thansettakij
thansettakij
แบงก์ห่วง NPLพุ่งเข้มปล่อยกู้ดีเวลอปเปอร์

แบงก์ห่วง NPLพุ่งเข้มปล่อยกู้ดีเวลอปเปอร์

02 มี.ค. 59 | 13:00 น.
แบงก์พร้อมใจเข้มปล่อยกู้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ย้ำชัดไม่เวิร์กไม่ปล่อย เหตุซัพพลายล้นตลาด-รายย่อยกำลังผ่อนถดถอย ค่าย "กรุงเทพ" ขอดูทำเล-กลุ่มลูกค้า หลังเจอรายย่อยซื้อเก็งกำไรกู้ไม่ผ่าน ทำลูกค้าหวืดเป้า ต้องยืดเวลาขาย-ผ่อนชำระ ลดความเสี่ยงก่อนเป็นเอ็นพีแอล ส่วน "ไทยพาณิชย์-แอชเอส

แบงก์"ลั่นไม่คุ้มทุนไม่ให้เบิกเงิน- เจาะลึกรายละเอียดยอดพรีเซล-ยอดจองจริงตามรายชื่อ ฟาก "กสิกรไทยแผนธุรกิจต้องชัดเจน รายได้ต้องเกินครึ่งยอมพิจารณา

นายศิริเดช เอื้องอุดมสิน รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า สัญญาณกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ตอนนี้ค่อนข้างชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ทั้งในส่วนของโรงแรม คอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร หรืออาคารพาณิชย์ ส่วนบ้านแนวราบอาจจะขยายตัวได้ในราคาบ้านระดับกลาง-บนขึ้นไป แต่อาจจะต้องดูพื้นที่เป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ธนาคารไม่ได้ชะลอหรือหยุดปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มนี้แต่อย่างใด แต่การพิจารณาการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเหล่านี้จะต้องดูในเรื่องของรายละเอียดมากขึ้น แต่ยังอยู่บนหลักการปกติ เนื่องจากบางเซ็กเตอร์อาจจะยังไม่มีกำลังซื้อหรือดีมานด์ความต้องการ จึงชะลอการปล่อยหรือไม่ได้เข้าไปสนับสนุน เพราะถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงอยู่บนกำลังซื้อ

สำหรับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อผู้ประกอบการโครงการนั้น ธนาคารจะพิจารณาและวิเคราะห์ตามเซ็กเมนต์และความต้องการของตลาดเป็นหลัก เช่น มีพื้นที่ตั้งเหมาะสมกับความต้องการซื้อของแต่ละกลุ่มอย่างไร และสัดส่วนยอดพรีเซลตามการลงทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งจะเห็นว่าในส่วนของคอนโดมิเนียมจะชะลอเปิดโครงการใหม่ค่อนข้างมาก

เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีสต๊อกค้างเก่าอยู่ หรือเจอปัญหาการโอนไม่ผ่านของผู้ซื้อ เพราะที่ผ่านมาในจำนวนผู้ซื้อประมาณ 40-50% จะซื้อเพื่อเก็งกำไร ทำให้การขอวงเงินกับธนาคารไม่ผ่าน ทำให้ยอดขายของผู้ประกอบการไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยวงเงินปล่อยสินเชื่อเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 50-200 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการและพื้นที่ตั้ง

ขณะที่สัญญาณการชำระหนี้และคุณภาพของหนี้ยังถือว่าไม่มีปัญหา แม้ว่าจะมีอัตราการชะลอตัวของการเปิดโครงการใหม่หรือตลาดอาจจะชะลอตัวลง แต่ธุรกิจยังคงเดินหน้าปกติ ส่วนกลุ่มที่ยอดขายไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น ยอมรับว่ามีบ้างแต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นจนน่ากังวล ซึ่งธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างการขาย เช่น ยืดอายุเวลาการขายออกไปให้ หรือยืดอายุการชำระหนี้ หรือปรับเงื่อนไขภายใต้ความเหมาะสม ทำให้ลูกค้ายังสามารถทำธุรกิจได้ไม่ได้มีปัญหา

"ตอนนี้เราดูเป็นโครงการ ดูเป็นเซ็กเตอร์ที่เติบโตได้ เช่น พื้นที่ติดรอบรถไฟฟ้ายังพอเห็นดีมานด์ความต้องการอยู่บ้าง เราก็ยังปล่อยอยู่ แต่การเลือกปล่อยสินเชื่อจะซีเล็กทีฟมากขึ้น ทำให้พอร์ตเรายังไม่มีอาการน่าเป็นห่วงมากนัก แต่ก็มีบ้างที่ยอดขายผิดไปจากคาดกลุ่มนี้เราก็ไปช่วยปรับโครงสร้างการขายให้"

สอดรับกับนางสุธารทิพย์ พิสิฐบัณฑูรย์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มสินเชื่อ บมจ.ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ LH Bank ที่ระบุว่า การพิจารณาการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นกลุ่มลูกค้าขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) นั้น แม้ว่าธนาคารจะไม่ได้เพิ่มกฎเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อเข้มงวดขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าธนาคารดูในรายละเอียดต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

ตัวอย่างกรณีธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการในสัดส่วน 60% ของโครงการ ลูกค้าจะต้องมียอดจองหรือยอดขายพรีเซลก่อน 60% จึงจะสามารถเบิกวงเงินใช้ได้ หรือที่เรียกว่าลูกค้าจะต้องมีจุดคุ้มหนี้ของธนาคารก่อนจึงจะอนุมัติให้ลูกค้าเบิกใช้วงเงินปล่อยกู้ได้ หรือการขอดูเอกสารการจองของลูกค้า และดูยอดการโอนเงินเข้าบัญชีตามยอดการจองที่จะต้องสอดคล้องกัน เป็นต้น

เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคารประสบปัญหาการทิ้งใบจอง หรือยอดจองลอย ทำให้ยอดขายของลูกค้าไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ธนาคารจึงต้องเข้มงวดในเรื่องของเอกสารมากขึ้น โดยจะเพิ่มความเข็มงวดในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มียอดขายเกิน 1 พันล้านบาท และกลุ่มเอสเอ็มอียอดขายไม่เกิน 500 ล้านบาท และเอสเอ็มอีขนาดย่อย ที่มียอดขาย 75-150 ล้านบาท

ปัจจุบันธนาคารมีสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประมาณ 17% ของฐานสินเชื่อรวมทั้งธนาคาร หรือคิดเป็นพอร์ตสินเชื่อสุทธิ 2.1 หมื่นล้านบาท จากฐานสินเชื่อรวมอยู่ที่ 1.49 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดผิดนัดชำระมีอัตราเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าเก่าที่อยู่กับธนาคารมาแล้วประมาณ 3-4 ปี เนื่องจากประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และยอดขายปรับตัวลดลง โดยอัตราผิดนัดชำระหนี้อยู่ที่ประมาณ 0.6% จากเอ็นพีแอลรวมทั้งธนาคารอยู่ที่ 1.89%

"เราไม่ได้เพิ่มเกณฑ์อะไรเลย แต่เรียกว่าเราเพิ่มความละเอียดในเรื่องของเอกสารและยอดการจองมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเราเจอปัญหาทิ้งใบจองเยอะ หรือยอดจองไม่สมดุลกับยอดโอนเงินเข้าบัญชี ดังนั้น เราจึงต้องให้ลูกค้ามีจุดคุ้มทุนก่อนเราถึงจะให้เบิกใช้วงเงิน"

เช่นเดียวกับนายวิพล วรเสาหฤท รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดของลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารไม่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาปล่อยกู้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แต่อย่างใด แต่จะมีการขอดูรายละเอียดต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น การขอดูยอดพรีเซลก่อนปล่อยสินเชื่อ แม้จะเป็นเรื่องปกติของธนาคารแต่ต้องนำมาเป็นหลักในการพิจารณาปล่อยกู้ โดยการดูยอดพรีเซลจะพิจารณาตามศักยภาพของลูกค้า หากลูกค้าดีมีศักยภาพยอดพรีเซลอาจจะต่ำกว่า 30% แต่หากลูกค้ามีศักยภาพน้อยอาจขอดูถึง 50%

อย่างไรก็ตาม จากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมปัจจุบัน ประกอบกับจำนวนบ้านและคอนโดที่มีอยู่ในตลาดจำนวนมาก ทำให้การเปิดโครงการใหม่ๆ ของผู้ประกอบการไม่ค่อยเห็นมากนัก ยังไม่ใช่จังหวะของการลงทุนและแนวโน้มความสามารถของผู้ซื้อบ้านลดลงจากหนี้ครัวเรือนที่สูง ทั้งนี้ ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนไม่ถึง 5% จากยอดสินเชื่อคงค้างสินเชื่อเอสเอ็มอีรวมที่มีอยู่กว่า 3.5 แสนล้านบาท

ขณะเดียวกันนายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การพิจารณาปล่อยสินเชื่อกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารจะเน้นหนักในเรื่องของแผนธุรกิจที่ชัดเจน กลุ่มเป้าหมายและการสร้างรายได้ โดยการพิจารณาปล่อยจะดูจากจุดคุ้มทุนของลูกค้าเกินครึ่งของวงเงินสินเชื่อที่ขอ เช่น หากลูกค้าขอวงเงิน 100 บาท จะต้องมีรายได้เกิน 50 บาท ธนาคารจึงจะปล่อยสินเชื่อ ซึ่งปัจจุบันธนาคารจะเน้นปล่อยกลุ่มอพาร์ตเมนต์ หรือหอพัก ขณะที่คอนโดมิเนียมธนาคารชะลอการปล่อยแล้วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมองว่ามีซัพพลายล้นตลาดค่อนข้างมาก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,135
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline