
ร้อง3ปัญหาใหญ่ทุบพริกไทยเอฟทีเอ-นโยบายรัฐ-พันธุ์ไม่เอื้อ/พาณิชย์เร่งช่วยหาตลาด
ผู้ปลูกพริกโวยเจอมรสุม 3 เด้ง เปิดเอฟทีเอ สินค้าจากจีน อินเดีย เพื่อนบ้านอาเซียนไหลทะลัก รัฐไร้มาตรการสกัด ปี 58 นำเข้ากว่า 6.94 หมื่นตัน ขณะนโยบายรัฐหนุนปลูกทดแทนทำนา ส่งผลพื้นที่ปลูกพุ่งกว่า 5 แสนไร่ แย่งกันขายทำราคารูดไร้เสถียรภาพ แฉปีที่แล้วต่ำสุดเหลือแค่ กก.ละ 8 บาท เด้งสาม ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกรอบทำต้นทุนพุ่ง พาณิชย์ไฟลนก้น รับหน้าเสื่อช่วยหาตลาด
[caption id="attachment_37908" align="aligncenter" width="503"]
ปริมาณการนำเข้าพริกของไทยรอบ 4 ปี[/caption]
นายสราวุฒิ ศรีนาม เกษตรกรผู้ปลูกพริก จังหวัดศรีสะเกษ และในฐานะประธานคณะกำหนดด้านพริกและพืชผักเศรษฐกิจ สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าผลจากการเปิดเสรีการค้า(เอฟทีเอ)ระหว่างไทยกับจีนและอินเดีย รวมทั้งความตกลงเปิดเสรีสินค้า (ATIGA-Asean Trade in Goods)ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)มีผลทำให้พริกราคาถูกจากจีน อินเดีย และจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่นกัมพูชา ที่มีชายแดนติดกันทะลักเข้ามาจำนวน ซึ่งสามารถนำเข้ามาได้เพราะไม่มีด่านกักกันหรือมีการตรวจด้านสุขอนามัยพืชเลย ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกพริกซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยในเวลานี้อย่างมาก
ทั้งนี้จากสถิติในปี 2558 (ดูตารางประกอบ) มีสินค้าพริกแห้งที่ผ่านด่านศุลกากรเข้ามาในประเทศปริมาณรวม 57.4 ล้านกิโลกรัม(5.74 หมื่นตัน) โดยสัดส่วน 91% นำเข้าจากอินเดีย และ 9% นำเข้าจากจีน ส่วนพริกสดมีการนำเข้า 12 ล้านกิโลกรัม(1.20 หมื่นตัน) โดยสัดส่วน 99% นำเข้าจากจีน ที่เหลืออีก 1% จากหลายประเทศ ซึ่งทั้งสองส่วนรวมกันมีการนำเข้าในปีที่ผ่านมากว่า 69.4 ล้านกิโลกรัม( 6.94 หมื่นตัน)
"การนำเข้าพริกจำนวนมาก มีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาพริกในประเทศตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน เพราะพริกที่นำเข้าโดยเฉลี่ยมีราคาถูกกว่าพริกที่ผลิตในประเทศ 5-10 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาพริกหน้าสวนของเกษตรกรไทยโดยเฉลี่ยทั่วประเทศ ณ วันที่ 4 มีนาคม 2559 อยู่ที่กิโลกรัมละ 30 บาท ปรับตัวดีขึ้นมาเล็กน้อย จากต้นเดือนกุมภาพันธ์ราคาประมาณกิโลกรัมละ 20 บาท และปีที่แล้วเคยตกต่ำสุดเหลือกิโลกรัมละ 8 บาท" นายสราวุฒิ กล่าวและว่า
ในภาพรวมต้นทุนการผลิตพริกของเกษตรกรไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนค่าแรงงานเฉลี่ย 7-10 บาท/กิโลกรัม ส่วนของเมล็ดพันธุ์ ราคาคงที่ เนื่องจากมีบริษัททั้งไทยและต่างชาติแข่งขันกันสูง แต่ก็มีความเสี่ยงเพราะเกษตรกรจะต้องซื้อพันธุ์พริกลูกผสม(ไฮบริด)ทำให้ไม่สามารถที่จะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ขยายการปลูกต่อได้ ต้องซื้อใหม่ทุกปี ซึ่งก็น่าแปลกใจที่ศูนย์วิจัยพันธุ์พืชมีพันธุ์พริกที่เป็นสายพันธุ์ของไทยกว่า 300 สายพันธุ์ แต่ไม่ได้มาพัฒนาเพื่อทางการค้าเลย เพราะหากพัฒนาเชื่อว่าเกษตรกรคงสนใจซื้อเพราะสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ขยายต่อได้ อย่างน้อย 2-3 รอบก็ยังดี
