thansettakij
thansettakij
ลุ้นบจ.โกยกำไร2.3แสนล. ธุรกิจกลาง-เล็ก ไม่กลัวศก.ซบ ลั่นปี59โต 10-20%

ลุ้นบจ.โกยกำไร2.3แสนล. ธุรกิจกลาง-เล็ก ไม่กลัวศก.ซบ ลั่นปี59โต 10-20%

02 มี.ค. 59 | 04:00 น.
บล.เอเซีย พลัสฯ คาดไตรมาส 4 ปี 58 บริษัทจดทะเบียน กวาดกำไร 2.3 แสนล้านบาท ชี้สุดเจ๋งทำผลงานได้ตามเป้า กลุ่มแบงก์ ปิโตรเคมี ไอซีที ทำได้ดีกว่าคาดส่องแนวโน้มปี 59 ยังดีต่อ ฟากบริษัทจดทะเบียนมาร์เก็ตแคปกลาง-เล็กไม่กลัวเศรษฐกิจซบ ตั้งเป้ารายได้โต 10-20% กระจายความเสี่ยงธุรกิจ พาเหรดรุกต่างประเทศ

[caption id="attachment_34850" align="aligncenter" width="503"] 5 กลุ่มอุตสาหกรรมดาวรุ่งปี 2559 5 กลุ่มอุตสาหกรรมดาวรุ่งปี 2559[/caption]

บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน)(บมจ.) รวบรวมการรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน(บจ.) งวดไตรมาส 4 ปี 2558 (ข้อมูล ณ 25 ก.พ.59 ) มีบจ.รายงานงบฯ แล้วกว่า 260 บริษัท คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม หรือมาร์เก็ตแคป รวมกันแล้ว 75% ปรากฏว่ากำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/58 ที่ประกาศออกมารวมกันได้กว่า 1.99 แสนล้านบาท และคาดว่ามีโอกาสที่จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ประเมินไว้ราว 2.3 แสนล้านบาท มีความเป็นไปได้สูง

ทั้งนี้หากพิจารณาผลประกอบการที่ออกมาแล้วนั้น พบว่ากลุ่มที่มีแนวโน้มดีกว่าคาด เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มไอซีที ส่วนกลุ่มที่คาดว่ารายงานผลประกอบการใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ อาทิ กลุ่มเช่าซื้อ วัสดุก่อสร้าง อสังหาอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก และชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ ยกเว้นที่อิงเศรษฐกิจโลกที่ยังต่ำกว่าคาด เช่น กลุ่มพลังงาน ได้แก่ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และบมจ.บางจากปิโตรเลียม ( BCP)

สำหรับแนวโน้มกำไรตลาดปี 2559 บล.เอเซีย พลัส คาดว่าสดใสกว่าปี 2558 (แม้จะมีการปรับประมาณการกำไรของกลุ่มมีเดีย และกลุ่มไอซีที ไปแล้วในช่วงต้นปี 2559 ก็ตาม) แม้ยังมีตัวแปรที่สำคัญที่อาจจะกดดันกำไรในปี 2559 คือ เรื่องราคาน้ำมันที่อาจจะกดดันผลประกอบการของกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น เนื่องจากสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 45 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งยังสูงกว่าราคาปัจจุบันที่ยังเคลื่อนไหวที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ค่าเฉลี่ย 2 เดือนแรก 28.06 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) แต่เนื่องจากว่าราคาน้ำมันได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และเนื่องจากฐานกำไรที่ต่ำมากในปี 2558 จึงทำให้คาดว่าในปีนี้กลุ่มนี้จะเติบโตก้าวกระโดด

"โดยภาพรวมปี 2559 คาดว่าบจ.จะมีกำไรสุทธิราว 8.4 ล้านล้านบาท เทียบกับปี 2558 ที่ราว 7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นราว 90 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ราว 20% "บทวิเคราะห์บล.เอเซีย พลัส ระบุ

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่บล.เอเซีย พลัส คาดว่าจะมีกำไรเติบโตสูงสุดในปี 2559 คือ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี รองลงมาคือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ แม้ปี 2559 คาดว่าการเติบโตสินเชื่อไม่สูงมากนัก แต่เนื่องจากไม่ต้องตั้งสำรองฯ จำนวนมากเหมือนปีที่ผ่านมา จึงน่าจะเห็นการเติบโตของกำไรในระดับใกล้เคียง 10%

