thansettakij
thansettakij
แล้งลามขายตรงเกษตร ดิ้นปรับยุทธศาสตร์รับมือยอดวูบหาย 30%

แล้งลามขายตรงเกษตร ดิ้นปรับยุทธศาสตร์รับมือยอดวูบหาย 30%

05 มี.ค. 59 | 03:00 น.
ธุรกิจขายตรง ดิ้นปรับกลยุทธ์รับปัญหาภัยแล้ง หลังสินค้าการเกษตรส่อแววลดลงอย่างต่อเนื่อง “ศรีไทย เน็ทเวิร์ค” ยอดวูบ30% หันบุกหนักตลาดมาเลเซีย หลังพบยอดขายพุ่ง 50% พร้อมเดินหน้าจับกลุ่มเกษตรกรรายใหญ่ ด้านแฮปปี้เอ็มพีเอ็มชี้ เห็นสัญญาณล่วงหน้ามา 4-5 ปี หันเพิ่มไลน์สินค้าอาหารเสริมและเน้นจับกลุ่มลูกค้าคนเมือง สร้างการเติบโต 10%

นายเศรษฐพงศ์ เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการด้านธุรกิจเครือข่าย “ศรีไทย เน็ทเวิร์ค” บริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงแบรนด์ศรีไทย เน็ทเวิร์ค เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากปัญหาภัยแล้งที่กระทบต่อกำลังซื้อของเกษตรกรชาวไทยแล้ว ยังส่งผลให้กลุ่มสินค้าการเกษตรของธุรกิจขายตรงได้รับผลกระทบด้วย โดยมียอดขายลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในส่วนของบริษัทปีที่ผ่านมาพบว่ายอดขายในประเทศลดลง 30% จึงต้องปรับกลยุทธ์การทำตลาดตั้งแต่ปีที่ผ่านมาด้วย 2 แนวทาง คือ 1. ขยายตลาดต่างประเทศ 2. เน้นฐานลูกค้ารายใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง

สำหรับการขยายตลาดต่างประเทศช่วงที่ผ่านมาถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี ปัจจุบันทำตลาดในประเทศมาเลเซีย สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา ตลาดที่มียอดขายเติบโตสูงสุดถึง 50% คือ สาขาในประเทศมาเลเซีย เนื่องจากไม่มีปัญหาภัยแล้งหรือการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งกลุ่มลูกค้าเกษตรกรที่ปลูกปาล์ม ยางพารา ข้าว และผลไม้ต่างๆ ได้มีการซื้อสินค้าการเกษตรของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

“เมียนมาเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่เข้าไปทำธุรกิจ ส่วนกัมพูชาเป็นประเทศล่าสุดที่เพิ่งเข้าไปทำตลาดเพียง 3 เดือน ก็พบว่าได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน แต่ปีนี้จะเน้นทำตลาดในประเทศมาเลเซียเป็นหลัก โดยเตรียมขยายสำนักงานให้เป็นศูนย์กระจายสินค้ามีขนาดใหญ่ขึ้น และใช้ระบบการจัดส่งสินค้าภายในประเทศ จากปัจจุบันที่สินค้าส่งตรงจากประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามาเลเซียได้รับสินค้าเร็วขึ้นใช้เวลาเพียง 3-5 วัน จากที่ผ่านมาใช้เวลาประมาณ 7 วัน คาดว่าจะใช้วงเงินประมาณ 10 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเตรียมเพิ่มรายการสินค้าใหม่เข้าไปทำตลาดอีก 4 รายการ จากปัจจุบันมี 6 รายการ”

ส่วนการทำตลาดภายในประเทศ บริษัทได้ให้นโยบายกับนักธุรกิจศรีไทย เน็ทเวิร์ค ให้เน้นจับกลุ่มลูกค้าเกษตรกรรายใหญ่ที่เป็นเจ้าของที่ดินการเกษตรขนาด 500-2 พันไร่ขึ้นไป เนื่องจากกลุ่มลูกค้านี้มีกำลังซื้อสูงและมีระบบการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ มีการเตรียมน้ำสำรองเพื่อทำการเกษตรไว้ล่วงหน้า รวมถึงการติดต่อศูนย์รับซื้อผลิตผลทางการเกษตรในต่างจังหวัด เนื่องจากทางศูนย์จะมีเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรจำนวนมาก สามารถนำเสนอสินค้าการเกษตรของบริษัทให้เป็นที่รู้จัก โดยชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ผลิตภัณฑ์และผลประโยชน์ตามแผนธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการปลูกพืช

นายเศรษฐพงศ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีลูกค้าเกษตรกรรายใหญ่ที่ปลูกพืช อาทิ ลำไย ชา และปาล์ม เข้ามาเป็นลูกค้ามากกว่า 10 ราย ส่งผลให้บริษัทยังมียอดขายของกลุ่มสินค้าการเกษตร ขณะที่ศูนย์สินค้าการเกษตร 1 อำเภอ 1 ศูนย์ ที่ปัจจุบันมี 600 ศูนย์ทั่วประเทศ ปีนี้จะมุ่งเน้นกระตุ้นยอดขายด้วยการจัดอบรม สัมมนา และกิจกรรมเสริมความรู้ในด้านการใช้ผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตและลดปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยไม่มีแผนขยายสาขาเพิ่ม นอกจากนี้บริษัทมีแผนรับมือกับแนวโน้มสินค้าการเกษตรในประเทศชะลอตัวลง ด้วยการเพิ่มรายการสินค้าอื่นๆ อีก 5-6 รายการ เพื่อบริหารความเสี่ยง พร้อมกับการขยายศูนย์สินค้าอาหารเสริม ฟูดแมททริกซ์ เอ็กเพรส เซ็นเตอร์ทั่วประเทศเพิ่มอีก 100 ศูนย์ จากปัจจุบันมี 20 ศูนย์

