
ใครต้องรับผิดชอบ ถุงพลาสติกวันละ 5 พันตัน
ถุงพลาสติกมีผลทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เพราะยิ่งใช้ถุงพลาสติกมาก ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาทำลายถุง จะถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโลก ก่อให้เกิดปัญหาจากมลพิษ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ พบว่าประเทศไทยมีขยะพลาสติกและโฟม 2.7 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 7,000 ตันต่อวัน และในจำนวนนี้เป็นถุงพลาสติกถึง 80% หรือ 5,300 ตันต่อวัน
จากข้อมูลยังระบุว่า ถุงพลาสติกต้องใช้เวลาย่อยสลายถึง 450 ปี หากทุกคนหันมาใช้ถุงผ้าเพียงสัปดาห์ละ 1 วัน จะช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 100 ล้านถุง/ปี
ปัจจุบันการผลิตขยะพลาสติกมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยขยะพลาสติกส่วนใหญ่ จะถูกนำไปกำจัดโดยการฝังกลบ เผา หรือ ทิ้งลงมหาสมุทร ซึ่งล้วนเป็นต้นเหตุการทำลายสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศโดยตรง
ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมชาติ ในฐานะประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย ประจำปี 2561 เคยให้ข้อมูลว่า ปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงรุนแรงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นปรากฎการณ์คลื่นสึนามิที่เกิดถี่ขึ้น น้ำท่วมในหลายประเทศ ดินถล่มแผ่นดินไหว ไฟป่า ฯลฯ แนวโน้มเช่นนี้ สหประชาชาตินิยามว่า Climate Catastrophe หรือ หายนะทางภูมิอากาศ และเตือนว่าอีกไม่ถึง 12 ปี โลกจะร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ในอนาคตอันใกล้อาจถึงจุดที่ไม่มีทางเยียวยาแก้ไขได้
ในวันที่ 4 ธันวาคมนี้ เป็นวันสิ่งแวดล้อมไทย และถือเป็นจุดกำเนิดของอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ของบรรดาธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ ที่พร้อมใจกันยกเลิกใช้ถุงพลาสติกในวันนี้ (4 ธันวาคม 2561) โดยหลายๆ แห่งเริ่มรณรงค์ด้วยการงดให้ถุงพลาสติก ในทุกๆ วันที่ 4 ของเดือน หรือแล้วแต่การกำหนดวัน และรูปแบบของแต่และองค์กร ที่มีทั้งการแลกแต้ม ได้แต้มเพิ่ม สำหรับสมาชิก โดยองค์กรเหล่านี้ได้กำหนดเป้าหมายในการลด ละ เลิก ของตัวเอง ว่าจะต้องให้ได้เท่าไร ภายในเมื่อไร
เมื่อไม่นานมานี้ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ออกมาพูดถึง การประกาศเจตนารมย์ของบริษัทต่างๆ ที่พุ่งเป้าไปที่การรีไซเคิล และความสามารถในการนำมารีไซเคิล ในขณะที่ทุกคนยังคงเดินหน้าใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง (SINGLE USE PLASTIC) ด้วยปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ ยังต้องการใช้ถุงพลาสติก และมักตั้งคำถามว่า การไม่ให้ถุงพลาสนิกของบรรดาค้าปลีกต่าง เป็นเรื่องของการลดต้นทุน เพราะฉะนั้น การขยับตัวเพื่อรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกของเหล่าค้าปลีก จึงต้องพยายามคิดยุทธวิธีที่ละมุนละม่อมที่สุด ซึ่งจริงๆ แล้ว ผู้บริโภคถือเป็นด่านสำคัญของการสร้างขยะพลาสติก
ปัจจุบันรัฐบาลจริงจังกับปัญหาพลาสติกมากขึ้น โดยล่าสุด คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ครั้งที่ 9/2561 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมว่า ในที่ประชุมมีการหารือการจัดการขยะอิเลกทรอนิกส์ และพลาสติก ที่มีปริมาณปีละ 4 แสนตัน ซึ่งเป็นขยะที่เกินกำลังจะกำจัด ขณะเดียวกัน ไทยยังนำเข้ามากำจัดด้วย โดยขณะนี้ยุติการนำเข้าแล้ว 422 รายการ