ทั้งนี้หากพิจารณาระดับอัตราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พี/อี เรโช)ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ราว 14.7 เท่า ใกล้เคียงกับภูมิภาคอย่างมาเลเซียที่ 14.5 เท่า แต่ต่ำกว่าฟิลิปปินส์ที่ 15.1 เท่า แต่ด้วยการเติบโตในอัตราที่สูงกว่า จึงทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความโดดเด่นกว่า

แม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) ของประเทศยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยเสี่ยงด้านต่างๆที่เข้ามารุมเร้า โดยเฉพาะปัจจัยจากต่างประเทศ แต่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ บจ. ยังคงตั้งเป้าเติบโตของรายได้กันเป็นตัวเลข 2 หลัก

ด้านทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2559 ของบจ. จากที่"ฐานเศรษฐกิจ" ได้ร่วมงานบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน พบว่าบจ.ที่มามาร์เก็ตแคปขนาดกลางและขนาดเล็ก ยังมั่นใจว่าปี 2559 จะสามารถต้านทานภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาได้ โดยพบว่าได้ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-20 % อีกทั้งพบว่าบจ.เหล่านี้มีการกระจายรายได้ไปยังต่างประเทศด้วย

นายปกรณ์ บริมาสพร ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเม้นท์ (L&E )เปิดเผยว่า ปี 2559 คาดว่ารายได้ของบริษัทจะเติบโตอย่างน้อย 15-20% จากปี 2558 อยู่ที่ 2.7 พันล้านบาท ขยายตัว 2% จากปี 2557 มีกำไรสุทธิ 62.7 ล้านบาท ลดลง 57% จากปี 2557

การเติบโตของรายได้ปีนี้จะมาจากการปรับตัวเตรียมพร้อมรับมือจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาด LED ตลอดจนการเปิดเสรีการค้าอาเซียนรวมทั้งบริษัทมีความพร้อมและโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีพื้นที่กว่า 80,000 ตารางเมตร จากเดิมซึ่งมีพื้นที่อยู่ 8,000 ตารางเมตร จะสามารถเดินเครื่องกำลังการผลิตได้อย่างเต็มที่ในช่วงต้นปีนี้ ซึ่งจะสนับสนุนให้ผลประกอบการปี 2559 ของบริษัทเติบโตได้ตามเป้าหมาย

นอกจากนี้คาดว่ารายได้จากต่างประเทศจะเติบโตกว่าเท่าตัว จากปีก่อนที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพียง 114 ล้านบาท โดยบริษัทจะได้ข้อสรุปการเปิดบริษัทย่อยในประเทศเวียดนามช่วงไตรมาส 2/59 หลังจากที่ช่วงปลายปี 2558 ได้ขยายธุรกิจเข้าไปในเมียนมาร์ด้วยการเปิดบริษัทย่อยอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำยอดขายได้ดีและขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

นายชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการผู้จัดการ บมจ. เอ็น.ดี.รับเบอร์( NDR )กล่าวว่า ปี 2559 บริษัทตั้งเป้ายรายได้รวม 1 พันล้านบาท จากปี 2558 ที่ทำได้ 796 ล้านบาท โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากตลาดประเทศอินเดีย ส่วนกำไรสุทธิปีนี้คาดว่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งทำได้ 34 ล้านบาท เนื่องจากการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ซึ่งบริษัทมีแผนจะติดตั้งแผงโซล่าร์ (Solar Roof) กำลังการผลิต 1 เมกกะวัตต์ (MW) เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในโรงงาน โดยคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าลงได้ประมาณ 5 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 10%

นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง(TKN) กล่าวว่า ปี 2559 บริษัทตั้งเป้ายอดขายโต 10-15% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 3.5 พันล้านบาท คาดว่าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 55% จากเดิมอยู่ที่ 52.3% รายได้จากในประเทศจะอยู่ที่ 45% จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 47.7% ในปี 2558 ตามลำดับ

กลยุทธ์การทำธุรกิจบริษัทจะมุ่งเน้นการขยายตลาดต่างประเทศเป็นหลัก เพราะมองว่ายังมีแนวโน้มที่สามารถขยายตัวได้อีกมาก ทั้งในส่วนของตลาดกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) จีน และสหรัฐอเมริกา ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ ส่วนงบลงทุนตั้งไว้ที่ประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อใช้ในการสร้างโรงงานใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 3,600 ตันต่อปี ซึ่งจะเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ในช่วงต้นปี 2560 ส่วนที่เหลือจะใช้ในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอที

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,135
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline