
‘บัณฑูร’ ชี้ผลพวงคนชั้นกลาง-ล่างหนี้จุกคอ โจทย์ใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลกยังไร้ผล
แบงก์กสิกรไทย จับมือหอการค้าในเออีซีจัดงานจับคู่ธุรกิจ เชื่อทั้งปีมียอดการค้าเกิดขึ้น 3 พันล้านบาท ด้าน "บัณฑูร" ย้ำช่วยลูกค้ายามกำลังซื้อถดถอย เชื่อทั้งโลกเผชิญโจทย์เศรษฐกิจเดียวกัน ชี้ลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจไร้ผล หลังคนกู้เงินระดับกลาง/ล่างปริ่มคอหอย-ส่วนรายใหญ่ลงทุนไม่เกิด เหตุติดข้อจำกัด-กฎกติกา
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือระดับพหุภาคีเพื่อการทำธุรกิจระหว่างประเทศในภูมิภาค AEC+3 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ลูกค้าจะต้องรู้จักกันเพื่อไปสู่ลู่ทางอื่นๆ ซึ่งการร่วมมือกับหอการค้าและสมาคมการค้า 10 ประเทศ ถือเป็นแค่กรอบซึ่งจะนำไปสู่การเจรจา แม้ว่ายังไม่ได้มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาร่วม แต่หลายฝ่ายได้ทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการค้าขายและการผลิตที่ไม่รั่วไหล จึงต้องมีการเจรจาการค้าขายนอกประเทศ เพราะลำพังการค้าขายในประเทศไม่เพียงพอ แต่การเจรจากับต่างประเทศอาจจะต้องมีเรื่องของกฎกติกา ภาษา และวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นโจทย์ของภาครัฐ เอกชนและประชาชนที่จะต้องทำงานร่วมกัน
อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเผชิญปัญหากำลังซื้อถดถอย จะเห็นว่าแรงซื้อจากรายใหญ่ เช่น ประเทศจีนหรือสหรัฐอเมริกาเริ่มแผ่ว เพราะไม่รู้ว่าจะซื้อไปผลิตอะไรที่เป็นความต้องการของตลาดเมื่อไม่มีคนซื้อ ส่งผลให้การค้าขายทั่วโลกหรือการส่งออกมีแนวโน้มเติบโตติดลบจากกำลังซื้อที่ถดถอย ซึ่งเป็นโจทย์เศรษฐกิจโลก เพราะการค้าขายที่หดตัวจะส่งผลไปยังการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน โดยทุกประเทศประสบปัญหาและเจอโจทย์ดังกล่าว
ดังนั้น จะเห็นหลายประเทศดึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาใช้ ทั้งในส่วนของนโยบายทางการเงินและการคลัง โดยการลดอัตราดอกเบี้ยแต่ยังไม่ได้ผล แม้ว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยลงต่ำแล้วก็ตาม เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ทุกคนต้องการอยากให้กระตุ้นเศรษฐกิจโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่การลดอัตราดอกเบี้ยในเวลานี้อาจจะไม่มีผล เนื่องจากไม่มีคนกู้ เพราะตอนนี้คนกู้ไม่ไหว โดยคนกู้มี 2 ระดับ คือ ระดับกลางจนถึงล่างๆ จะเห็นว่ามีการกู้ยืมจนเกินเพดาน เพราะถ้าธนาคารปล่อยกู้มากเกินไปจะกระทบต่อภาระหนี้ครัวเรือน และเสถียรภาพภาคสถาบันการเงิน เพราะมีความเสี่ยงจากการปล่อยกู้มากเกินไป
ส่วนกลุ่มระดับบน แม้จะมีการกู้ยืมอยู่ แต่จะผ่านการขับเคลื่อนการลงทุนด้วยโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีปัญหาติดขัดในเรื่องของเงื่อนไข กฎกติกาด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ หรือระเบียบทางราชการ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งยังมีสถานการณ์ด้านดินฟ้าอากาศที่เป็นตัวแปรที่สำคัญ ทำให้เป็นอุปสรรคในด้านการลงทุนที่จะเกิดขึ้นใหม่ ส่วนในฐานะสถาบันการเงิน อาจจะเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ไม่มาก เพราะธนาคารพาณิชย์ไทยไม่ใช่ธนาคารขนาดใหญ่มาก แต่จะเข้าถึงโครงการอันดับรองๆ ลงมา ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าจะปล่อยไม่ปล่อยกู้ในเซ็กเตอร์ใด เนื่องจากธนาคารจะพิจารณาตามกระแสเงินสด หากมีกระแสเงินสดที่สมดุลกับเงินกู้ธนาคารก็พิจารณาปล่อยกู้ได้ หากมีกระแสเงินสดไม่พอตามที่ตกลงการเจรจาก็จบได้
"ตอนนี้มาตรการคลังก็ติดซ้ายติดขวา มาตรการการเงินทุกคนฉีดยาก็เฉย ลดดอกก็ไม่มีคนกู้ทุกประเทศเป็นอย่างนี้หมด ไม่รู้จะหยิบเครื่องมือหรือยาตัวไหนมาแก้ไข เพราะหยิบออกมาใช้จดหมดตู้แล้ว แต่คนไข้ก็ยังเฉย เปรียบเหมือนเศรษฐกิจที่ยังนิ่ง ถ้าดูตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกออกมายังหน้าเบ้ เพราะไม่ดีสักตัว หากในช่วงที่เหลือยังโตเท่ากับไตรมาสแรกจีดีพีคงไม่ถึง 3.5% ที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ดีรัฐบาลพยายามช่วยทุกรูปแบบ แต่สิ่งสำคัญระหว่างทางการแก้ไขอย่าทะเลาะกัน มีความเห็นแตกต่างกันได้ แต่อย่าทะเลาะจนทำให้สังคมทำงานไม่ได้ เป็นเรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ ส่วนโครงการขนาดใหญ่จะตกลงกันได้ จะต้องมีคนตัดสิน เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นการตกลงในแดนสนธยา ทำให้บางครั้งเราเห็นมาตรการ ม.44 มาใช้เพื่อความรวดเร็ว แต่ในท้ายที่สุดจะต้องมีคนตัดสิน เพราะแม้แต่นายกรัฐมนตรียังมีข้อจำกัดและมีกรอบคอยกำกับ"
นายพัฒนพงศ์ ตัณฑ์สมบุญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ความร่วมมือในการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างธนาคารพันธมิตรใน AEC+3 เพื่อให้เกิดการค้าที่มีประสิทธิผล โดยธนาคารได้นำผู้ขายจำนวน 250 ราย ที่มาจาก 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อาหาร 60% วัสดุก่อสร้าง 20% และเวชภัณฑ์-ยา 20% เนื่องจากทั้ง 3 อุตสาหกรรมนี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทยที่ทำได้ค่อนข้างดี และได้รับความสนใจจากคู่ค้าอย่างมาก ทั้งนี้ ในจำนวนผู้ขายดังกล่าวประมาณ 80% เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในไทย และอีก 20% จะเป็นบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดยอดขายตั้งแต่ 400 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนผู้ซื้อ 100 ราย จะมาจากกลุ่ม CLMV และอินโดนีเซีย ที่มีความต้องการซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ไปจัดจำหน่ายในประเทศตัวเอง เนื่องจากมีความมั่นใจในสินค้าของไทยที่มีคุณภาพ