นอกจากนี้ ยังมอบหมาย 3 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมศุลกากรร่วมกำหนดโควต้าการนำเข้าเศษพลาสติกในระยะเวลา 2 ปี โดยในปี 2562 กำหนดโควต้านำเข้าไม่เกิน 7 หมื่นตัน และให้ใช้พลาสติกภายในประเทศไม่น้อยกว่า 30% และในปี 2563 กำหนดโควต้านำเข้าไม่เกิน 4 หมื่นตัน และให้ใช้ขยะพลาสติกในประเทศไม่น้อยกว่า 60% และในปี 2564 ไทยจะห้ามนำเข้าพลาสติกจากต่างประเทศโดยเด็ดขาด
หากจะถามหาความรับผิดชอบ ว่าควรเป็นของใคร เรื่องนี้คงต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน ถ้ามัวแต่เกี่ยงกัน โทษกันไปมา ขยะคงไม่สามารถสูญสลายไปเองได้ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้
เขียน : พัฐกานต์ เชียงน้อย
จากข้อมูลยังระบุว่า ถุงพลาสติกต้องใช้เวลาย่อยสลายถึง 450 ปี หากทุกคนหันมาใช้ถุงผ้าเพียงสัปดาห์ละ 1 วัน จะช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 100 ล้านถุง/ปี
ปัจจุบันการผลิตขยะพลาสติกมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยขยะพลาสติกส่วนใหญ่ จะถูกนำไปกำจัดโดยการฝังกลบ เผา หรือ ทิ้งลงมหาสมุทร ซึ่งล้วนเป็นต้นเหตุการทำลายสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศโดยตรง
ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมชาติ ในฐานะประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย ประจำปี 2561 เคยให้ข้อมูลว่า ปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงรุนแรงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นปรากฎการณ์คลื่นสึนามิที่เกิดถี่ขึ้น น้ำท่วมในหลายประเทศ ดินถล่มแผ่นดินไหว ไฟป่า ฯลฯ แนวโน้มเช่นนี้ สหประชาชาตินิยามว่า Climate Catastrophe หรือ หายนะทางภูมิอากาศ และเตือนว่าอีกไม่ถึง 12 ปี โลกจะร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ในอนาคตอันใกล้อาจถึงจุดที่ไม่มีทางเยียวยาแก้ไขได้
เมื่อไม่นานมานี้ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ออกมาพูดถึง การประกาศเจตนารมย์ของบริษัทต่างๆ ที่พุ่งเป้าไปที่การรีไซเคิล และความสามารถในการนำมารีไซเคิล ในขณะที่ทุกคนยังคงเดินหน้าใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง (SINGLE USE PLASTIC) ด้วยปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ ยังต้องการใช้ถุงพลาสติก และมักตั้งคำถามว่า การไม่ให้ถุงพลาสนิกของบรรดาค้าปลีกต่าง เป็นเรื่องของการลดต้นทุน เพราะฉะนั้น การขยับตัวเพื่อรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกของเหล่าค้าปลีก จึงต้องพยายามคิดยุทธวิธีที่ละมุนละม่อมที่สุด ซึ่งจริงๆ แล้ว ผู้บริโภคถือเป็นด่านสำคัญของการสร้างขยะพลาสติก
ปัจจุบันรัฐบาลจริงจังกับปัญหาพลาสติกมากขึ้น โดยล่าสุด คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ครั้งที่ 9/2561 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมว่า ในที่ประชุมมีการหารือการจัดการขยะอิเลกทรอนิกส์ และพลาสติก ที่มีปริมาณปีละ 4 แสนตัน ซึ่งเป็นขยะที่เกินกำลังจะกำจัด ขณะเดียวกัน ไทยยังนำเข้ามากำจัดด้วย โดยขณะนี้ยุติการนำเข้าแล้ว 422 รายการ
นอกจากนี้ ยังมอบหมาย 3 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมศุลกากรร่วมกำหนดโควต้าการนำเข้าเศษพลาสติกในระยะเวลา 2 ปี โดยในปี 2562 กำหนดโควต้านำเข้าไม่เกิน 7 หมื่นตัน และให้ใช้พลาสติกภายในประเทศไม่น้อยกว่า 30% และในปี 2563 กำหนดโควต้านำเข้าไม่เกิน 4 หมื่นตัน และให้ใช้ขยะพลาสติกในประเทศไม่น้อยกว่า 60% และในปี 2564 ไทยจะห้ามนำเข้าพลาสติกจากต่างประเทศโดยเด็ดขาด
หากจะถามหาความรับผิดชอบ ว่าควรเป็นของใคร เรื่องนี้คงต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน ถ้ามัวแต่เกี่ยงกัน โทษกันไปมา ขยะคงไม่สามารถสูญสลายไปเองได้ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้
เขียน : พัฐกานต์ เชียงน้อย






