
ตื้น-ลึก-หนา-บาง : ดี๊ดี E-Visa On Arrival เตะหมูเข้าปากใคร?
เรื่องนี้ทำเอาร้อนไปทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และรัฐบาลไทย ออกมาปัดข่าวกันจ้าละหวัน เมื่อไม่มีใบเสร็จ ไม่มีหลักฐานมายืนยัน ก็แถไถกันไป เรื่องก็เงียบหายไปตามสายลม
แต่ผลที่ตามมาแรง! เกินคาดเมื่อตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนวูบอย่างน่าวิตก จนผู้เกี่ยวข้องต้องลุกขึ้นมาเดินสายฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทัวร์จีนกันใหญ่ เพราะจีนคือตลาดนักท่องเที่ยวอันดับ 1 ของไทย เดินทางมาท่องเที่ยวถึงปีละ 10 ล้านคน 1 ใน 3 ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด
ตะลึง! จีน 1 ล้านคนต่อปีขอ VOA
ส่วนขบวนการหาผลประโยชน์กับนักท่องเที่ยว ในสนามบินก็มีมาช้านาน ปราบเท่าไรไม่เคยหมด จับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็เงียบ ๆ กันไป เพราะผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร แต่กรณีนี้พูดไม่ออกเมื่อต่างชาติที่ได้รับผลกระทบเป็นคนออกมาแฉเสียเอง
“รีดค่าหัวคิว” จากการทำ Visa on Arrival หรือวีซ่าหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง ณ สนามบิน ก็เช่นกัน เป็นเรื่องที่รู้กันแต่ไม่มีใครกล้าพูด เพราะเป็นการสมยอมระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการทัวร์จีนที่ “ยินดีจ่าย” เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องยืนขาแข็งรอคิวนานเป็นชั่วโมง เพราะยิ่งนำนักท่องเที่ยวออกจากสนามบินได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อการทำทัวร์มากเท่านั้น จึงยอมจ่ายเพื่อซื้อเวลา
ด้วยเหตุนี้กระทรวงการต่างประเทศจึงลุกขึ้นมาผุดโครงการ Thai E - Visa เปิดให้นักท่องเที่ยวกรอกเอกสารขอยื่นวีซ่าด้วยตัวเองผ่าน ออนไลน์ ได้ทุกที่ ทุกเวลา จากสมาร์ทโฟนหรือเครื่องพีซี ไปจนถึงขั้นตอนการชำระเงินผ่านธนาคารกสิกรไทย ซึ่งจะเริ่มให้บริการวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่กรุงปักกิ่ง เป็นที่แรก ก่อนขยายไปเมืองอื่น ๆ ในจีน อังกฤษ และ ฝรั่งเศส เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว แต่ระบบนี้ยังต้องส่งพาสปอร์ตไปสแตมป์วีซ่าที่สถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ อยู่ดี
[caption id="attachment_385159" align="aligncenter" width="500"]
สตม.ผนึก VFS ทะลวงปัญหา
ส่วน สตม. ใช้ไอทีมาอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวเช่นกัน โดยล่าสุดเปิดตัวโครงการ Thailand E-Visa On Arrival เป็นการร่วมมือกับเอกชนในการพัฒนาระบบ ดึงพันธมิตร VFS Global บริษัทข้ามชาติที่มีความชำนาญในการทำวีซ่าให้กับ 62 ประเทศเข้ามาดำเนินการ โดยมีแนวร่วมทั้งการบินไทย และท่าอากาศยานไทย ในฐานะเจ้าของพื้นที่ให้การสนับสนุน
โดยเพิ่งจัดงานเปิดตัวใหญ่โต เชิญระดับ รองนายกฯ บิ๊กป้อม- พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาเป็นประธาน เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา และจะเริ่มเปิดให้บริการวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ โดยประเดิมจาก 20 ประเทศ รวมเขตเศรษฐกิจไต้หวัน ซึ่งมีจีนรวมอยู่ด้วย
