
กางนโยบาย 'เพื่อไทย' หาญกล้าท้ารบ "ทหาร"
นับถอยหลังเลือกตั้ง เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเศษ ก็จะถึงวันที่ 24 มี.ค. 2562 ปรากฏบรรยากาศหาเสียงของทุกพรรคการเมืองเข้มข้นเป็นลำดับ
โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่กำลังสร้างกระแสฮือฮา "ท้ารบ" กับ "กองทัพ" ด้วยการประกาศนโยบายไม่เกณฑ์ทหาร แต่ให้เป็นแบบ "สมัครใจ" แล้วนำงบประมาณที่ใช้ในการเกณฑ์ทหารมาเพื่อสร้างเถ้าแก่ใหม่ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ทั้งยังให้ตัดงบกระทรวงกลาโหมลง 10%
➣ ตัดงบทหารสร้างนักธุรกิจ
"เราจะยกเลิกการเกณฑ์ทหารให้เป็นระบบสมัครใจแทน ดังนั้น เราจึงเห็นว่า ศูนย์แห่งนี้ขอแบ่งงบประมาณจากกระทรวงกลาโหม 10% คือ ราว 20,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำเด็กรุ่นใหม่ของชาติมาสร้างธุรกิจ" เป็นข้อความในเพจ "คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan" ที่โพสต์เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา
พลันที่เพจดังกล่าวออกสู่สาธารณชน เกิดวิวาทะเผ็ดร้อนจากทางกองทัพ เมื่อ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลั่นวาจาฝากถึงคุณหญิงสุดารัตน์แบบตรง ๆ ชัด ๆ ว่า "ก็ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดินไง"
ทั้งนี้ เพลง "หนักแผ่นดิน" ที่ ผบ.ทบ. เอ่ยถึง เป็นเพลงปลุกใจที่เนื้อร้องบรรยายถึงลักษณะของผู้ที่มีพฤติกรรมไม่รักชาติ เช่น คิดทำลายแผ่นดินไทย ดูถูกคนไทย ผู้ไม่รักชาติ คือ ผู้ยุยงให้คนไทยแตกความสามัคคี นับถือชาติอื่นแล้วข่มเหงคนไทยด้วยกัน ผู้ปฏิเสธความเป็นไทย และสนับสนุนให้ลัทธิอื่นเข้ามาแทนที่วิถีไทย
วลีเด็ด "บิ๊กแดง" ที่สื่อสารไปยังพรรคเพื่อไทย ร้อนถึง "วัฒนา เมืองสุข" แกนนำพรรคเพื่อไทย ต้องทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว สวนหมัดทันทีทันใด ว่า
"ไม่ใช่แค่ตัดงบ 10% เท่านั้น แต่ยังต้องลดขนาดกองทัพ ลดจำนวนนายพลที่มากเกินภารกิจ เอากองทัพออกไปจากการเมือง เพิ่มประสิทธิภาพกองทัพและทำงานตรงตามภารกิจ ที่สำคัญต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ผู้นำกองทัพจะต้องฉลาดและไม่เป็นภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยเสียเอง"
สำหรับนโยบายตัดงบกระทรวงกลาโหม 10% ดังกล่าว คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า เป็นแนวทางที่ต้องการนำงบที่ได้จากการใช้ในการเกณฑ์ทหารประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี มาสร้างเถ้าแก่ใหม่ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยตั้งกองทุนสร้างเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ (Smart Small Business Center)
➣ ชู 5 มาตรการสร้างรายได้
นอกจากนโยบายสุดฮือฮาดังกล่าวแล้ว พรรคเพื่อไทยได้ทยอยเปิดนโยบายมาเป็นระยะ อาทิ "กองทุนคนเปลี่ยนงาน" เพื่อช่วยเหลือพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง หรือ มนุษย์เงินเดือนที่ต้องการลาออก หรือ เปลี่ยนงาน, นโยบาย "บัตรทองสตาร์ตอัพ" สำหรับให้ผู้ประกอบธุรกิจ SME และหาตลาดเพื่อสนับสนุนผู้ส่งออกรายใหม่ และผู้ส่งออก SMEs ที่ต้องการนำสินค้าไทยไปตลาดโลก
สำหรับนโยบายสร้างรายได้ พรรคเพื่อไทยชู 5 มาตรการ ประกอบด้วย 1.ปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่ให้กับประชาชนธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก เพื่อให้ยืนอยู่ได้ก่อน เพื่ออยู่รอดในวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
2.เร่งเติมเงินทุนให้ผู้ประกอบการต่าง ๆ ทั้งรายใหม่รายเก่า สร้าง "ธนาคารพัฒนารายได้" ในแต่ละจังหวัด
3.ขายของได้ มีพื้นที่ขายของ นำสินค้าไทยไปบุกตลาดโลก
4.ขจัดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ ลดขั้นตอนการขอใบอนุญาต
และ 5.ลดภาษี พักชำระหนี้เกษตรกร แต่ไม่ให้รายได้ประเทศหายไป ภายใน 6 เดือน ราคาสินค้าจะกลับมารุ่งเรืองทุกตัวขึ้นอย่างน้อย 30% ขึ้นไป
นอกจากนั้น มีนโยบายผลักดันให้ราคาสินค้าเกษตรดีอย่างยั่งยืน ผ่าน "กองทุนปรับหน้าดิน" ปรับโครงสร้างรายได้เกษตรกร พักชำระหนี้เพื่อให้เกษตรกรตั้งตัวได้ ประเทศไทยจะต้องเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารปลอดภัยป้อนคนทั้งโลก
➣ ตั้งกองทุนตลาดชุมชน
นโยบายเพื่อคนกรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทยจะผลักดันให้มีกองทุนตลาดชุมชน เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกองทุนดังกล่าวจะหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มช่องทางการขายให้มากขึ้น ปัญหาการจราจรที่ยังขาดการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน พรรคเพื่อไทยจึงเสนอให้มีการบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้ประชาชนเดินทางสะดวกและมีข้อมูลที่แม่นยำไม่คลาดเคลื่อน
ด้าน การท่องเที่ยวจะเพิ่มนักท่องเที่ยวให้ถึง 50 ล้านคนต่อปี ฟื้นฟูความเชื่อมั่น ดึงนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ สร้างประสบการณ์ใหม่ ยกระดับสตรีตฟู้ดเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ยกเลิกวีซ่าระหว่างไทย-จีน เพื่อสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวต่างชาติให้ถึง 3 ล้านล้านบาทต่อปี
ส่วนนโยบายเพื่อเด็กและเยาวชน พรรคเพื่อไทย ระบุว่า จะดูแลเด็กแรกเกิดถึง 8 ขวบ รวมทั้งยกระดับให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอัจฉริยะ 20,000 แห่ง ส่วนบัตรสวัสดิการต่าง ๆ ที่ประชาชนเคยได้รับ ให้เดินหน้าต่อไป เช่น บัตร 30 บาทยุคใหม่ สร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า ยาดี รักษาดี ไม่ต้องรอคิว
| รายงานโดย ... โต๊ะข่าวการเมือง
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3446 ระหว่างวันที่ 21 - 23 กุมภาพันธ์ 2562
โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่กำลังสร้างกระแสฮือฮา "ท้ารบ" กับ "กองทัพ" ด้วยการประกาศนโยบายไม่เกณฑ์ทหาร แต่ให้เป็นแบบ "สมัครใจ" แล้วนำงบประมาณที่ใช้ในการเกณฑ์ทหารมาเพื่อสร้างเถ้าแก่ใหม่ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ทั้งยังให้ตัดงบกระทรวงกลาโหมลง 10%
➣ ตัดงบทหารสร้างนักธุรกิจ
"เราจะยกเลิกการเกณฑ์ทหารให้เป็นระบบสมัครใจแทน ดังนั้น เราจึงเห็นว่า ศูนย์แห่งนี้ขอแบ่งงบประมาณจากกระทรวงกลาโหม 10% คือ ราว 20,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำเด็กรุ่นใหม่ของชาติมาสร้างธุรกิจ" เป็นข้อความในเพจ "คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan" ที่โพสต์เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา
พลันที่เพจดังกล่าวออกสู่สาธารณชน เกิดวิวาทะเผ็ดร้อนจากทางกองทัพ เมื่อ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลั่นวาจาฝากถึงคุณหญิงสุดารัตน์แบบตรง ๆ ชัด ๆ ว่า "ก็ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดินไง"
ทั้งนี้ เพลง "หนักแผ่นดิน" ที่ ผบ.ทบ. เอ่ยถึง เป็นเพลงปลุกใจที่เนื้อร้องบรรยายถึงลักษณะของผู้ที่มีพฤติกรรมไม่รักชาติ เช่น คิดทำลายแผ่นดินไทย ดูถูกคนไทย ผู้ไม่รักชาติ คือ ผู้ยุยงให้คนไทยแตกความสามัคคี นับถือชาติอื่นแล้วข่มเหงคนไทยด้วยกัน ผู้ปฏิเสธความเป็นไทย และสนับสนุนให้ลัทธิอื่นเข้ามาแทนที่วิถีไทย
วลีเด็ด "บิ๊กแดง" ที่สื่อสารไปยังพรรคเพื่อไทย ร้อนถึง "วัฒนา เมืองสุข" แกนนำพรรคเพื่อไทย ต้องทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว สวนหมัดทันทีทันใด ว่า
