thansettakij
thansettakij
อีซีบีดันเงินร้อนถล่มเอเชีย ไหลเข้าหุ้น-พันธบัตร ฉุดบาทแข็ง/ทองแตะ1,300ดอลล์

อีซีบีดันเงินร้อนถล่มเอเชีย ไหลเข้าหุ้น-พันธบัตร ฉุดบาทแข็ง/ทองแตะ1,300ดอลล์

15 มี.ค. 59 | 01:00 น.
ยาแรงอีซีบี ดันเงินร้อนไหลเข้าตลาดเอเชีย เผย 11 วัน นักลงทุนต่างชาติโชว์ซื้อสุทธิในหุ้นไทยแล้ว 1.6 หมื่นล้าน และในตราสารหนี้เพียง 4 วัน (7-11 มี.ค.) ทะลุ 3.3 หมื่นล้าน จับตาบาทแข็งค่ากระทบส่งออก ทองพุ่งแตะ1,300 ดอลล์ต่อออนซ์ แต่เชื่อไม่กดดันกนง.คาดประชุม 23 มี.ค.ยังยืนดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ต่อ เหตุมาตรการการคลังยังหนุนเศรษฐกิจ ขณะที่เงินบาทถึงปัจจุบัน แข็งค่า 2.3% น้อยกว่าเพื่อนบ้าน

[caption id="attachment_38014" align="aligncenter" width="500"] มาตราการผ่อนคลายทางการเงิน ECB ประกาศเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2559 มาตราการผ่อนคลายทางการเงิน ECB ประกาศเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2559[/caption]

การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา อีซีบี ได้ประกาศผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทั้งการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบ โดยลดดอกเบี้ยนโยบายการเงินมาอยู่ระดับ 0% และลดดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.1% มาอยู่ระดับ ลบ 0.4% (อ่านตารางประกอบ) พร้อม กับการเพิ่มวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE : Quantitative Easing) อีก 2 หมื่นล้านยูโร (7.75 แสนล้านบาท) เป็น 8 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน (ประมาณ 3.10 ล้านล้านบาท)โดยมาตรการดังกล่าวจะเดินหน้าจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2560 ซึ่งถือว่าใช้ยาแรงเกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ อย่างไรก็ดีนายมาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี ได้ออกมาส่งสัญญาณว่าจะไม่ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก (อ่านประกอบ : อีซีบีอัดแพคเกจกระตุ้นเงินเฟ้อ หน้า 9)

ต่อประเด็นดังกล่าวนายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (บจก.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า หลังจากอีซีบี ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่องโดยเพิ่มวงเงินในการซื้อสินทรัพย์เป็น 8 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน ตลอดจนการเข้าซื้อหุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond) ที่มีอันดับน่าลงทุนตั้งแต่ไตรมาส 2/2559 เป็นต้นไป

 เชื่ออีซีบีไม่ส่งผลให้กนง.หั่นดบ.

เชื่อว่ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินดังกล่าว จะไม่เป็นแรงกดดันให้การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง. ) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 มีนาคม 2559 ปรับท่าทีให้ต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลงตาม โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังเชื่อว่ากนง.จะยังตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5%ต่อปี เพราะยังมองว่ามาตรการการคลังยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ อีกทั้งกนง.ยังมีเวลาที่จะติดตามสถานการณ์ทั้งผลจากมาตรการกระตุ้นในประเทศและติดตามสถานการณ์ของเศรษฐกิจและการเคลื่อนไหวอัตราแลกเปลี่ยนในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม สัญญาณผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางชั้นนำหลายๆ แห่ง และความไม่แน่นอนในการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจทำให้เงินทุนต่างชาติบางส่วน ทยอยไหลเข้ามายังตลาดการเงินในภูมิภาคอีกระลอก รวมทั้งตลาดพันธบัตรและหุ้นไทย โดยตั้งแต่ต้นปีนี้ถึงปัจจุบัน ( 1 ม.ค.2559 -11 มี.ค. 2559 ) มีนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิแล้ว 8.23 พันล้านบาท และเป็นการซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 6.5 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยังระบุว่าเฉพาะช่วงวันที่ 1-11 มีนาคม 2559 นักลงทุนต่างชาติโชว์ซื้อสุทธิในหุ้นไทยเป็นเม็ดเงินถึง 1.6 หมี่นล้านบาท และเป็นการเข้าซื้อในตลาดตราสารหนี้ในช่วงเพียง 4 วัน ( 7 มี.ค. 2559-10 มี.ค. 2559 ตามข้อมูลบล.เอเชีย พลัส ) เป็นวงเงินสุทธิถึง 3.3 หมื่นล้านบาท

 บาทแข็งแตะ 35 บาท/ดอลลาร์

ส่วนเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 7 เดือนใกล้ๆ 35.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุอีกว่าหากกระแสเงินทุนยังไหลเข้าฝั่งเอเชียอย่างต่อเนื่องแล้ว สิ่งที่ภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญก็คือ การบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะมีความเสี่ยงว่าในระยะสั้นจะเห็นเงินบาทแข็งค่าทดสอบแนวต้านสำคัญทางจิตวิทยาที่ 35.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

สอดคล้องกับนายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายของอีซีบีครั้งนี้ ถือเป็นการใช้ยาแรง ซึ่งตลาดให้ฉายาว่าเป็นการใช้กระสุนปืนใหญ่"บาซูก้า"เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรป แต่การที่ประธานอีซีบีส่งสัญญาณว่าอาจไม่ลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก สะท้อนว่าอีซีบีหมดกระสุน ฉะนั้นค่าเงินยูโรจึงกลับมาแข็งค่าทันที อีกทั้ง การดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายในลักษณะนี้เป็นเวลานานทำให้ภาวะเศรษฐกิจดื้อยา ไม่ว่าจะเป็นอีซีบีหรือธนาคารญี่ปุ่น (บีโอเจ) ก็ตาม โดยการประชุมบีโอเจ ในวันที่ 14-15มีนาคมนั้น ตลาดคาดหวังให้มีการปฎิรูปธนาคารพาณิชย์ที่ยังไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มมากขึ้นแม้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ

  เงินร้อนไหลเข้าตราสารหนี้เอเชีย

อย่างไรก็ดี นักลงทุนจับตามุมมองในการประชุมเฟดวันที่ 15-16 มีนาคม 2559 ว่าจะดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่เหลืออย่างไร โดยรวมถึงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อและอัตราว่างงาน ขณะที่ซีไอเอ็มบีไทย เชื่อว่าเฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ โดยเฟดได้สะท้อนถึงความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในและย้ำจุดยืนว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป ขณะเดียวกันเศรษฐกิจทั้งยุโรปและญี่ปุ่นยังติดกับดักสภาพคล่องโดยธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถนำสภาพคล่องสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงจึงยังคงมีเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรหรือตลาดตราสารหนี้และเก็งกำไรในตลาดเกิดใหม่แทบทุกประเทศและทำให้ค่าเงินแข็งค่า

" ดังนั้น กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มจะอ่อนค่าในช่วงหลังเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูงจึงต้องบริหารความเสี่ยงและเราน่าจะเก็บกระสุนไว้ใช้ในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน"

  ชี้บาทแข็งค่าน้อยกว่าปท.เพื่อนบ้าน

ด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ อีไอซี มองว่าผลกระทบจากมาตรการอีซีบี อาจทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านจนอาจเป็นแรงกดดันให้ธปท.ต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลงได้ อย่างไรก็ดีตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมาค่าเงินบาทแข็งค่าเพียง 2.3% เทียบกับค่าเงินริงกิตมาเลเซียแข็งค่า 4.2% และค่าเงินรูเปียอินโดนีเซียแข็งค่า 5.1% (ตารางประกอบ) ดังนั้นจึงมองว่ามีโอกาสไม่มากนักที่ธปท.จะลดดอกเบี้ยในวันที่ 23 มีนาคม เพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อน และอีไอซี ยังมองว่าเฟดมีโอกาสจะขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาส 2 และไตรมาส 4 ของปีนี้ ทำให้ค่าเงินบาทยงมีแนวโน้มอ่อนค่า โดยประมาณว่าค่าเงินบาทจะอยู่ระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ฯในช่วงสิ้นปีนี้

  กบข.เตือนรับมือผันผวนสูง

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) ให้ความเห็นว่า การดำเนินคิวอี ภาคสองโดยอีซีบี จะทำให้ฟันด์โฟลว์ไหลกลับตลาดเกิดใหม่รวมตลาดหุ้น-ตลาดพันธบัตรในไทย แต่มองว่าไม่ได้เป็นพายุลูกใหญ่เหมือนคิวอีภาคแรก(สหรัฐอเมริกาใช้)

นอกจากนี้ยังอาจเป็นเพียงกระแสสั้นๆ และมีความผันผวนสูง ดังนั้นผู้ลงทุนต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด รวมถึงกบข.เองด้วย

 ทิสโก้เชื่อส่งผลต่อดีต่อศก.ไทย

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า มาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินของอีซีบีในครั้งนี้ถือว่าเกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ แต่เชื่อว่าจะเป็นผลดีทำให้เศรษฐกิจกลุ่มยุโรปประคับประคองต่อได้ และคาดยังเป็นแนวทางที่อีซีบีจะดำเนินการต่อจนกว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 2 % ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อเศรษฐกิจไทย เพราะหากแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปฟื้นก็จะส่งผลให้การค้าการส่งออกไทยได้รับผลประโยชน์ตามไปด้วย อีกทั้งการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มอีกเดือนละ 2 หมื่นล้านยูโร เป็น 8 หมื่นล้านยูโร จะทำให้เงินส่วนหนึ่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยจากการที่นักลงทุนแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่า

