
โออิชิ กรุ๊ปหวังโกยยอด1.4หมื่นล้าน
เปิดแผน โออิชิ กรุ๊ปฯ อัดงบ 1.5 พันล้าน ปูพรมรุกตลาดเต็มสูบ ทั้งกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม หวังย้ำจุดยืนผู้นำทั้ง2เซกเมนต์ในระดับภูมิภาค วาดเป้าสิ้นปีโกยยอดขายทั้งกรุ๊ป 1.4 หมื่นล้าน
นายมารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง แผนการดำเนินธุรกิจของบริษัททั้งในส่วนของกลุ่มธุรกิจอาหารและกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม ว่าปีนี้จะให้ความสำคัญกับเรื่องความแข็งแกร่งและยอดขาย เพื่อให้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ทั้งในระดับภูมิภาคและในประเทศ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดพร้อมรักษาฐานการเติบโต และผลกำไรเป็นตัวเลข2หลักตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ 2020 ของกลุ่มไทยเบฟ ผ่านการสร้างความหลากหลายของพอร์ตสินค้าทั้งในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และการใช้ความแข็งแกร่งของบริษัทในเครือไม่ว่าจะเป็น เอฟ แอนด์ เอ็น , เสริมสุข ,บีเจซี และไทยเบฟ ในการกระจายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งมีแผนการลงทุนสำหรับทั้ง 2 กลุ่มธุรกิจจำนวน 1.5 พันล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในส่วนของไลน์การผลิตสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มเส้นที่ 4 ที่ 950 ล้านบาท รองรับตลาดได้ 2 ปี ก่อนจะมีการขยายไลน์การผลิตเพิ่ม การลงทุนส่วนของธุรกิจอาหาร 390 ล้านบาท และส่วนกิจกรรมอื่นๆ 160 ล้านบาท
โดยกลุ่มธุรกิจอาหารจะให้ความสำคัญกับการขยายสาขาภายในประเทศทั้งสิ้น 30 แห่ง จากปัจจุบันมีสาขาของแบรนด์ในเครือทั้งหมด 241 แห่ง โดยมีแบรนด์ชาบูชิ นิกุยะ และคาคาชิ เป็นแบรนด์เรือธง ทั้งเตรียมศึกษาตลาดเพื่อรีแบรนด์ร้านอาหารในเครือใหม่ เนื่องจากอยู่ในตลาดมาเป็นเวลา 16 ปีแล้ว ขณะที่ตลาดต่างประเทศเตรียมขยายสาขาแบรนด์ชาบูชิในประเทศเมียนมาเพิ่มอีก 2 แห่งช่วงปลายปี ก่อนจะขยายเข้าไปที่สปป.ลาวในปีหน้า ส่วนของแผนที่จะขยายสาขาไปประเทศสวิสเซอร์แลนด์นั้น เบื้องต้นชะลอการลงทุนออกไปก่อน เพราะมองว่าตลาดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดในไทยนั้น ยังมีการเติบโตสูง
ส่วนกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มจะรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดชาเขียว ในรูปแบบต่างๆทั้งการโปรโมชั่นที่โดนใจผู้บริโภค และแคมเปญตลาดแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการคัดสรรความต้องการเฉพาะกลุ่มมากขึ้น (Tailor-Made) เพื่อให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ควบคู่กับการพัฒนารสชาติใหม่ๆ โดยเฉพาะชารสผลไม้ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดสูงถึง 18-20% ผ่านงบประมาณทางการตลาด 25% ของงบการตลาดรวม จากเดิมที่ใช้เพียง 15%
ด้านผลประกอบการสามารถปิดยอดขายกว่า 1.28 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น4% จากปีก่อน โดยมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจอาหารกว่า 6.5 พันล้านบาท เติบโตลดลงจากปีที่ผ่านมา 0.5% เนื่องจากการชะลอตัวของสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ประกอบกับเหตุความไม่สงบ และรายได้จากกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มที่มีกว่า 6.3 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 9% ขณะที่เป้าหมายรายได้ปีนี้คาดว่าจะสร้างการเติบโตเพิ่มขึ้น 9% หรือรายได้ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการเติบโตในส่วนของธุรกิจอาหารที่ 7 พันล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 7% และในส่วนของกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มที่ 7 พันล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 11%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,138 วันที่ 10 - 12 มีนาคม พ.ศ. 2559
นายมารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง แผนการดำเนินธุรกิจของบริษัททั้งในส่วนของกลุ่มธุรกิจอาหารและกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม ว่าปีนี้จะให้ความสำคัญกับเรื่องความแข็งแกร่งและยอดขาย เพื่อให้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ทั้งในระดับภูมิภาคและในประเทศ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดพร้อมรักษาฐานการเติบโต และผลกำไรเป็นตัวเลข2หลักตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ 2020 ของกลุ่มไทยเบฟ ผ่านการสร้างความหลากหลายของพอร์ตสินค้าทั้งในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และการใช้ความแข็งแกร่งของบริษัทในเครือไม่ว่าจะเป็น เอฟ แอนด์ เอ็น , เสริมสุข ,บีเจซี และไทยเบฟ ในการกระจายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งมีแผนการลงทุนสำหรับทั้ง 2 กลุ่มธุรกิจจำนวน 1.5 พันล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในส่วนของไลน์การผลิตสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มเส้นที่ 4 ที่ 950 ล้านบาท รองรับตลาดได้ 2 ปี ก่อนจะมีการขยายไลน์การผลิตเพิ่ม การลงทุนส่วนของธุรกิจอาหาร 390 ล้านบาท และส่วนกิจกรรมอื่นๆ 160 ล้านบาท
โดยกลุ่มธุรกิจอาหารจะให้ความสำคัญกับการขยายสาขาภายในประเทศทั้งสิ้น 30 แห่ง จากปัจจุบันมีสาขาของแบรนด์ในเครือทั้งหมด 241 แห่ง โดยมีแบรนด์ชาบูชิ นิกุยะ และคาคาชิ เป็นแบรนด์เรือธง ทั้งเตรียมศึกษาตลาดเพื่อรีแบรนด์ร้านอาหารในเครือใหม่ เนื่องจากอยู่ในตลาดมาเป็นเวลา 16 ปีแล้ว ขณะที่ตลาดต่างประเทศเตรียมขยายสาขาแบรนด์ชาบูชิในประเทศเมียนมาเพิ่มอีก 2 แห่งช่วงปลายปี ก่อนจะขยายเข้าไปที่สปป.ลาวในปีหน้า ส่วนของแผนที่จะขยายสาขาไปประเทศสวิสเซอร์แลนด์นั้น เบื้องต้นชะลอการลงทุนออกไปก่อน เพราะมองว่าตลาดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดในไทยนั้น ยังมีการเติบโตสูง
ส่วนกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มจะรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดชาเขียว ในรูปแบบต่างๆทั้งการโปรโมชั่นที่โดนใจผู้บริโภค และแคมเปญตลาดแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการคัดสรรความต้องการเฉพาะกลุ่มมากขึ้น (Tailor-Made) เพื่อให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ควบคู่กับการพัฒนารสชาติใหม่ๆ โดยเฉพาะชารสผลไม้ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดสูงถึง 18-20% ผ่านงบประมาณทางการตลาด 25% ของงบการตลาดรวม จากเดิมที่ใช้เพียง 15%
ด้านผลประกอบการสามารถปิดยอดขายกว่า 1.28 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น4% จากปีก่อน โดยมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจอาหารกว่า 6.5 พันล้านบาท เติบโตลดลงจากปีที่ผ่านมา 0.5% เนื่องจากการชะลอตัวของสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ประกอบกับเหตุความไม่สงบ และรายได้จากกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มที่มีกว่า 6.3 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 9% ขณะที่เป้าหมายรายได้ปีนี้คาดว่าจะสร้างการเติบโตเพิ่มขึ้น 9% หรือรายได้ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการเติบโตในส่วนของธุรกิจอาหารที่ 7 พันล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 7% และในส่วนของกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มที่ 7 พันล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 11%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,138 วันที่ 10 - 12 มีนาคม พ.ศ. 2559