ปัญหานี้ สตม. เองก็ไม่สบายใจนัก แต่ก็จนใจเพราะติดขัดด้วย เรื่องงบประมาณ ไม่มีเงินมาพัฒนาเทคโนโลยี มาบริการนักท่องเที่ยว ไม่มีเงินจ้างบุคลากรเพิ่ม ไม่มีพื้นที่สำหรับเปิดเคาน์เตอร์บริการเพิ่ม สารพัดปัญหา เป็นเรื่องที่สตม.เองก็อึดอัดกันมานาน เพราะดูสวนทางกับรัฐบาลที่โหมโรงตีปี๊บหวังรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวมาก ๆ แต่ไม่ได้เหลียวหลังไปดูถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในการรองรับ ปล่อยให้นักท่องเที่ยวเผชิญชะตากรรมกันเอง
ทางออกของสตม.จึงดึงเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาไอทีและแบ่งผลประโยชน์กันในลักษณะProfit- sharing หวังอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางให้ทัดเทียมอารยประเทศ ที่สามารถยื่นคำขอวีซ่าออนไลน์ด้วยตัวเอง และรู้คำตอบภายใน 3 วัน โดยมีกุนซือคอยให้คำแนะนำ กลั่นกลองเอกสาร และเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับระบบไอทีกลางของสตม. ทำให้สามารถสกรีนได้อีกขั้นหนึ่งว่า บุคคลเหล่านี้คนไหนติดแบล็กลิสต์ ห้ามเข้าประเทศ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน เดินทางถึงสนามบินปุ๊บ ก็แค่ยื่นต.ม.สแตมป์พาสปอร์ต ผ่านเข้าเมืองได้เลย
อีกทั้งไหน ๆ จะแก้ปัญหาทั้งที สตม. ยุคบิ๊กโจ๊ก - พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ หักพาล ก็ถือโอกาสรื้อระบบ Fast Track Lane เข้า-ออก สนามบินใหม่เสียเลย จัดระเบียบให้ผู้โดยสารที่ตีตั๋วชั้น 1 และชั้นบิสิเนสของสายการบินต่าง ๆ ได้เดินเชิดหน้าเข้าช่องนี้อย่างสมศักดิ์ศรี ตรวจสอบได้ มิใช่พิมพ์บัตรปลอมขึ้นมาแอบเอาไปขายใบละ 500 -1,000 บาท “งาบ” กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
โดยมีผลตอบแทนในรูปของส่วนแบ่งค่าบริการ เฉลี่ย 525 บาทต่อรายการ ซึ่งค่ายนี้คิดสมการรายได้จากการประเมินบนพื้นฐานจำนวนนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ 1-2 ล้านคนต่อปี บริษัทก็จะมีรายได้ราว 500-600 ล้านบาทต่อปี หากเป็นไปตามเป้าหมายเอกชนก็ “รับทรัพย์พุงกาง”
ส่วนความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ สตม.จะมีรายได้จากค่าบริการ E-Visa On Arrival นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมวีซ่า Visa on Arrival 2,000 บาทต่อคน อีกรายละ 600 บาท หากนักท่องเที่ยวมายื่นขอวีซ่าหน้าด่าน Visa on Arrival ปีละ 8 ล้านคน ขอสักปีละ 1 ล้านคนที่ขอยื่นวีซ่าแบบ Thailand E-Visa On Arrival สตม. ก็รับเนาะ ๆ ไป 600 ล้านบาทต่อปี หรือถ้าได้ 2 ล้านคนก็มีรายได้ปีละ 1,200 ล้านบาทต่อปี (ยังไม่หักค่าใช้จ่าย)
เม็ดเงินก้อนโตที่ได้ สตม.คงเอาไปปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น ดูแลเจ้าหน้าที่ให้อยู่ดีมีความสุขในการทำงาน การวิ่งเต้นที่จะเข้าประจำอยู่ในสนามบินก็จะลดลง หากไม่ไปหล่นในกระเป๋าใครเสียก่อน ?
|คอลัมน์ : ตื้น-ลึก-หนา-บาง
|โดย : เรดไลออน
| ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
[caption id="attachment_385525" align="aligncenter" width="335"]