นอกจากผลกระทบจากพริกนำเข้าแล้ว นายสราวุฒิ กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งยังมีผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนา ซึ่งพริกเป็นหนึ่งในพืชที่ส่งเสริม ผลจากนโยบายดังกล่าวคาดเวลานี้พื้นที่ปลูกพริกทั่วประเทศจะเพิ่มเป็น 5 แสนไร่ จากปี 2557 มีประมาณ 3 แสนไร่ ขณะที่ตลาดไม่ได้มีการเพิ่มช่องทางใหม่ๆ ทำให้ต้องแย่งกันขาย อาทิ ตลาดนัด ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้า ร้านอาหาร เป็นต้น จากปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบทำให้พริกราคาตกต่ำเป็นระยะๆ
"ทางกลุ่มเกษตรกรได้ยื่นหนังสือถึงนางชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อร้องเรียนถึงปัญหาและให้ช่วยหาทางแก้ไข ซึ่งปลัดได้มอบอำนาจให้นายชัยณรงค์ โชไชย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ มารับเรื่อง โดยเราเสนอว่าภาครัฐควรจะมีกำหนดมาตรฐานสุขอนามัยพืช เช่นเรื่องสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่างๆ เพื่อสกัดพริกนำเข้า และปกป้องเกษตรกรรายย่อย"
อย่างไรก็ดีผู้ตรวจ ได้ชี้แจงถึงสาเหตุที่ไม่ได้มีมาตรการควบคุมการนำเข้าในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้จัดพริกเป็นพืชเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าหากกำหนดเป็นพืชเศรษฐกิจมาตรการต่างๆ จะมีขึ้นทันที เช่น การกำหนดปริมาณนำเข้า ช่วงเวลานำเข้า รวมถึงมาตรฐานสุขอนามัย ในลักษณะเดียวกับสินค้าข้าว มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน โดยทางกระทรวงได้รับปากจะหาทางช่วยเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายให้เพื่อดึงราคาในประเทศให้เพิ่มขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,139 วันที่ 13 - 16 มีนาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_37908" align="aligncenter" width="503"]
นายสราวุฒิ ศรีนาม เกษตรกรผู้ปลูกพริก จังหวัดศรีสะเกษ และในฐานะประธานคณะกำหนดด้านพริกและพืชผักเศรษฐกิจ สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าผลจากการเปิดเสรีการค้า(เอฟทีเอ)ระหว่างไทยกับจีนและอินเดีย รวมทั้งความตกลงเปิดเสรีสินค้า (ATIGA-Asean Trade in Goods)ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)มีผลทำให้พริกราคาถูกจากจีน อินเดีย และจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่นกัมพูชา ที่มีชายแดนติดกันทะลักเข้ามาจำนวน ซึ่งสามารถนำเข้ามาได้เพราะไม่มีด่านกักกันหรือมีการตรวจด้านสุขอนามัยพืชเลย ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกพริกซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยในเวลานี้อย่างมาก
ทั้งนี้จากสถิติในปี 2558 (ดูตารางประกอบ) มีสินค้าพริกแห้งที่ผ่านด่านศุลกากรเข้ามาในประเทศปริมาณรวม 57.4 ล้านกิโลกรัม(5.74 หมื่นตัน) โดยสัดส่วน 91% นำเข้าจากอินเดีย และ 9% นำเข้าจากจีน ส่วนพริกสดมีการนำเข้า 12 ล้านกิโลกรัม(1.20 หมื่นตัน) โดยสัดส่วน 99% นำเข้าจากจีน ที่เหลืออีก 1% จากหลายประเทศ ซึ่งทั้งสองส่วนรวมกันมีการนำเข้าในปีที่ผ่านมากว่า 69.4 ล้านกิโลกรัม( 6.94 หมื่นตัน)