ทั้งนี้ ธนาคารมั่นใจว่าหลังจากนำผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกัน เชื่อว่าการตกลงเจรจาซื้อขายมีโอกาสเกิดขึ้นสำเร็จประมาณ 70-80% เพราะลูกค้าที่ธนาคารนำมาและคู่ค้าจากธนาคารพันธมิตร จะเป็นตัวที่ช่วยคัดกรองคุณภาพ ซึ่งจะมีความแตกต่างจากงานเทรดแฟร์ อย่างไรก็ดี ภายหลังจากจับคู่อาจจะต้องใช้เวลา 3-6 เดือนในการทำความรู้จัก ซึ่งหลังจากนั้นจะก่อให้เกิดการค้าขายที่มีมูลค่ามหาศาลตามมา ซึ่งคาดว่าวงเงินในการค้าขายที่จะเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะมีมูลค่าการค้าขายเกิดขึ้นประมาณ 3 พันล้านบาท โดยที่ผ่านมาธนาคารได้นำเสนรูปแบบการจับคู่ธุรกิจมาแล้วกว่า 7 ปี เป็นการนำรูปแบบโมเดลการทำของธนาคารพันธมิตรในญี่ปุ่นมาทำกับลูกค้าไทย ซึ่งเซ็กเตอร์หลักที่ทำจะเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย ตั้งแต่เซ็กเตอร์อาหาร วัสดุก่อสร้าง และเวชภัณฑ์ยา และพยายามจะต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมอื่นที่มีการพัฒนา ส่วนเซ็กเตอร์ยางและข้าว ธนาคารยังให้การสนับสนุนลูกค้าต่อเนื่อง แต่ในภาวะที่ตลาดโลกชะลอตัวลงจึงไม่เห็นการเคลื่อนไหวมากนัก
"โมเดลการจับคู่ธุรกิจมาจากการศึกษาดูงานที่ธนาคารในประเทศญี่ปุ่นเมื่อช่วง 7 ปีก่อน ซึ่งแบงก์ช่วยเหลือลูกค้าในเขตในการจับคู่ธุรกิจ ซึ่งเราก็นำรูปแบบนี้มาใช้กับลูกค้าเราบ้าง เพราะเป็นผลประโยชน์ ซึ่งการจับคู่ธุรกิจอาจมี 2 รูปแบบ คือ ลูกค้าพันธมิตรต้องการสินค้าแบบไหนหรือยังไงเขียนสเปกมาเราก็หาให้ตามนั้น หรือการจัดงานจับคู่ให้ลูกค้าได้มารู้จักเองแบบนี้"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,141 วันที่ 20 - 23 มีนาคม พ.ศ. 2559
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือระดับพหุภาคีเพื่อการทำธุรกิจระหว่างประเทศในภูมิภาค AEC+3 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ลูกค้าจะต้องรู้จักกันเพื่อไปสู่ลู่ทางอื่นๆ ซึ่งการร่วมมือกับหอการค้าและสมาคมการค้า 10 ประเทศ ถือเป็นแค่กรอบซึ่งจะนำไปสู่การเจรจา แม้ว่ายังไม่ได้มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาร่วม แต่หลายฝ่ายได้ทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการค้าขายและการผลิตที่ไม่รั่วไหล จึงต้องมีการเจรจาการค้าขายนอกประเทศ เพราะลำพังการค้าขายในประเทศไม่เพียงพอ แต่การเจรจากับต่างประเทศอาจจะต้องมีเรื่องของกฎกติกา ภาษา และวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นโจทย์ของภาครัฐ เอกชนและประชาชนที่จะต้องทำงานร่วมกัน
อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเผชิญปัญหากำลังซื้อถดถอย จะเห็นว่าแรงซื้อจากรายใหญ่ เช่น ประเทศจีนหรือสหรัฐอเมริกาเริ่มแผ่ว เพราะไม่รู้ว่าจะซื้อไปผลิตอะไรที่เป็นความต้องการของตลาดเมื่อไม่มีคนซื้อ ส่งผลให้การค้าขายทั่วโลกหรือการส่งออกมีแนวโน้มเติบโตติดลบจากกำลังซื้อที่ถดถอย ซึ่งเป็นโจทย์เศรษฐกิจโลก เพราะการค้าขายที่หดตัวจะส่งผลไปยังการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน โดยทุกประเทศประสบปัญหาและเจอโจทย์ดังกล่าว