"ไม่ใช่แค่ตัดงบ 10% เท่านั้น แต่ยังต้องลดขนาดกองทัพ ลดจำนวนนายพลที่มากเกินภารกิจ เอากองทัพออกไปจากการเมือง เพิ่มประสิทธิภาพกองทัพและทำงานตรงตามภารกิจ ที่สำคัญต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ผู้นำกองทัพจะต้องฉลาดและไม่เป็นภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยเสียเอง"
สำหรับนโยบายตัดงบกระทรวงกลาโหม 10% ดังกล่าว คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า เป็นแนวทางที่ต้องการนำงบที่ได้จากการใช้ในการเกณฑ์ทหารประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี มาสร้างเถ้าแก่ใหม่ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยตั้งกองทุนสร้างเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ (Smart Small Business Center)
➣ ชู 5 มาตรการสร้างรายได้
นอกจากนโยบายสุดฮือฮาดังกล่าวแล้ว พรรคเพื่อไทยได้ทยอยเปิดนโยบายมาเป็นระยะ อาทิ "กองทุนคนเปลี่ยนงาน" เพื่อช่วยเหลือพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง หรือ มนุษย์เงินเดือนที่ต้องการลาออก หรือ เปลี่ยนงาน, นโยบาย "บัตรทองสตาร์ตอัพ" สำหรับให้ผู้ประกอบธุรกิจ SME และหาตลาดเพื่อสนับสนุนผู้ส่งออกรายใหม่ และผู้ส่งออก SMEs ที่ต้องการนำสินค้าไทยไปตลาดโลก
สำหรับนโยบายสร้างรายได้ พรรคเพื่อไทยชู 5 มาตรการ ประกอบด้วย 1.ปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่ให้กับประชาชนธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก เพื่อให้ยืนอยู่ได้ก่อน เพื่ออยู่รอดในวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
2.เร่งเติมเงินทุนให้ผู้ประกอบการต่าง ๆ ทั้งรายใหม่รายเก่า สร้าง "ธนาคารพัฒนารายได้" ในแต่ละจังหวัด
3.ขายของได้ มีพื้นที่ขายของ นำสินค้าไทยไปบุกตลาดโลก
4.ขจัดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ ลดขั้นตอนการขอใบอนุญาต
และ 5.ลดภาษี พักชำระหนี้เกษตรกร แต่ไม่ให้รายได้ประเทศหายไป ภายใน 6 เดือน ราคาสินค้าจะกลับมารุ่งเรืองทุกตัวขึ้นอย่างน้อย 30% ขึ้นไป
นอกจากนั้น มีนโยบายผลักดันให้ราคาสินค้าเกษตรดีอย่างยั่งยืน ผ่าน "กองทุนปรับหน้าดิน" ปรับโครงสร้างรายได้เกษตรกร พักชำระหนี้เพื่อให้เกษตรกรตั้งตัวได้ ประเทศไทยจะต้องเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารปลอดภัยป้อนคนทั้งโลก
➣ ตั้งกองทุนตลาดชุมชน
นโยบายเพื่อคนกรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทยจะผลักดันให้มีกองทุนตลาดชุมชน เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกองทุนดังกล่าวจะหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มช่องทางการขายให้มากขึ้น ปัญหาการจราจรที่ยังขาดการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน พรรคเพื่อไทยจึงเสนอให้มีการบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้ประชาชนเดินทางสะดวกและมีข้อมูลที่แม่นยำไม่คลาดเคลื่อน
ด้าน การท่องเที่ยวจะเพิ่มนักท่องเที่ยวให้ถึง 50 ล้านคนต่อปี ฟื้นฟูความเชื่อมั่น ดึงนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ สร้างประสบการณ์ใหม่ ยกระดับสตรีตฟู้ดเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ยกเลิกวีซ่าระหว่างไทย-จีน เพื่อสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวต่างชาติให้ถึง 3 ล้านล้านบาทต่อปี
ส่วนนโยบายเพื่อเด็กและเยาวชน พรรคเพื่อไทย ระบุว่า จะดูแลเด็กแรกเกิดถึง 8 ขวบ รวมทั้งยกระดับให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอัจฉริยะ 20,000 แห่ง ส่วนบัตรสวัสดิการต่าง ๆ ที่ประชาชนเคยได้รับ ให้เดินหน้าต่อไป เช่น บัตร 30 บาทยุคใหม่ สร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า ยาดี รักษาดี ไม่ต้องรอคิว
| รายงานโดย ... โต๊ะข่าวการเมือง
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3446 ระหว่างวันที่ 21 - 23 กุมภาพันธ์ 2562