"การนำเข้าพริกจำนวนมาก มีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาพริกในประเทศตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน เพราะพริกที่นำเข้าโดยเฉลี่ยมีราคาถูกกว่าพริกที่ผลิตในประเทศ 5-10 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาพริกหน้าสวนของเกษตรกรไทยโดยเฉลี่ยทั่วประเทศ ณ วันที่ 4 มีนาคม 2559 อยู่ที่กิโลกรัมละ 30 บาท ปรับตัวดีขึ้นมาเล็กน้อย จากต้นเดือนกุมภาพันธ์ราคาประมาณกิโลกรัมละ 20 บาท และปีที่แล้วเคยตกต่ำสุดเหลือกิโลกรัมละ 8 บาท" นายสราวุฒิ กล่าวและว่า
ในภาพรวมต้นทุนการผลิตพริกของเกษตรกรไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนค่าแรงงานเฉลี่ย 7-10 บาท/กิโลกรัม ส่วนของเมล็ดพันธุ์ ราคาคงที่ เนื่องจากมีบริษัททั้งไทยและต่างชาติแข่งขันกันสูง แต่ก็มีความเสี่ยงเพราะเกษตรกรจะต้องซื้อพันธุ์พริกลูกผสม(ไฮบริด)ทำให้ไม่สามารถที่จะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ขยายการปลูกต่อได้ ต้องซื้อใหม่ทุกปี ซึ่งก็น่าแปลกใจที่ศูนย์วิจัยพันธุ์พืชมีพันธุ์พริกที่เป็นสายพันธุ์ของไทยกว่า 300 สายพันธุ์ แต่ไม่ได้มาพัฒนาเพื่อทางการค้าเลย เพราะหากพัฒนาเชื่อว่าเกษตรกรคงสนใจซื้อเพราะสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ขยายต่อได้ อย่างน้อย 2-3 รอบก็ยังดี
นอกจากผลกระทบจากพริกนำเข้าแล้ว นายสราวุฒิ กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งยังมีผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนา ซึ่งพริกเป็นหนึ่งในพืชที่ส่งเสริม ผลจากนโยบายดังกล่าวคาดเวลานี้พื้นที่ปลูกพริกทั่วประเทศจะเพิ่มเป็น 5 แสนไร่ จากปี 2557 มีประมาณ 3 แสนไร่ ขณะที่ตลาดไม่ได้มีการเพิ่มช่องทางใหม่ๆ ทำให้ต้องแย่งกันขาย อาทิ ตลาดนัด ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้า ร้านอาหาร เป็นต้น จากปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบทำให้พริกราคาตกต่ำเป็นระยะๆ
"ทางกลุ่มเกษตรกรได้ยื่นหนังสือถึงนางชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อร้องเรียนถึงปัญหาและให้ช่วยหาทางแก้ไข ซึ่งปลัดได้มอบอำนาจให้นายชัยณรงค์ โชไชย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ มารับเรื่อง โดยเราเสนอว่าภาครัฐควรจะมีกำหนดมาตรฐานสุขอนามัยพืช เช่นเรื่องสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่างๆ เพื่อสกัดพริกนำเข้า และปกป้องเกษตรกรรายย่อย"
อย่างไรก็ดีผู้ตรวจ ได้ชี้แจงถึงสาเหตุที่ไม่ได้มีมาตรการควบคุมการนำเข้าในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้จัดพริกเป็นพืชเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าหากกำหนดเป็นพืชเศรษฐกิจมาตรการต่างๆ จะมีขึ้นทันที เช่น การกำหนดปริมาณนำเข้า ช่วงเวลานำเข้า รวมถึงมาตรฐานสุขอนามัย ในลักษณะเดียวกับสินค้าข้าว มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน โดยทางกระทรวงได้รับปากจะหาทางช่วยเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายให้เพื่อดึงราคาในประเทศให้เพิ่มขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,139 วันที่ 13 - 16 มีนาคม พ.ศ. 2559






