
'ดีอี' เร่งบิ๊กโปรเจ็กต์! ยกระดับไทยสู่ "สมาร์ทคันทรี"
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กระทรวงดีอี หน่วยงานกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 กำลังเดินหน้าโครงการต่าง ๆ ที่ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเดินไปสู่เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน อย่าง "เน็ตประชารัฐ" เรื่องของกฎหมาย และเรื่องของการใช้ Big Data ให้เกิดประโยชน์ ... "ฐานเศรษฐกิจ" จึงได้พูดคุยถึงความคืบหน้ากับ "นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย" ปลัดกระทรวง แม่ทัพคนสำคัญที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโปรเจ็กต์ต่าง ๆ ให้เดินตามกรอบเวลาที่กำหนด
ภารกิจสำคัญของกระทรวง
งานหลัก ๆ คือ งานการวางโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิตอลของประเทศ ซึ่งจะมีอยู่ 2 โครงการหลัก ได้แก่ 1.การวางสายไฟเบอร์ออพติก หรือ โครงการเน็ตประชารัฐ ด้วยการวางโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในหมู่บ้านทั่วประเทศ 2.47 หมื่นหมู่บ้าน เพื่อให้ทุกหมู่บ้านมีอินเตอร์เน็ตใช้ เป็นโครงการที่กระทรวงรับมาตั้งแต่ปี 2559 เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว ตามกำหนดในปี 2560 อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของกระทรวงไม่ได้จบอยู่แค่การวางโครงข่าย แต่ต้องสร้างความรู้ให้กับประชาชนด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้งานอย่างจริงจัง ไม่สูญเปล่า ดังนั้น ในปี 2561 กระทรวงดีอีจึงร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) นำครูเข้ามาสอนและให้ความรู้ในแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต วิธีการใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งการทำเกษตรและการค้าขาย พร้อมจัดทำแอพพลิเคชัน โดยมุ่งเน้นให้ความรู้กับผู้นำชุมชนต่าง ๆ ก่อน เพื่อขยายความรู้สู่ชาวบ้านในชุมชนต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้มีผู้ผ่านการเรียนรู้และการอบรมไปแล้วราว 1 ล้านคน
[caption id="attachment_351584" align="aligncenter" width="441"]
อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย[/caption]
ส่วนโครงการ USO NET ชายขอบ อีก 3,920 หมู่บ้าน ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และหมู่บ้านที่เหลืออีกประมาณ 1.5 หมื่นหมู่บ้าน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย. นี้ เช่นกัน
การต่อยอดและติดตามผล
โครงการเน็ตประชารัฐเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา กระทรวงยังมีการต่อยอดด้านความรู้และการสร้างประโยชน์ โดยกระทรวงดีอีจะเปิดโครงการ "เน็ตอาสาประชารัฐ" ในวันที่ 30 พ.ย. 2561 คัดเลือกตัวแทน หรือ ผู้นำชุมชนที่ได้รับการติดตั้งเน็ตประชารัฐ
นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ผลักดันให้เกิดระบบการแพทย์ทางไกล (TeleMedicine) ซึ่งส่วนนี้กระทรวงสาธารณสุข เฟส 1 ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว กำลังเดินหน้าเฟส 2 ต่อไป
สรุปโครงการเน็ตประชารัฐ รัฐบาลให้มาประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท ใช้ไปประมาณกว่า 9 พันล้านบาท เราจึงนำเงินมาต่อยอดสร้างการเรียนรู้สร้างแอพพลิเคชัน รวมใช้งบประมาณไป 1.1 หมื่นล้านบาท มีเงินเหลือจ่ายคืนคลังไป 2,300 ล้านบาท
โครงการเคเบิลใต้น้ำ
