
ภาคผลิตอุตสาหกรรมออร์เดอร์ซบเซา ไม่มีคำสั่งซื้อใหม่ใช้อัตรากำลังการผลิตเพียง 63.9%
สศอ.ชี้ภาคการผลิตอุตสาหกรรม ยังโงหัวไม่ขึ้น ยอดคำสั่งซื้อยังไม่กลับมาเป็นปกติ อัตราการใช้กำลังการผลิตมีแค่ 63.93% ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเคยอยู่ที่ 68.06% เหตุตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัว การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบมาผลิตสินค้ายังติดลบ 16.9% แต่ยังมั่นใจหากรัฐบาลมีความชัดเจนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ชี้ผ่านไตรมาสแรกไปได้ผู้ประกอบการจะเชื่อมั่นมากขึ้น ห่วงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเหล็กอยู่ในภาวะซบเซา
นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากการสำรวจดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาพบว่าภาวะเศรษฐกิจในประเทศยังอยู่ในช่วงชะลอตัว เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตยังไม่กระเตื้องเพิ่มขึ้นมากนัก โดยอยู่ในระดับ 63.93 % ของกำลังการผลิตทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายอดคำสั่งซื้อสินค้ายังไม่กลับคืนมาเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเคยขึ้นไปอยู่ในระดับ 68.06 %
โดยเห็นได้จากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปปรับตัวลง 16.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ทั้งปี 2558 ติดลบที่ 7.8% ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้ประกอบการยังไม่มีการสั่งวัตถุดิบเพื่อมาป้อนการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งเหตุผลหนึ่งน่าจะมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ยอดการส่งออกสินค้าปรับตัวลดลง และส่งผลมายังการผลิตสินค้าลดลงด้วย
"การเติบโตทางภาวะเศรษฐกิจของไทย ส่วนใหญ่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เมื่อตลาดหลักสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรปเศรษฐกิจหดตัวลง ทำให้การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป มาผลิตเพื่อส่งออกจึงลดลงด้วย"
นอกจากนี้ ยังพบว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 แสดงให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจยู่ในภาวะที่ยังไม่ดี เนื่องจากไม่มียอดคำสั่งใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาตามเป้าหมายที่ควรจะเป็น อีกทั้ง สะท้อนให้เห็นว่ายังไม่มีการลงทุนใหม่หรือขยายกิจการเพิ่มขึ้น แม้ว่าในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาจะมีการนำเข้าสินค้าทุนหรือเครื่องจักร ที่เป็นตัวบ่งบอกถึงการลงทุน เพิ่มขึ้น 0.9 % แต่ก็เป็นเพียงการนำเข้าเครื่องจักรมาเพื่อทดแทนของเก่าที่เสื่อมสภาพลงเท่านั้น ซึ่งภาพรวมที่ออกมาจึงส่งผลให้ตัวเลขเอ็มอีไอในเดือนมกราคมที่ผ่านมาติดลบ 3.3 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนขยายตัว 0.71%
นายศิริรุจกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การประเมินภาวะเศรษฐกิจในประเทศจะฟื้นตัวหรือไม่นั้น คงต้องรอดูสถานการณ์ความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐให้มีความชัดเจนภายใน 2 เดือนนี้ หากมีความชัดเจนที่เป็นรูปธรรมหรือมีการเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณลงทุน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบฐานรากได้ และจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนหลังจากไตรมาสแรกผ่านพ้นไปได้
ส่วนการจะปรับเป้าหมายเอ็มพีไอนั้น คงจะไปประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจอีกครั้งในช่วงกลางปี ซึ่งขณะนั้นยังคงเป้าหมายที่ 2 % และการจีดีพีของภาคอุตสาหกรรมจะเติบโตที่ 3-4%
สำหรับภาคการผลิตของอุตสาหกรรมรายสาขาที่ยังมีความน่าเป็นห่วง จะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากที่ผ่านมา มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาติดลบที่ 0.08 % เมื่อเทียบกับปี 2557 เป็นบวกที่ 789 % โดยในช่วงเดือนมกราคมปีนี้ยังติดลบที่ 13.55 % เหตุผลหลักมาจากความต้องการคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กในตลาดโลกปรับตัวลดลง
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการในประเทศไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้ และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เห็นได้จากในปี 2557 มีกำลังการผลิตที่ 6.3 ล้านตัน ปี 2558 มีกำลังการผลิตที่ 6.17 ล้านตัน และในเดือนมกราคม มีกำลังการผลิตที่ 0.58 ล้านตัน ลดลง 4.92 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่การบริโภคภายในประเทศปีก่อนอยู่ที่ 16.73 ล้านตัน ซึ่งความต้องการใช้ในประเทศที่เกินกว่ากำลังการผลิตในประเทศ ทำให้มีเหล็กที่นำเข้ามาจากต่างประเทศมากขึ้น และเป็นเหล็กราคาถูกที่เข้ามาตีตลาด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,136 วันที่ 3 - 5 มีนาคม พ.ศ. 2559
นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากการสำรวจดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาพบว่าภาวะเศรษฐกิจในประเทศยังอยู่ในช่วงชะลอตัว เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตยังไม่กระเตื้องเพิ่มขึ้นมากนัก โดยอยู่ในระดับ 63.93 % ของกำลังการผลิตทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายอดคำสั่งซื้อสินค้ายังไม่กลับคืนมาเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเคยขึ้นไปอยู่ในระดับ 68.06 %
โดยเห็นได้จากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปปรับตัวลง 16.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ทั้งปี 2558 ติดลบที่ 7.8% ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้ประกอบการยังไม่มีการสั่งวัตถุดิบเพื่อมาป้อนการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งเหตุผลหนึ่งน่าจะมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ยอดการส่งออกสินค้าปรับตัวลดลง และส่งผลมายังการผลิตสินค้าลดลงด้วย
"การเติบโตทางภาวะเศรษฐกิจของไทย ส่วนใหญ่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เมื่อตลาดหลักสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรปเศรษฐกิจหดตัวลง ทำให้การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป มาผลิตเพื่อส่งออกจึงลดลงด้วย"
นอกจากนี้ ยังพบว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 แสดงให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจยู่ในภาวะที่ยังไม่ดี เนื่องจากไม่มียอดคำสั่งใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาตามเป้าหมายที่ควรจะเป็น อีกทั้ง สะท้อนให้เห็นว่ายังไม่มีการลงทุนใหม่หรือขยายกิจการเพิ่มขึ้น แม้ว่าในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาจะมีการนำเข้าสินค้าทุนหรือเครื่องจักร ที่เป็นตัวบ่งบอกถึงการลงทุน เพิ่มขึ้น 0.9 % แต่ก็เป็นเพียงการนำเข้าเครื่องจักรมาเพื่อทดแทนของเก่าที่เสื่อมสภาพลงเท่านั้น ซึ่งภาพรวมที่ออกมาจึงส่งผลให้ตัวเลขเอ็มอีไอในเดือนมกราคมที่ผ่านมาติดลบ 3.3 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนขยายตัว 0.71%
นายศิริรุจกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การประเมินภาวะเศรษฐกิจในประเทศจะฟื้นตัวหรือไม่นั้น คงต้องรอดูสถานการณ์ความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐให้มีความชัดเจนภายใน 2 เดือนนี้ หากมีความชัดเจนที่เป็นรูปธรรมหรือมีการเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณลงทุน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบฐานรากได้ และจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนหลังจากไตรมาสแรกผ่านพ้นไปได้
ส่วนการจะปรับเป้าหมายเอ็มพีไอนั้น คงจะไปประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจอีกครั้งในช่วงกลางปี ซึ่งขณะนั้นยังคงเป้าหมายที่ 2 % และการจีดีพีของภาคอุตสาหกรรมจะเติบโตที่ 3-4%
สำหรับภาคการผลิตของอุตสาหกรรมรายสาขาที่ยังมีความน่าเป็นห่วง จะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากที่ผ่านมา มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาติดลบที่ 0.08 % เมื่อเทียบกับปี 2557 เป็นบวกที่ 789 % โดยในช่วงเดือนมกราคมปีนี้ยังติดลบที่ 13.55 % เหตุผลหลักมาจากความต้องการคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กในตลาดโลกปรับตัวลดลง
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการในประเทศไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้ และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เห็นได้จากในปี 2557 มีกำลังการผลิตที่ 6.3 ล้านตัน ปี 2558 มีกำลังการผลิตที่ 6.17 ล้านตัน และในเดือนมกราคม มีกำลังการผลิตที่ 0.58 ล้านตัน ลดลง 4.92 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่การบริโภคภายในประเทศปีก่อนอยู่ที่ 16.73 ล้านตัน ซึ่งความต้องการใช้ในประเทศที่เกินกว่ากำลังการผลิตในประเทศ ทำให้มีเหล็กที่นำเข้ามาจากต่างประเทศมากขึ้น และเป็นเหล็กราคาถูกที่เข้ามาตีตลาด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,136 วันที่ 3 - 5 มีนาคม พ.ศ. 2559