ดังนั้น จะเห็นหลายประเทศดึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาใช้ ทั้งในส่วนของนโยบายทางการเงินและการคลัง โดยการลดอัตราดอกเบี้ยแต่ยังไม่ได้ผล แม้ว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยลงต่ำแล้วก็ตาม เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ทุกคนต้องการอยากให้กระตุ้นเศรษฐกิจโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่การลดอัตราดอกเบี้ยในเวลานี้อาจจะไม่มีผล เนื่องจากไม่มีคนกู้ เพราะตอนนี้คนกู้ไม่ไหว โดยคนกู้มี 2 ระดับ คือ ระดับกลางจนถึงล่างๆ จะเห็นว่ามีการกู้ยืมจนเกินเพดาน เพราะถ้าธนาคารปล่อยกู้มากเกินไปจะกระทบต่อภาระหนี้ครัวเรือน และเสถียรภาพภาคสถาบันการเงิน เพราะมีความเสี่ยงจากการปล่อยกู้มากเกินไป
ส่วนกลุ่มระดับบน แม้จะมีการกู้ยืมอยู่ แต่จะผ่านการขับเคลื่อนการลงทุนด้วยโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีปัญหาติดขัดในเรื่องของเงื่อนไข กฎกติกาด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ หรือระเบียบทางราชการ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งยังมีสถานการณ์ด้านดินฟ้าอากาศที่เป็นตัวแปรที่สำคัญ ทำให้เป็นอุปสรรคในด้านการลงทุนที่จะเกิดขึ้นใหม่ ส่วนในฐานะสถาบันการเงิน อาจจะเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ไม่มาก เพราะธนาคารพาณิชย์ไทยไม่ใช่ธนาคารขนาดใหญ่มาก แต่จะเข้าถึงโครงการอันดับรองๆ ลงมา ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าจะปล่อยไม่ปล่อยกู้ในเซ็กเตอร์ใด เนื่องจากธนาคารจะพิจารณาตามกระแสเงินสด หากมีกระแสเงินสดที่สมดุลกับเงินกู้ธนาคารก็พิจารณาปล่อยกู้ได้ หากมีกระแสเงินสดไม่พอตามที่ตกลงการเจรจาก็จบได้
"ตอนนี้มาตรการคลังก็ติดซ้ายติดขวา มาตรการการเงินทุกคนฉีดยาก็เฉย ลดดอกก็ไม่มีคนกู้ทุกประเทศเป็นอย่างนี้หมด ไม่รู้จะหยิบเครื่องมือหรือยาตัวไหนมาแก้ไข เพราะหยิบออกมาใช้จดหมดตู้แล้ว แต่คนไข้ก็ยังเฉย เปรียบเหมือนเศรษฐกิจที่ยังนิ่ง ถ้าดูตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกออกมายังหน้าเบ้ เพราะไม่ดีสักตัว หากในช่วงที่เหลือยังโตเท่ากับไตรมาสแรกจีดีพีคงไม่ถึง 3.5% ที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ดีรัฐบาลพยายามช่วยทุกรูปแบบ แต่สิ่งสำคัญระหว่างทางการแก้ไขอย่าทะเลาะกัน มีความเห็นแตกต่างกันได้ แต่อย่าทะเลาะจนทำให้สังคมทำงานไม่ได้ เป็นเรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ ส่วนโครงการขนาดใหญ่จะตกลงกันได้ จะต้องมีคนตัดสิน เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นการตกลงในแดนสนธยา ทำให้บางครั้งเราเห็นมาตรการ ม.44 มาใช้เพื่อความรวดเร็ว แต่ในท้ายที่สุดจะต้องมีคนตัดสิน เพราะแม้แต่นายกรัฐมนตรียังมีข้อจำกัดและมีกรอบคอยกำกับ"
นายพัฒนพงศ์ ตัณฑ์สมบุญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ความร่วมมือในการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างธนาคารพันธมิตรใน AEC+3 เพื่อให้เกิดการค้าที่มีประสิทธิผล โดยธนาคารได้นำผู้ขายจำนวน 250 ราย ที่มาจาก 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อาหาร 60% วัสดุก่อสร้าง 20% และเวชภัณฑ์-ยา 20% เนื่องจากทั้ง 3 อุตสาหกรรมนี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทยที่ทำได้ค่อนข้างดี และได้รับความสนใจจากคู่ค้าอย่างมาก ทั้งนี้ ในจำนวนผู้ขายดังกล่าวประมาณ 80% เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในไทย และอีก 20% จะเป็นบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดยอดขายตั้งแต่ 400 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนผู้ซื้อ 100 ราย จะมาจากกลุ่ม CLMV และอินโดนีเซีย ที่มีความต้องการซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ไปจัดจำหน่ายในประเทศตัวเอง เนื่องจากมีความมั่นใจในสินค้าของไทยที่มีคุณภาพ
ทั้งนี้ ธนาคารมั่นใจว่าหลังจากนำผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกัน เชื่อว่าการตกลงเจรจาซื้อขายมีโอกาสเกิดขึ้นสำเร็จประมาณ 70-80% เพราะลูกค้าที่ธนาคารนำมาและคู่ค้าจากธนาคารพันธมิตร จะเป็นตัวที่ช่วยคัดกรองคุณภาพ ซึ่งจะมีความแตกต่างจากงานเทรดแฟร์ อย่างไรก็ดี ภายหลังจากจับคู่อาจจะต้องใช้เวลา 3-6 เดือนในการทำความรู้จัก ซึ่งหลังจากนั้นจะก่อให้เกิดการค้าขายที่มีมูลค่ามหาศาลตามมา ซึ่งคาดว่าวงเงินในการค้าขายที่จะเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะมีมูลค่าการค้าขายเกิดขึ้นประมาณ 3 พันล้านบาท โดยที่ผ่านมาธนาคารได้นำเสนรูปแบบการจับคู่ธุรกิจมาแล้วกว่า 7 ปี เป็นการนำรูปแบบโมเดลการทำของธนาคารพันธมิตรในญี่ปุ่นมาทำกับลูกค้าไทย ซึ่งเซ็กเตอร์หลักที่ทำจะเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย ตั้งแต่เซ็กเตอร์อาหาร วัสดุก่อสร้าง และเวชภัณฑ์ยา และพยายามจะต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมอื่นที่มีการพัฒนา ส่วนเซ็กเตอร์ยางและข้าว ธนาคารยังให้การสนับสนุนลูกค้าต่อเนื่อง แต่ในภาวะที่ตลาดโลกชะลอตัวลงจึงไม่เห็นการเคลื่อนไหวมากนัก
"โมเดลการจับคู่ธุรกิจมาจากการศึกษาดูงานที่ธนาคารในประเทศญี่ปุ่นเมื่อช่วง 7 ปีก่อน ซึ่งแบงก์ช่วยเหลือลูกค้าในเขตในการจับคู่ธุรกิจ ซึ่งเราก็นำรูปแบบนี้มาใช้กับลูกค้าเราบ้าง เพราะเป็นผลประโยชน์ ซึ่งการจับคู่ธุรกิจอาจมี 2 รูปแบบ คือ ลูกค้าพันธมิตรต้องการสินค้าแบบไหนหรือยังไงเขียนสเปกมาเราก็หาให้ตามนั้น หรือการจัดงานจับคู่ให้ลูกค้าได้มารู้จักเองแบบนี้"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,141 วันที่ 20 - 23 มีนาคม พ.ศ. 2559