"ตลาดหุ้นไทยมีเงินไหลออกมาตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาประมาณ 4 แสนล้านบาท โดยที่ปีนี้มีการไหลกลับมานิดหน่อย อย่างไรก็ดีตลาดหุ้นไทยในปีที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานดีติดใน 1 ใน 3 อันดับของโลก เพราะฉะนั้นจึงน่าจะเตะตานักลงทุนต่างชาติอยู่บ้าง ซึ่งน่าจะช่วยให้มีทุนไหลเข้ามาแต่อาจไม่มาก เนื่องจากติดปัญหาเรื่องของการเมือง แต่คาดว่าจะไหลเข้ามามากขึ้นหลังจากที่ผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้ว"

  ตลาดหุ้นไทยได้ประโยชน์ระยะสั้น

ด้านนายชยนนท์ รักกาญจนันท์ กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) อินฟินิติ กล่าวว่า ตลาดหุ้นฝั่งยุโรป และสหรัฐฯ ตอบรับเชิงลบ เนื่องจากนายมาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี ส่งสัญญาณว่าหลังจากนี้จะไม่ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ดังนั้นจึงทำให้นักลงทุนกังวลว่าหากเศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวมากกว่าระดับปัจจุบัน อีซีบีจะขาดเครื่องมือในการรับมือ ส่วนตลาดหุ้นฝั่งเอเชียจะได้ประโยชน์ระยะสั้นจากมาตรการที่ออกมา เนื่องจากดอกเบี้ยยูโรที่ต่ำกว่า ทำให้เงินทุนบางส่วนเคลื่อนย้ายมาตลาดเอเชียรวมถึงไทยมากขึ้น ในขณะที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไทยก็ไม่ได้ชะลอตัวมาก

เช่นเดียวกันจะมีเงินระยะสั้นที่จะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ถ่างมากขึ้น ดึงดูดให้เงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาหาผลตอบแทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเคลื่อนย้ายเงินทุนในช่วงที่ผ่านมา เริ่มมีความผันผวนมากขึ้น และยังมีการประชุมธนาคารกลางอีก 2 แห่งคือธนาคารกลางญี่ป่น หรือบีโอเจ (BOJ) (14-15 มีนาคม 2559) และธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Fed) ( 15-16 มีนาคม 2559 ) ต่อเนื่องกัน ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน

 ทองคำแตะ 1,300 ดอลลาร์/ออน

ด้านแนวโน้มของราคาทองคำ นายกฤชรัตน์ หิรันยศิริ ประธานกรรมการ MTS Gold แม่ทองสุก กล่าวว่า การดำเนินการของอีซีบีเป็นการดำเนินการที่เกินกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก โดยภาพรวมตามธรรมชาติภาพการลดดอกเบี้ยของอีซีบีจะต้องทำให้เงินยูโรอ่อนค่า แต่ปรากฏว่าค่าเงินยูโรอ่อนค่าในช่วงระยะเวลาไม่นาน เนื่องจากตลาดตีโจทย์ว่าการทำคิวอีจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ อีกทั้งการออกมาระบุว่าจะไม่มีการลดดอกเบี้ยอีก ทำให้ค่าเงินยูโรที่อ่อนกลับแข็งค่า เช่นเดียวกับราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นมาเหนือความคาดหมาย ส่งผลให้ภาพรวมของตลาดเป็นแนวโน้มขาขึ้น

ทั้งนี้ การอัดฉีดเม็ดเงินดังกล่าวทำให้เงินไหลจากสินทรัพย์เสี่ยงมาสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำได้มีการปรับฐานไปแล้ว ดังนั้นช่วงนี้จึงกลายเป็นขาขึ้น โดยเชื่อว่าในภาพรวมน่าจะค่อยๆกลับไปแตะที่ระดับ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากจะเห็นได้ว่าก่อนหน้านี้มีการปรับตัวขึ้นจาก 1,240 ดอลลาร์สหรัฐเป็น 1,270 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปรับขึ้นมาถึง 30 เหรียญ เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าระดับ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์จึงมีความเป็นไปได้ แต่จะต้องเป็นการทยอยสะสมโดยเชื่อว่าไม่เกินเดือนมีนาคม ราคาน่าจะอยู่ที่ระดับแนวต้านดังกล่าวได้

“ข้อแนะนำนักลงทุน ให้ลงทุนตามแนวโน้มของตลาดขาขึ้น เชื่อยังขึ้นต่อไปได้ไม่น้อยกว่า 1-2 เดือน แต่จะต้องยอมรับในความผันผวนที่จะเกิดขึ้นตลอดโดยหากราคาชนแนวต้านก็ขาย ราคาลงก็ซื้อ”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,139 วันที่ 13 - 16 มีนาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline