thansettakij
thansettakij
โลกระสํ่า!พิษนํ้าตาลขาด อ่วมหลายเด้งราคาพุ่ง-วิกฤติข้ามปีลามผู้ค้า-ผู้บริโภค

โลกระสํ่า!พิษนํ้าตาลขาด อ่วมหลายเด้งราคาพุ่ง-วิกฤติข้ามปีลามผู้ค้า-ผู้บริโภค

04 มี.ค. 59 | 03:00 น.
อัปเดตล่าสุด :04 มี.ค. 59 | 15:44 น.
วิกฤติเอลนิโญ-ลานิญาลามโลก! ทุบผลผลิตอ้อย-น้ำตาลต่ำลง ล่าสุดผู้ผลิต 3 ใหญ่ทั้งบราซิล อินเดีย ไทย เจอภัยธรรมชาติทำผลผลิตร่วง วงการนํ้าตาลหวั่นปีนี้พลเมืองโลกขาดความหวาน หลังองค์การนํ้าตาลระหว่างประเทศระบุนํ้าตาลโลกขาดแน่ 5-6 ล้านตัน ผู้ค้าเผยยิ่งขาดแคลนยิ่งเร่งราคานํ้าตาลทรายดิบไต่ระดับสูงขึ้น เบื้องต้นคาดจะไต่ถึง 16 เซ็นต์ต่อปอนด์ ชี้ภัยแล้งจะเป็นวิกฤติลามข้ามปี

[caption id="attachment_35168" align="aligncenter" width="700"] สถิติผลผลิตน้ำตาลในตลาดโลก สถิติผลผลิตน้ำตาลในตลาดโลก[/caption]

ทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะเอลนิโญ-ลานิญา ต้องรับศึกหนักทั้งภาวะภัยแล้ง ขณะที่บางพื้นที่เผชิญกับฝนตกหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกพืชเกษตรสำคัญอย่างอ้อย ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องทั้งภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลและพลังงานทดแทน ทำให้วงการอ้อยและน้ำตาลเริ่มมีข้อกังวลว่าปัญหานี้เป็นผลกระทบข้ามปีทั้งฤดูผลิตปี2558/2559 ต่อเนื่องฤดูผลิตหน้าปี2559/2560 ที่ทั่วโลกจะเผชิญกับภาวะน้ำตาลขาดแคลน และจะเป็นช่วงจังหวะที่ทำให้ราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกกลับมาไต่ระดับสูงขึ้น หลังจากที่ในช่วง 12-13 เดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำตาลดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง มีเพียงช่วงระยะสั้นๆที่ราคาไต่ระดับสูงขึ้นเล็กน้อย

 รายใหญ่แห่ลดผลผลิตน้ำตาล

ต่อเรื่องนี้นายภิรมย์ศักดิ์ สาสุนีย์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ค้าผลผลิตน้ำตาล จำกัด ให้สัมภาษณ์ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าฤดูการผลิตอ้อยและน้ำตาลปี 2558/2559 เกษตรกรชาวไร่อ้อยและผู้ผลิตน้ำตาลทั่วโลกจะเผชิญกับปัญหาเอลนิโญ-ลานิญา หรือเจอกับภาวะภัยแล้ง และฝนตกหนัก ทำให้ผลผลิตอ้อยและน้ำตาลในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ได้รับผลกระทบ ทำให้มีผลผลิตต่ำลง โดยเฉพาะผู้ผลิตน้ำตาล 3 รายใหญ่ในตลาดโลก ประกอบด้วย บราซิล ในพื้นที่ปลูกอ้อยภาคกลางและภาคใต้ของบราซิล ซึ่งเป็นโซนที่ผลิตอ้อยได้มากที่สุดของโลก เกิดภาวะฝนตกหนัก มีอุปสรรคในการเก็บเกี่ยวอ้อย และมีผลผลิตตกต่ำ บางส่วนต้องนำไปผลิตเอทานอล ส่งผลให้ผลผลิตน้ำตาลลดลงเหลือ 30.7 ล้านตันน้ำตาล เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมามีผลผลิตอยู่ที่ 32 ล้านตันน้ำตาล

ขณะที่อินเดียและไทยประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตน้ำตาลลดลงเช่นกัน โดยอินเดียที่ส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อป้อนตลาดภายในประเทศ มีผลผลิตปีที่ผ่านมา 28.3 ล้านตันน้ำตาล ปีนี้จะลดลงเหลือเพียง 25.5-26 ล้านตันน้ำตาล ส่วนไทยผลผลิตน้ำตาลจะลดลงจาก 11.3 ล้านตันน้ำตาล ลงมาอยู่ที่ 10-10.3 ล้านตันน้ำตาล

 ผงะโลกขาดน้ำตาล 5-6 ล.ตัน

จากผลกระทบดังกล่าววงการน้ำตาลตั้งข้อสังเกตว่า จะทำให้ทั่วโลกเผชิญกับปัญหาน้ำตาลขาดแคลนได้ โดยเฉพาะในประเทศที่บริโภคน้ำตาลจำนวนมาก เช่น จีน อินโดนีเซีย อินเดีย สอดคล้องกับที่องค์การน้ำตาลระหว่างประเทศ (International Sugar Organization: ISO)ที่มีสมาชิกมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลกก็ออกมาระบุว่าผลผลิตน้ำตาลปี2558/2559 จะเกิดการขาดแคลนถึง 5 ล้านตัน ในขณะที่ ธนาคารซิตี้กรุ๊ป ,สินค้าโภคภัณฑ์การเกษตรโลก(Citigroup,Global Agricultural Commodities)ระบุว่าสถิติผลผลิตน้ำตาลโลกระหว่างปี 2553/2554 จนถึงปีฤดูการผลิต 2557/2558 ผลผลิตน้ำตาลโลกอยู่ในภาวะล้นหรือเกินตลาดโลกต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี โดยมีกำลังผลิตน้ำตาลรวมในตลาดโลก สูงกว่าการบริโภคน้ำตาลในตลาดโลก เปรียบเทียบกับในปีฤดูการผลิต 2558/2559 ที่น้ำตาลในตลาดโลกจะกลับมาขาดแคลนอีกครั้งในรอบ 5-6 ปี ถึง 6.2 ล้านตัน(ดูกราฟ)

 ราคาจ่อไต่ขึ้นต่อเนื่อง

ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ค้าผลผลิตน้ำตาลฯ กล่าวอีกว่า ในขณะที่น้ำตาลในตลาดโลกขาดแคลน จะส่งสัญญาณบวกในแง่ราคาน้ำตาลทรายดิบ ที่จะกลับมาดีดตัวสูงขึ้น โดยจะเริ่มเห็นว่าตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2558 ที่ราคาขยับจาก 10-11 เซ็นต์ต่อปอนด์ขึ้นไปที่ 12 เซนต์เศษต่อปอนด์ และ15.85 เซ็นต์ต่อปอนด์ในระยะต่อมา ซึ่งในช่วงนั้นบรรดากองทุนหรือนักเก็งกำไรไล่ซื้อน้ำตาลในตลาดโลกเพื่อเก็งกำไร พอราคาไต่ขึ้นเกือบ16 เซ็นต์ต่อปอนด์ บวกกับเศรษฐกิจจีนชะลอตัวและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าบรรดากองทุนจึงเทขาย จนเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ ปี2559 ราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกลงไปอยู่ที่ 12.45 เซ็นต์ต่อปอนด์ ก่อนที่ราคาน้ำตาลทรายดิบเมื่อต้นเดือนมีนาคม ปี 2559 จะดีดตัวไต่ระดับขึ้นไปอยู่ที่ 14 เซ็นต์ต่อปอนด์ หลังจากที่ราคาน้ำตาลร่วงลงถึงจุดต่ำสุดมาแล้ว

"ในภาวะที่น้ำตาลขาดแคลน จะเป็นตัวเร่งทำให้ราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกกลับมาไต่ระดับสูงขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าราคาปี 2559 จะวิ่งถึงระดับ 16 เซ็นต์ต่อปอนด์ จากที่ราคาน้ำตาลทรายดิบ ณ.วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 อยู่ที่ประมาณ 13 เซ็นต์ต่อปอนด์"

ในขณะที่ผู้บริโภครายใหญ่จากจีน ยังมีการบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่สูง คาดว่าปี2558/2559 ผลผลิตน้ำตาลในประเทศจีนจะลดลงเหลือ 9-9.2 ล้านตัน เทียบกับปีที่แล้วจีนมีผลผลิตน้ำตาลอยู่ที่10.5 ล้านตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคน้ำตาลในประเทศจีนเอง ที่มีปริมาณสูงถึง 15 ล้านตันต่อปี ทำให้ส่วนต่างที่ขาดจีนต้องนำเข้าจากทั่วโลก ซึ่งเมื่อปี 2558 จีนมีการนำเข้าน้ำตาล 4.8 ล้านตันจากทั่วโลก คาดว่าปี 2559 จีนจะนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 5.5 ล้านตัน ถือเป็นตลาดที่มีอิทธิพลด้านกำลังซื้อน้ำตาลมากในเวลานี้ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า

 คาดภัยแล้งลามข้ามปี

นายบุญถิ่น โคตรศิริ ผู้อำนวยการสำนักบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า ปริมาณอ้อยปี2558/2559 จะเริ่มทยอยปิดหีบได้ภายในเดือนมีนาคมนี้ คาดว่าปริมาณอ้อยโดยรวมทั่วประเทศจะมีไม่ถึง 100 ล้านตันอ้อย หรือได้ราว 95-97 ล้านตันอ้อยเท่านั้น จากที่ปีฤดูการผลิตที่ผ่านมามีการหีบอ้อยได้ถึง 106 ล้านตันอ้อย ที่น่ากังวลไปกว่านั้นปัญหาภัยแล้งจะเป็นวิกฤติที่ลามข้ามปี ทำให้ผลผลิตอ้อยและน้ำตาลปี2559/2560 ชาวไร่ไม่สามารถปลูกอ้อยข้ามแล้งได้ เพราะขาดน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานซึ่งเป็นโซนที่ปลูกอ้อยมากที่สุดในประเทศไทย ที่จะเริ่มมีการปลูกอ้อยข้ามแล้งในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป เช่นเดียวกับการปลูกอ้อยตอ ที่ชาวไร่นิยมปลูกกันมากก็จะมีผลผลิตลดลง หากเป็นเช่นนี้ก็จะกระทบไปถึงโรงงานน้ำตาลได้ เพราะมีวัตถุดิบไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผลผลิตน้ำตาลลดลงตามไปด้วย

สอดคล้องกับที่นายชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยน้ำพอง จ.ขอนแก่น กล่าวว่าที่ผ่านมาชาวไร่รับมือกับปัญหาภัยแล้งได้ระดับหนึ่งโดยได้รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย(กท.) จำนวน 1 พันล้านบาท สำหรับขุดบ่อบาดาล และหาแหล่งน้ำเอกชน รวมถึงการขุดลอกแหล่งน้ำเก่าที่มีอยู่ ซึ่งช่วยได้ระดับหนึ่งและอยากจะให้พิจารณาเป็นงบต่อเนื่องยาวถึงปีฤดูการผลิตใหม่(2559/2560)นี้ด้วย ซึ่งขณะนี้ชาวไร่รอประเมินว่าฝนจะทิ้งช่วงนานแค่ไหน หากทิ้งช่วงนานมากก็ต้องของบสนับสนุนจากกท.ต่อเนื่องอีก

 โรงงานน้ำตาลรุดเจรจาคู่ค้า

ด้านนายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี รองประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ไทยซูการ์ มิลเลอร์ จำกัด (TSMC) กล่าวในนามตัวแทนจาก 52โรงงานน้ำตาลในประเทศว่า เวลานี้โรงงานน้ำตาลต้องเจรจากับคู่ค้า จากการส่งออกเพราะคู่ค้าอยากได้น้ำตาลเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ผลิตไทยในฐานะผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก จะมีปริมาณน้ำตาลส่งออกลดลง ซึ่งจะลดลงเท่าไหร่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่เชื่อว่าจะลดลงจากเดิมที่ส่งออกราวได้ราว 7-8 ล้านตันต่อปี

อีกทั้งเวลานี้การตั้งขายน้ำตาลล่วงหน้ายังเป็นไปได้ยากกว่าทุกปี เพราะยังกังวลว่าจะมีปริมาณน้ำตาลส่งออกน้อยลงกว่าที่ผ่านมา ดังนั้นจากนี้ไปแม้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกจะไต่ระดับสูงขึ้นแต่ก็น่าเสียดายที่ผลผลิตน้ำตาลกลับลดลง ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่เป็นวิกฤติภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทั่วโลก โดยเฉพาะกับประเทศที่มีบทบาทในการปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาล

 รง.น้ำตาลช่วยชาวไร่หาแหล่งน้ำ

นายสิริวุทธิ์ กล่าวอีกว่า เวลานี้ต้องมาลุ้นว่า ฝนจะตกในเดือนเมษายนนี้หรือไม่ ถ้าฝนตกก็ถือว่าโชคดี แต่ถ้าฝนตกหลังเดือนพฤษภาคมไปแล้ว อ้อยก็จะโตไม่ทัน จะไม่มีอ้อยหีบป้อนโรงงานน้ำตาลได้เพียงพอ และอ้อยไม่มีความหวานก็จะมีความเสี่ยงสูงที่ผลผลิตน้ำตาลจะหายไป จะกระทบต่อรายได้ของโรงงานน้ำตาลโดยตรง โดยเฉพาะในส่วนของน้ำตาลส่งออก ขณะที่น้ำตาลสำหรับบริโภคภายในประเทศหรือโควตา ก. ที่มีจำนวน 2.5 ล้านตันต่อปีหรือราว 24.5-25 ล้านกระสอบ(กระสอบละ100กิโลกรัม) จะไม่ได้รับผลกระทบ จะมีรองรับอย่างเพียงพอก่อน ที่เหลือจึงจัดสรรเป็นโควตาส่งออก
ล่าสุดจะเห็นว่าโรงงานน้ำตาลมีการปรับตัวโดยลงไปช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นลูกไร่ของตัวเองมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำ และการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ในเชิงรุกมากขึ้น

อนึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีผลผลิตน้ำตาลต่อปีราว 10-11ล้านตันน้ำตาล ในจำนวนนี้จะแบ่งเป็นบริโภคภายในประเทศ(โควตา ก.) 2.5 ล้านตัน ส่งออกโดยบริษัท อ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด (อนท.) ในนามโควตา ข. จำนวน 8 แสนตันต่อปี และส่งออกโดยโรงงานน้ำตาล ภายหลังจากที่จัดสรรเป็นโควตา ก.และโควตา ข.ไปแล้ว อีกราว 6-7 ล้านตัน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,136 วันที่ 3 - 5 มีนาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline