thansettakij
thansettakij
แบงก์รับบริหารเงินคนรวยหย่อนเป้าแต่ไม่ขาดทุน

แบงก์รับบริหารเงินคนรวยหย่อนเป้าแต่ไม่ขาดทุน

16 มี.ค. 59 | 12:00 น.
แบงก์ปรับกลยุทธ์บริหารเงินลูกค้าเศรษฐีรับตลาดผันผวน "กสิกรไทย" เผยเห็นสัญญาณนักลงทุนหน้าใหม่โยกถือเงินสด-เงินฝากพุ่ง ยอมรับผลตอบแทนระยะสั้นหย่อนเป้าจาก 6-7% เหลือ 4-5% ด้าน "กรุงไทย" ชูกลยุทธ์กระจาย Wealth Hub 82 เขต ดูดลูกค้าใช้บริการ ตั้งเป้าโตฐานลูกค้า-สินทรัพย์ AUM 15% จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.5 แสนล้านบาท ส่วน "ไทยพาณิชย์" ชี้ลูกค้าระวังตัวมากขึ้น แต่โอกาสโตอีกเพียบ แนะลงทุนตลาดที่ให้ปันผลคงที่

นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจบริการไพรเวตแบงก์ สายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ทิศทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างผันผวนและมีทิศทางไม่ชัดเจน จะเห็นว่าในช่วงเดือนมกราคมตลาดหุ้นผลงานออกมาแย่ที่สุดในรอบ 10 ปี จากสัญญาณดังกล่าวทำให้ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา ธนาคารได้ปรับกลยุทธ์การบริหารพอร์ตลงทุนกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง หรือกลุ่มไพรเวตแบงก์เป็นหมวดระมัดระวังและแนะนำหันมาถือเงินสดมากขึ้น ขณะเดียวกัน จากแนวโน้มตลาดหุ้นที่ผันผวน อาจส่งผลให้การสร้างผลตอบแทน (Yield) จากการลงทุนปีนี้ในระยะสั้น 1-2 ปี จากเดิมที่วางกรอบไว้ที่ระดับ 6-7% อาจจะปรับลดลงเหลือ 4-5% ส่วนกรอบค่าเฉลี่ยผลตอบแทนระยะยาวยังอยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้ตามกรอบที่ตั้งเป้าไว้ 6-7%

ทั้งนี้ ภายใต้การปรับพอร์ตการลงทุนจากสินทรัพย์เสี่ยงสู่สินทรัพย์ปลอดภัย หรือ (Risk Off) ธนาคารแนะนำการลงทุน แบ่งเป็น ตราสารหนี้ประมาณ 50% เงินสด 10% และปรับการถือหุ้นต่ำกว่า 30% โดยหันมาถือทองคำในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวถือว่าเป็นหมวดระวังภัย อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์หุ้นที่ไม่ค่อยดีในช่วงต้นปี ทำให้นักลงทุนเกิดความตกใจ โดยเฉพาะนักลงทุนหน้าใหม่ที่ลองเข้ามาลงทุนในช่วงต้นปีหรือกลางปีก่อน ซึ่งไม่เคยจัดพอร์ตการลงทุนมาก่อน แต่เข้ามาลงทุน เนื่องจากต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ดังนั้น เมื่อเกิดสถานการณ์ความผันผวนจะเห็นลูกค้ากลุ่มนี้ประมาณ 50% ทิ้งพอร์ตลงทุนหันไปฝากเงินเหมือนเดิม และอีกประมาณ 50% ที่ถือพอร์ตต่อเพราะทนรับการขายขาดทุนไม่ได้ ส่วนนักลงทุนสถาบันรายใหญ่จะมีลักษณะการปรับพอร์ตการลงทุนสู่หมวดปลอดภัยแทนการทิ้งพอร์ต เนื่องจากรับความเสี่ยงได้มากกว่านักลงทุนรายย่อยหรือนักลงทุนหน้าใหม่

ธนาคารยังมีผลิตภัณฑ์กองทุนที่มีสามารถรองรับเข้ากับสถานการณ์ความผันผวนได้ดี ภายใต้กองทุน K-SGM จะมีกลไกปรับพอร์ตต่อเนื่อง โดยจะมีการจับสัญญาณทุกสัปดาห์จากข้อมูลเศรษฐกิจจำนวน 2 ชุด เป็นข้อมูลนำและข้อมูลตาม ที่จะมีการวิเคราะห์เศรษฐกิจตามดัชนีชี้วัดต่างๆ ซึ่งเหมาะสมกับภาวะตลาดมีความไม่แน่นอนและผันผวนสูง จะเห็นว่ากองทุนดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างมาก หลังจากมีการเปิดตัวเพียง 2 เดือน ปัจจุบันมีเงินลงทุนในกองทุนดังกล่าวแล้วกว่า 3 พันล้านบาท และคาดว่ากองทุนจะเติบโตได้เพิ่มขึ้นเป็น 6 พันล้านบาทในระยะเวลาอันสั้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดโดยรวมและความเข้าใจของลูกค้าด้วย

"จากภาวะตลาดตอนนี้ที่มีความผันผวนสูง ยอมรับว่าการบริหารพอร์ตปีนี้คงไม่ได้ขาดทุน แต่ก็คงไม่เข้าเป้าที่ตั้งไว้ เพราะเราปรับพอร์ตเข้าสู่ทรัพย์สินปลอดภัยผลตอบแทนต้องลดลงแน่ๆ แต่ระยะยาวเรายังอยู่ในกรอบที่ทำได้ ส่วนนักลงทุนหน้าใหม่อาจจะเห็นมูฟจากการลงทุนไปสู่เงินฝาก แต่คงไม่มากอย่างมีนัยสำคัญ"

[caption id="attachment_38064" align="aligncenter" width="338"] ชัยณรงค์ เอื้อสิทธิชัย  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย บมจ.ธนาคารกรุงไทย ชัยณรงค์ เอื้อสิทธิชัย
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย บมจ.ธนาคารกรุงไทย[/caption]

นายชัยณรงค์ เอื้อสิทธิชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย บมจ.ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง หรือ กลุ่มลูกค้า KTB Precious ปีนี้ธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตทั้งในแง่จำนวนฐานลูกค้าและสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ 15% ปัจจุบันมีฐานลูกค้าจำนวนกว่า 1 แสนราย และ AUM อยู่ที่ 6.5 แสนล้านบาท โดยกลยุทธ์หลังจากที่มีการเสนอเรื่องของสิทธิประโยชน์ได้เทียมเท่ากับตลาดแล้ว ในปีนี้ธนาคารจะให้ความสำคัญในเรื่องของการปรับโครงสร้างองค์กรและพัฒนาบุคลากรลูกค้าสัมพันธ์ (RM) ให้มีศักยภาพ เพื่อรองรับการขยายตัวของลูกค้ากลุ่มดังกล่าว

ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ จะเป็นการปรับให้มีหน่วยงานใหม่ ที่เรียกว่า Wealth Hub ที่จะมีเจ้าหน้าที่อาร์เอ็มคอยประสานงานกับสาขา โดยธนาคารจะขยายจุด Wealth Hub ไปตามเขตต่างๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 82 เขต จากปัจจุบันสามารถเปิดไปแล้วจำนวน 40-50 เขต เนื่องจากเป็นโครงการต่อเนื่องจากสิ้นปีก่อน คาดว่าจะขยายจุดครบตามเป้าหมายได้ภายในกลางปีนี้อย่างแน่นอน ซึ่งหลังจากขยายจุดรองรับลูกค้าธนาคารเชื่อว่าจะช่วยให้เป้าหมายฐานลูกค้าและสินทรัพย์ได้ตามเป้า เพราะหากดูตัวเลขการเติบโตของลูกค้ากลุ่มนี้ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก และมีจำนวนมากที่ยังไม่ได้ใช้บริการธนาคารกรุงไทย หรือใช้บริการอยู่แต่สินทรัพย์ยังน้อยอยู่ การจัดตั้งฮับจะช่วยให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ภายใต้ความผันผวนธนาคารแนะนำการบริหารพอร์ตลงทุนที่มีความปลอดภัย และถือระยะสั้น เช่น เงินฝาก กองทุนรวม ส่วนหุ้นควรลงในตัวที่มีพื้นฐานจ่ายเงินปันผลคงที่ เป็นต้น ทั้งนี้ หากเป็นลูกค้าที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ-ระยะสั้น ควรลงทุนสินทรัพย์สภาพคล่อง เงินฝาก ประมาณ 10-15% สินทรัพย์เสี่ยงต่ำ พันธบัตร-หุ้นกู้ 10-15% และสินทรัพย์รายได้คงที่ 40-50% ที่เหลือหุ้น 10-15% โดยกลุ่มนี้ผลตอบแทน (Yield) เฉลี่ยกว่า 1% หากเป็นพอร์ตเสี่ยงต่ำ-ระยะยาวผลตอบแทนอยู่ที่ 3% และกลุ่มที่รับความเสี่ยงสูง จะเพิ่มสัดส่วนลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเป็น 40% แต่ไม่แนะนำให้ลงทุน 70-80% ของพอร์ต ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 4-5%

"ช่วงนี้อย่าเพิ่งจัดพอร์ตหรือลงทุนอะไรที่มีความเสี่ยงสูง ลงอะไรที่ปลอดภัยและระยะสั้นไว้ก่อน หากภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดชัดเจนค่อนกลับมาจัดพอร์ตดู โดยผลตอบแทนอาจจะไม่ได้กระทบ เพราะธนาคารแนะนำลูกค้าในผลตอบแทนที่เป็นปัจจุบัน ดังนั้นความเสี่ยงต่ำ 1-2% ส่วนเสี่ยงสูง 4% ยังเห็นได้"

นางสาวลลิตภัทร ธรณวิกรัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายลูกค้าธนบดีธนกิจ บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า แม้ว่าตลาดปีนี้จะมีความผันผวนค่อนข้างมาก อาจจะเห็นลูกค้าระมัดระวังตัวในการเลือกการลงทุนมากขึ้น แต่หากมองภาพรวมธุรกิจลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง หรือ Private Banking ธนาคารยังมองว่ามีโอกาสเติบโตได้ แต่อาจจะเลือกการลงทุนในตลาดที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ลูกค้ายอมรับได้ และปัจจุบันธนาคารกำลังอยู่ระหว่างการออกผลิตภัณฑ์มา รองรับการลงทุนและปรับปรุงรูปแบบการลงทุนของลูกค้ากลุ่มนี้ให้เหมาะสมและมีทางเลือกมากขึ้น

ทั้งนี้ ภายใต้ความผัวผวนของตลาด ธนาคารแนะนำลูกค้าที่สามารถรับความเสี่ยงต่ำ อาจจะเลือกลงทุนในตลาดที่ให้ผลตอบคงที่ หรือปันผลคงที่ (Fixed Income) อาทิ กองทุนรวม กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ตราสารหนี้ และสินทรัพย์สภาพคล่อง ซึ่งกลุ่มนี้ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มรับความเสี่ยงสูง แม้ว่าตลาดหุ้นอาจจะผันผวนขึ้นลง แต่เชื่อว่ายังเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มนี้

"ปีนี้อาจจะเห็นลูกค้าระมัดระวังมากขึ้น เพราะอาจมีบางกลุ่มบาดเจ็บจากปีก่อน แต่โดยภาพรวมธนาคารมองว่ายังมีโอกาสสำหรับลูกค้า แต่อาจต้องเลือกลงทุนให้เหมาะสม เช่น คนที่บาดเจ็บจากปีก่อนอาจจะเลือกลงทุนในตัวที่ให้ผลตอบแทนคงที่พวกกอง REIT ไปก่อน แบงก์เองก็จะมีผลิตภัณฑ์ออกมาให้ลูกค้าเลือกลงทุน"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,139 วันที่ 13 - 16 มีนาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline