่าเพียงพอต่อการบริโภคและไม่ขาดแคลน แต่ในช่วงฤดูแล้งและอากาศร้อนทำให้มีต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมากขึ้น ซึ่งผู้เลี้ยงไก่ไข่อยากให้หน่วยงานภาครัฐช่วยเหลือในการลดต้นทุนในด้านต่างๆให้เพื่อให้ราคาไข่ไก่ไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะเป็นช่วงปิดเทอมการบริโภคไข่ไก่ลดลง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,141 วันที่ 20 - 23 มีนาคม พ.ศ. 2559






