
ปฏิกิริยา : ข่าวลวงโลก โถมไฟร้อนการเมือง
โดยมีศึกชิงอำนาจรอบใหม่เป็นเดิมพัน..ใครได้ขึ้นบัลลังก์นั่งเมือง
หลายพรรคโหมโรงเปิดปฏิบัติการหาเสียงช่วงชิงคะแนนเต็มที่ ภายหลังการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.คืนอิสรภาพให้นักการเมือง สามารถเคลื่อนไหวทำกิจกรรมได้
ถนนทุกสายมุ่งสู่สนามเลือกตั้งใจจดใจจ่อไปที่วันคืนประชาธิปไตย 24 มีนาคมนี้ หลังจากที่ประเทศไทยร้างการเลือกตั้งมา 7 ปี
เกมชิงบัลลังก์นั่งเมืองจึงร้อนระอุ อาศัยทุกช่องทางทุกรูปแบบปลุกเร้ากองเชียร์ เครื่องมือโซเชียลมีเดียหรือสื่อออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทกระจายข่าวสาร รณรงค์แคมเปญ กำหนดวาระและประเด็นสำคัญทางการเมือง และเป็นช่องทางใหม่ในการรับรู้ข้อมูลการเลือกตั้ง
วันนี้เราเห็น“การหาเสียงเลือกตั้งบนสมรภูมิโซเชียล”เต็มรูปแบบ
วันนี้เราต้องยอมรับว่าเรารับรู้เรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดียมากมาย และรวดเร็ว จริงบ้าง ลวงบ้าง ถูกต้องบ้าง บิดเบือนบ้างชัดเจนขึ้น
แต่เชื่อหรือไม่ในยุคที่ข่าวปลอมแพร่ระบาดบนโลกโซเชียล ผลสำรวจระดับสากลจากโครงการ คอนเนกเต็ด ไลฟ์ (Connected Life)โดยกันตาร์ ทีเอ็นเอส เมื่อประมาณ 1 ปีก่อน(โดยเผยแพร่ข้อมูลใน https://www.brandbuffet.in.th/2017) ก็พบว่ามีคนไทยถึง 40% เชื่อถือข้อมูลที่ได้รับจากช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยจากประเทศอื่นถึง 35% และสูงกว่าประเทศอื่นที่มีการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลมายาวนานกว่า อย่างเช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
[caption id="attachment_390894" align="aligncenter" width="500"]
ยิ่งในช่วงอุณหภูมิร้อนก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ ได้เกิดข่าวลือ ข่าวปลอมขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน มีการกระพือไปอย่างรวดเร็ว อย่างการเผยแพร่ในโลกโซเซียล โดยพยายามปั่นกระแสเรื่อง “รัฐประหารซ้อน”อยู่เป็นระยะ ถึงกับปล่อยเอกสารคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลอม เรื่องปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการทหาหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ
ร้อนถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ต้องสั่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปแจ้งความดำเนินคดีกับคนที่ปล่อยข่าวจนสร้างความปั่นป่วน
ขณะเดียวกันก็ปรากฏภาพ การเคลื่อนยานพาหนะทางทหารจำนวนมาก ซึ่งมีการนำเชื่อมโยงกับวันประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น ว่าทหารกำลังจะทำอะไร กระทั้งกองทัพบกต้องรีบออกมาชี้แจงว่าเป็นเพียงลำเลียงเพื่อใช้ในการฝึก ไม่ได้ปฏิวัติแต่อย่างใด
ตัวอย่างข่าวเหล่านี้ถือเป็นข่าวลือที่พยายามสร้างให้สถานการณ์ภาพในประเทศอึมครึมและล่อแหลมขึ้นไปอีกในหลายเรื่องหลายๆกรณี แม้แต่กรณีอาฟเตอร์ช็อก เรื่องการยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่เริ่มปล่อยข่าวว่ามีกรรมการบริหารพรรคหนี้ออกต่างประเทศ
ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่า ตลอดระยะเวลาที่เหลือของการเลือกตั้ง ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ข่าวลือ ข่าวลวง คงออกมาอีกหลายระลอก เพราะเป็นเรื่องเด่นที่สุดในห้วงเวลานี้ และโซเชียลมีเดีย เป็นสื่อที่ส่งตรงและฉับไวที่สุด
เมื่อสงสัยในข่าวหรือข้อมูลใดให้ลองค้นหาใน “กูเกิล” เพราะเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ประการต่อมา ให้ตรวจสอบหรือหา “แหล่งที่มา” ว่ามาจากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้หรือไม่ หากไม่คุ้นเคยให้ลองค้นหา URL ว่าเป็นเว็บไซต์จริงหรือไม่ ประการต่อมาให้ลองตรวจ “วันที่” ในข่าวหากเป็นข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจะลงวันที่เอาไว้ด้วย เพราะบางครั้งจะมีการแชร์ข่าวเก่าที่เกิดขึ้นนานแล้ว ซึ่งข่าวแบบนี้มีการแชร์ทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันบ่อย ๆ
ประการสุดท้ายในการตรวจสอบข่าวลือคือการสอบถามโดยตรง เช่น ถามไปยังเว็บไซต์ตรวจสอบข่าวลวงต่างๆ ส่วนในไทยก็เริ่มมีแล้ว อาทิ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์เปิดตัวโครงการ “ชัวร์แล้วแชร์ได้” ทาง www.sonp.or.th เป็นต้น
“ข่าวลวง” ในประเทศไทย กำลังเป็นประเด็นร้อนถกเถียง วิพากษ์ เรียกร้อง ให้มีการกระทำบางอย่างเพื่อหยุดข่าวลวง ดังนั้น เราที่เป็นผู้เสพข่าวจึงควรเสพสื่ออย่างมีสติ ใช้วิจารณญาณให้มาก ๆ คิดให้มาก วิเคราะห์ให้มาก ดูความน่าจะเป็นให้มาก อย่าเพิ่งเชื่อข่าวประเภท “เขาเล่าว่า”เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม
จากนี้ไปการปล่อยข่าวลือข่าวลวง หรือการทำเอกสารปลอม เพื่อสร้างความปั่นป่วนหรือมุ่งหมายต่อทรัพย์ หรือหวังผลประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในทางการเมือง อาจจะไม่หยุดเพียงแต่นี้ อยู่ที่ผู้รับข่าวสารจะรับมือกับมันอย่างไร
|คอลัมน์ : ปฏิกิริยา
| โดย : ชิษณุชา เรืองศิริ
| ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
*** พบกับคอลัมน์ปฏิกิริยา อัพเดทประเด็นร้อนได้ทุกวันจันทร์