“ปีนี้จะมีสินค้าการเกษตรเพิ่มอีก 1 รายการ แต่สัดส่วนยอดขายปีนี้ยังรักษาไว้เท่าที่ผ่านมา คือ กลุ่มสินค้าเกษตร 40% สินค้าอาหารเสริมฟู้ด แมททริกซ์ 40% และสินค้าอื่นๆ อีก 20% ซึ่งปีนี้ยอดขายน่าจะเติบโตได้ 20% จากปีที่ผ่านมายอดขายลดลง 15% โดยสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศในปีนี้จะเพิ่มมากขึ้นเป็น 30% จากปีก่อนที่มีสัดส่วน 20% เพื่อบริหารความเสี่ยงจากภาวะสินค้าการเกษตรในประเทศมีแนวโน้มลงลง โดยมูลค่าสินค้าทางการเกษตรทั้งประเทศน่าจะมีกว่า 2 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา เชื่อว่าปีนี้จะหายไปไม่น้อยกว่า 20%”นายเศรษฐพงศ์กล่าว

ขณะที่นายสุกิจ สัตย์เพริศพราย ประธานกรรมการ บริษัท แฮปปี้ เอ็มพีเอ็ม จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงแฮปปี้ เอ็มพีเอ็ม กล่าวว่า ปัญหาวิกฤติทางการเกษตรไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำ หรือปัญหาภัยแล้ง บริษัทมองเห็นปัญหามาตั้งแต่ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาและได้วางแผนรับมือมาโดยตลอด เนื่องจากที่ผ่านมาสินค้าหลักที่ทำรายได้เป็นกลุ่มสินค้าการเกษตร ที่มีสัดส่วนรายได้ถึง 80% จากจำนวนสินค้าที่ทำตลาดอยู่ 10 รายการ ซึ่งแนวทางการรับมือกับปัญหาดังกล่าว บริษัทได้ปรับเพิ่มรายการสินค้ากลุ่มอาหารเสริมเข้ามาทำตลาด เพื่อทดแทนกับยอดขายกลุ่มสินค้าการเกษตรที่ลดลง โดยในปีที่ผ่านมาได้เริ่มนำสินค้าอาหารเสริมแบรนด์ เซอร์นิตินเข้ามาทำตลาด 9 รายการ มีราคาจำหน่ายปลีก 1.4-2 พันบาท และมีแผนเพิ่มสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดอีก 2 รายการ

“เดิมบริษัทจับฐานลูกค้าเป็นกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ หลังจากเห็นแนวโน้มปัญหาที่เกิดขึ้น จึงหันมาเพิ่มรายการสินค้าอาหารเสริมพร้อมกับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายใหม่เป็นกลุ่มคนเมือง คนทำงาน และกลุ่มคนที่มีรายได้สูงขึ้น โดยให้นโยบายกับนักธุรกิจแฮปปี้ เอ็มพีเอ็ม มุ่งขยายเครือข่ายให้สอดคล้องกับกลุ่มต่างๆ และปรับแผนการตลาดให้สอดคล้องกันด้วย และในพื้นที่กรุงเทพฯ จะไม่มีการจัดกิจกรรมด้านการเกษตรเลย แต่จะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับสินค้าเพื่อสุขภาพแทน ทำให้ช่วงปีที่ผ่านมาบริษัทยังรักษาการเติบโตได้ 10% สัดส่วนสินค้าการเกษตรจากที่เคยมีสัดส่วน 80% ปีที่ผ่านมาเหลือ 20% เท่านั้น”

สำหรับปีนี้บริษัทวางเป้าหมายว่าจะรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าสัดส่วนยอดขายหลักจะมาจากสินค้าเพื่อสุขภาพ 85% กลุ่มสินค้าน้ำมันเครื่องและสารเสริมประสิทธิภาพเครื่องยนต์ 10% ส่วนสินค้าการเกษตรสัดส่วนเหลือ 5% ซึ่งช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ยอดขายสินค้าการเกษตรมีสัดส่วนไม่ถึง 20% โดยแนวทางสร้างการเติบโตของบริษัทจะเน้นการจัดกิจกรรมสัมมนาในหัวเมืองต่างจังหวัด เพื่อขยายฐานสมาชิกใหม่ คาดว่าปีนี้จะเพิ่มจำนวนสมาชิกนักธุรกิจได้อีก 50% จากปัจจุบันมี 2 หมื่นรายเพิ่มขึ้นเป็น 3 หมื่นราย

นายสุกิจ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันตลาดสินค้าการเกษตรที่อยู่ในระบบขายตรงมีกว่า 300 บริษัท ซึ่งในอดีตเคยมีมูลค่ามากถึง 1 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันคาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 3 พันล้านบาทเท่านั้นและภายในสิ้นปีนี้ยอดขายจะลดลงไปอีก อาจจะมีมูลค่าเหลือเพียง 2.5 พันล้านบาท ขณะที่ภาพรวมของสินค้าการเกษตรทั่วประเทศในปีนี้น่าจะลดลงไม่ต่ำกว่า 50% จากที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลกระทบจากนโยบายการรับจำนำข้าวและนโยบายของรัฐบาลในอดีต รวมถึงปัญหาภัยแล้งที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,136 วันที่ 3 - 5 มีนาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline