thansettakij
thansettakij
พลิกวิกฤติสร้างโอกาส เมื่อถูก Disruption

พลิกวิกฤติสร้างโอกาส เมื่อถูก Disruption

12 ม.ค. 62 | 09:30 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ม.ค. 62 | 15:52 น.
Disruption นำมาซึ่งวิกฤติและโอกาสในเวลาเดียวกัน นี่เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจ จากจัดงาน “วันนักบริหารงานบุคคลประจำปี 2561” ของสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ในหัวข้องานสัมมนา “Disrupt to Design HR”

จากงานสัมมนาดังกล่าว สรุปข้อมูลวิกฤตที่เกิดจากการ Disruption สามารถสร้างผู้นำที่มีศักยภาพขึ้นได้ โดยผู้นำรุ่นใหม่ควรคำนึงถึงความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อทำการออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทของคนยุค Millennial

การพัฒนาภาวะผู้นำ ในด้านประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness) ไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันแบบ VUCA World ซึ่งหมายถึง ความผันผวน (Volatility) ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ความสลับซับซ้อน (Complexity) ความคลุมเครือ (Ambiguity) หากเป็นเช่นนั้น ก็จำเป็นจะต้องเสริมความยืดหยุ่นแบบ Flexpert (Flexible + Expert) ให้มากขึ้นด้วย

ผู้นำในอนาคตจะต้องมี นวัตกรรม (Innovation) และ dkiร่วมมือ (Collaboration) มากขึ้น ผู้นำต้องมีความสามารถในการโน้มน้าว และดึงคนจากหลากหลายกลุ่มมาทำงานร่วมกันได้ ความเป็นผู้นำจะไม่ได้วัดกันที่ตำแหน่งงาน ทุกคนสามารถสลับกันขึ้นมาเป็นผู้นำได้ ทำให้การทำงานเป็นแบบ Team Centric มากขึ้น

ก่อนที่จะสร้างนวัตกรรมมา เพื่อ Disrupt คนอื่น ผู้นำต้องเริ่ม Disrupt ตัวเองก่อน โดยการนำแนวคิดของการสร้างนวัตกรรม มาช่วยให้คนเกิดการเรียนรู้ได้เร็วขึ้นด้วยแนวทางของการปฏิบัติหลักๆ คือ เชื่อมเพื่อจำ (Associating) ถามเพื่อขยับสมอง(Questioning) ส่องและสังเกต (Observing) ลองและขอ feedback และ และเปลี่ยนกับผู้อื่น (Networking and Experimenting)

โปรโมทแทรกอีบุ๊ก นอกจากนี้ ยังต้องผสมผสานด้วยทักษะที่จะช่วยให้คนทำงานอยู่รอดในอนาคต ได้แก่ 1. การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและการปรับตัว ( Continuous Learning and Adaptability) 2. ความใฝ่รู้ (Curiosity) 3. การร่วมมือ (Collaboration) 4. การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และ 5. ความกล้าหาญ (Courage)

ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้ความต้องการของมนุษย์มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การนำกระบวนการคิดแบบ Design Thinking มาใช้ จะช่วยค้นหา unmet need หรือความต้องการที่คาดไม่ถึง ซึ่งเป็นความต้องการอย่างลึกซึ้งของลูกค้าได้ และนำไปสู่ความเข้าใจในการแก้ปัญหาทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง เรียกว่า เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งสำหรับลูกค้าแล้ว unmet need นี้ จะตอบโจทย์ความต้องการส่วนลึก ที่แม้แต่ตัวลูกค้าเองก็อาจจะยังไม่รู้ถึงความต้องการนี้ด้วยซ้ำ

Design Thinking เป็นกระบวนการคิดที่ใช้การทำความเข้าใจในปัญหาต่างๆ อย่างลึกซึ้ง โดยเอาผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง และนำเอาความคิดสร้างสรรค์และมุมมองจากคนหลายๆ สายมาสร้างไอเดีย แนวทางการแก้ไข และนำเอาแนวทางต่างๆ นั่นมาทดสอบและพัฒนา เพื่อให้ได้แนวทางหรือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับผู้ใช้และสถานการณ์นั้นๆ

หลักสำคัญของการทำ Design Thinking เริ่มต้นที่ การเอาใจใส่ (Empathize) เพื่อสร้าง Customer Experience ประกอบด้วย การสังเกต การพูดคุย ซักถาม โดยเปลี่ยนจากคำถามว่า "อะไร" เช่น ลูกค้องต้องการอะไร ลูกค้าอยากได้อะไร มาเป็นคำถามว่า "ทำไม"...ทำไมถึงอยากได้สิ่งนั้น และสุดท้าย ต้องเข้าไปเรียนรู้การใช้ชีวิตของลูกค้าจริงๆ

หากผู้นำสามารถผสมผสานทุกอย่างเข้าด้วยการได้อย่างลงตัว ก็เชื่อว่า ผู้นำจะสามารถนำพาองค์กรให้ผ่านการถูก Disrupton ได้ไม่ยาก

หน้า 22-23 ฉบับที่ 3,434 วันที่ 10 - 12 มกราคม พ.ศ. 2562

595959859
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • strategy