เคเบิลใต้ทะเล อันนี้เป็นโครงการที่ต้องเชื่อมต่อ (Consortium) กับโครงการเคเบิลใต้นํ้าระหว่างประเทศ AAE-1 (Asia-Africa-Europe-1) วางสายเพื่อใช้งานในส่วนของเส้นทางประเทศไทย-สิงคโปร์ และไทย-ฝรั่งเศส โดยสายนี้จะขึ้นฝั่งที่ จ.สตูล ไปสงขลา ไปถึงญี่ปุ่นและจีน เสร็จตั้งแต่ ก.ย. 2560 ตอนนี้อยู่ในช่วงที่ 2 เป็นการเชื่อมต่อใช้งาน และยังมีอีกหนึ่งโครงการของเคเบิลใต้นํ้าที่เป็นสายย่อย จากศรีราชาผ่านอ่าวตังเกี๋ย กัมพูชา ไปทางจีน สายนี้ได้งบและขยายไปแล้วบางส่วน
ความคืบหน้าด้านกฏหมาย
กฎหมาย หรือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ตกมาถึงตอนนี้ คือ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งร่างมาตั้งแต่ปี 2558 กระทรวงได้นำเข้าระบบรับฟังความคิดเห็น นำขึ้นเว็บไซต์ไปเมื่อ มี.ค. - เม.ย. ที่ผ่านมา โดยมีการเสนอปรับปรุงไปหลายข้อ และนำเข้า ครม. ให้ความเห็นชอบไปเมื่อ พ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากนั้นส่งไปกฤษฎีกาตรวจร่างเสร็จกลับมาแล้ว แต่มีการปรับแก้หลายข้อ ซึ่งยังเป็นปัญหาอยู่ และจะต้องนำเข้า ครม. อีกรอบ
อีกกฎหมายที่สำคัญกว่า คือ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... หรือ กฎหมาย Cybersecurity อันนี้กระทรวงนำกลับมาทบทวน นำขึ้นเว็บ เก็บข้อมูล และปรับปรุงร่าง ซึ่งกฤษฎีกาตรวจร่างเสร็จเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา มีการแก้ไขเยอะมาก และแก้ประเด็นสำคัญที่ประชาชนตกใจ เช่น การใช้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ต้องได้คำสั่งศาล และ พ.ร.บ.นี้ เป้าหมาย คือ การดูแลระบบไอที หรือ สารสนเทศที่สำคัญของประเทศให้บริการได้ต่อเนื่อง ไม่ได้เข้าไปดูแลเนื้อหาเลย ซึ่งส่วนของเนื้อหานั้น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ดูแลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. ต้องชี้ก่อนว่า อะไรคือดูแลระบบสารสนเทศที่สำคัญของประเทศ ต้องดูแลมาตรฐาน ต้องมีการออกแบบมีเน็ตเวิร์กที่ได้มาตรฐาน ต้องดูด้วยว่ามาตรฐานนั้นอ้างอิง (Reference) กับอะไร ต้องมีการเฝ้าระวัง ถ้าถูกโจมตีจะต้องมีทีมกู้ภัยเพื่อกู้คืนระบบให้ทำงานได้เร็วที่สุด นี่คือ สาระสำคัญของ Cybersecurity ต้องปรับรายละเอียดของ พ.ร.บ. ให้ถูกต้อง เหมาะสม ซึ่งรัฐบาลสั่งมาแล้ว โดยร่างใหม่ได้ดำเนินการมาตลอดทั้งเดือน ต.ค. และกำลังอยู่ในขั้นรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ภาคสังคม มูลนิธิต่าง ๆ และภาครัฐ
เรื่องของกฎหมาย กฎระเบียบ ตรงนี้กำลังเร่งทำอยู่ ซึ่งพอเสร็จจากตรงนี้ก็เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากขั้นตอนทั้งหมดอาจจะทำให้งานล่าช้าไปบ้าง แต่ทุกอย่างต้องแล้วเสร็จในปีนี้
บิ๊กดาต้า
ตอนนี้หน่วยงานของรัฐบาลต่างคนต่างถือข้อมูล แต่ไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ยังไม่นำข้อมูลมาวิเคราะห์ ยังไม่มีการตรวจสอบ (Verify) และนำมาวิเคราะห์เพื่อการวางแผนงานต่อไป กระทรวงจึงเสนอที่จะตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมา เรียกว่า "เอสดียู" (Service Delivery Unit) ที่จะเข้ามาทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ข้อมูลที่คาบเกี่ยวกับหลายกระทรวง เช่น อุบัติภัยทางท้องถนน หรือ การท่องเที่ยว ซึ่งไปโยงกับส่วนอื่น ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผนร่วมกัน
ปลัดกระทรวงดีอี ทิ้งท้ายว่า ขณะนี้บางโครงการได้บรรลุเป้าหมายไปแล้ว และบางโครงการกำลังอยู่ในช่วงต่อยอด ทั้งหมดกำลังเดินหน้าตามภารกิจที่รัฐบาลมุ่งหวัง เพราะบิ๊กโปรเจ็กต์ทั้งหลาย คือ พื้นฐานของประเทศจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ หรือ การที่ให้หน่วยราชการคลีนอัพเรื่องดาต้า ซึ่งหากทุกอย่างสำเร็จครบถ้วน ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นสมาร์ทคันทรีอย่างแท้จริง
รายงาน | หน้า 20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3,421 ระหว่างวันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2561
ภารกิจสำคัญของกระทรวง
งานหลัก ๆ คือ งานการวางโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิตอลของประเทศ ซึ่งจะมีอยู่ 2 โครงการหลัก ได้แก่ 1.การวางสายไฟเบอร์ออพติก หรือ โครงการเน็ตประชารัฐ ด้วยการวางโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในหมู่บ้านทั่วประเทศ 2.47 หมื่นหมู่บ้าน เพื่อให้ทุกหมู่บ้านมีอินเตอร์เน็ตใช้ เป็นโครงการที่กระทรวงรับมาตั้งแต่ปี 2559 เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว ตามกำหนดในปี 2560 อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของกระทรวงไม่ได้จบอยู่แค่การวางโครงข่าย แต่ต้องสร้างความรู้ให้กับประชาชนด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้งานอย่างจริงจัง ไม่สูญเปล่า ดังนั้น ในปี 2561 กระทรวงดีอีจึงร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) นำครูเข้ามาสอนและให้ความรู้ในแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต วิธีการใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งการทำเกษตรและการค้าขาย พร้อมจัดทำแอพพลิเคชัน โดยมุ่งเน้นให้ความรู้กับผู้นำชุมชนต่าง ๆ ก่อน เพื่อขยายความรู้สู่ชาวบ้านในชุมชนต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้มีผู้ผ่านการเรียนรู้และการอบรมไปแล้วราว 1 ล้านคน
[caption id="attachment_351584" align="aligncenter" width="441"]
ส่วนโครงการ USO NET ชายขอบ อีก 3,920 หมู่บ้าน ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และหมู่บ้านที่เหลืออีกประมาณ 1.5 หมื่นหมู่บ้าน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย. นี้ เช่นกัน
การต่อยอดและติดตามผล
โครงการเน็ตประชารัฐเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา กระทรวงยังมีการต่อยอดด้านความรู้และการสร้างประโยชน์ โดยกระทรวงดีอีจะเปิดโครงการ "เน็ตอาสาประชารัฐ" ในวันที่ 30 พ.ย. 2561 คัดเลือกตัวแทน หรือ ผู้นำชุมชนที่ได้รับการติดตั้งเน็ตประชารัฐ
นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ผลักดันให้เกิดระบบการแพทย์ทางไกล (TeleMedicine) ซึ่งส่วนนี้กระทรวงสาธารณสุข เฟส 1 ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว กำลังเดินหน้าเฟส 2 ต่อไป
สรุปโครงการเน็ตประชารัฐ รัฐบาลให้มาประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท ใช้ไปประมาณกว่า 9 พันล้านบาท เราจึงนำเงินมาต่อยอดสร้างการเรียนรู้สร้างแอพพลิเคชัน รวมใช้งบประมาณไป 1.1 หมื่นล้านบาท มีเงินเหลือจ่ายคืนคลังไป 2,300 ล้านบาท
โครงการเคเบิลใต้น้ำ
เคเบิลใต้ทะเล อันนี้เป็นโครงการที่ต้องเชื่อมต่อ (Consortium) กับโครงการเคเบิลใต้นํ้าระหว่างประเทศ AAE-1 (Asia-Africa-Europe-1) วางสายเพื่อใช้งานในส่วนของเส้นทางประเทศไทย-สิงคโปร์ และไทย-ฝรั่งเศส โดยสายนี้จะขึ้นฝั่งที่ จ.สตูล ไปสงขลา ไปถึงญี่ปุ่นและจีน เสร็จตั้งแต่ ก.ย. 2560 ตอนนี้อยู่ในช่วงที่ 2 เป็นการเชื่อมต่อใช้งาน และยังมีอีกหนึ่งโครงการของเคเบิลใต้นํ้าที่เป็นสายย่อย จากศรีราชาผ่านอ่าวตังเกี๋ย กัมพูชา ไปทางจีน สายนี้ได้งบและขยายไปแล้วบางส่วน
ความคืบหน้าด้านกฏหมาย
กฎหมาย หรือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ตกมาถึงตอนนี้ คือ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งร่างมาตั้งแต่ปี 2558 กระทรวงได้นำเข้าระบบรับฟังความคิดเห็น นำขึ้นเว็บไซต์ไปเมื่อ มี.ค. - เม.ย. ที่ผ่านมา โดยมีการเสนอปรับปรุงไปหลายข้อ และนำเข้า ครม. ให้ความเห็นชอบไปเมื่อ พ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากนั้นส่งไปกฤษฎีกาตรวจร่างเสร็จกลับมาแล้ว แต่มีการปรับแก้หลายข้อ ซึ่งยังเป็นปัญหาอยู่ และจะต้องนำเข้า ครม. อีกรอบ
อีกกฎหมายที่สำคัญกว่า คือ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... หรือ กฎหมาย Cybersecurity อันนี้กระทรวงนำกลับมาทบทวน นำขึ้นเว็บ เก็บข้อมูล และปรับปรุงร่าง ซึ่งกฤษฎีกาตรวจร่างเสร็จเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา มีการแก้ไขเยอะมาก และแก้ประเด็นสำคัญที่ประชาชนตกใจ เช่น การใช้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ต้องได้คำสั่งศาล และ พ.ร.บ.นี้ เป้าหมาย คือ การดูแลระบบไอที หรือ สารสนเทศที่สำคัญของประเทศให้บริการได้ต่อเนื่อง ไม่ได้เข้าไปดูแลเนื้อหาเลย ซึ่งส่วนของเนื้อหานั้น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ดูแลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. ต้องชี้ก่อนว่า อะไรคือดูแลระบบสารสนเทศที่สำคัญของประเทศ ต้องดูแลมาตรฐาน ต้องมีการออกแบบมีเน็ตเวิร์กที่ได้มาตรฐาน ต้องดูด้วยว่ามาตรฐานนั้นอ้างอิง (Reference) กับอะไร ต้องมีการเฝ้าระวัง ถ้าถูกโจมตีจะต้องมีทีมกู้ภัยเพื่อกู้คืนระบบให้ทำงานได้เร็วที่สุด นี่คือ สาระสำคัญของ Cybersecurity ต้องปรับรายละเอียดของ พ.ร.บ. ให้ถูกต้อง เหมาะสม ซึ่งรัฐบาลสั่งมาแล้ว โดยร่างใหม่ได้ดำเนินการมาตลอดทั้งเดือน ต.ค. และกำลังอยู่ในขั้นรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ภาคสังคม มูลนิธิต่าง ๆ และภาครัฐ
เรื่องของกฎหมาย กฎระเบียบ ตรงนี้กำลังเร่งทำอยู่ ซึ่งพอเสร็จจากตรงนี้ก็เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากขั้นตอนทั้งหมดอาจจะทำให้งานล่าช้าไปบ้าง แต่ทุกอย่างต้องแล้วเสร็จในปีนี้
บิ๊กดาต้า
ตอนนี้หน่วยงานของรัฐบาลต่างคนต่างถือข้อมูล แต่ไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ยังไม่นำข้อมูลมาวิเคราะห์ ยังไม่มีการตรวจสอบ (Verify) และนำมาวิเคราะห์เพื่อการวางแผนงานต่อไป กระทรวงจึงเสนอที่จะตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมา เรียกว่า "เอสดียู" (Service Delivery Unit) ที่จะเข้ามาทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ข้อมูลที่คาบเกี่ยวกับหลายกระทรวง เช่น อุบัติภัยทางท้องถนน หรือ การท่องเที่ยว ซึ่งไปโยงกับส่วนอื่น ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผนร่วมกัน
ปลัดกระทรวงดีอี ทิ้งท้ายว่า ขณะนี้บางโครงการได้บรรลุเป้าหมายไปแล้ว และบางโครงการกำลังอยู่ในช่วงต่อยอด ทั้งหมดกำลังเดินหน้าตามภารกิจที่รัฐบาลมุ่งหวัง เพราะบิ๊กโปรเจ็กต์ทั้งหลาย คือ พื้นฐานของประเทศจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ หรือ การที่ให้หน่วยราชการคลีนอัพเรื่องดาต้า ซึ่งหากทุกอย่างสำเร็จครบถ้วน ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นสมาร์ทคันทรีอย่างแท้จริง
รายงาน | หน้า 20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3,421 ระหว่างวันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2561






