
Management Tools : ใครไม่ฉลาดในอารมณ์
ความแตกต่างของคนสี่ประเภทนี้ คือความความสามารถในการรับรู้และบรรลุถึงธรรม
อัจฉริยะ (Genius) หรือ อุคฆฏิตัญญูนั้น เพียงแต่บอกหัวข้อ ไม่จำเป็นต้องอธิบายขยายความก็รู้บรรลุโดยแจ้ง
ปัญญาชน (Intellectual) หรือ วิปจิตัญญูคงต้องอธิบายขยายความเพียงเล็กน้อย ก็เข้าใจได้โดยไม่ยาก
ผู้ฝึกหัด (Trainable) หรือ เนยยะ นอกจากยกตัวอย่างยังอาจให้ฝึกปฏิบัติพอสมควร ก็จะบรรลุธรรม
ส่วนคนด้อยปัญญา (Idiot) หรือ ปทปรมะ แม้จะพร่ำสอนเพียงไร อธิบายก็แล้ว ยกตัวอย่างก็แล้ว ฝึกปฏิบัติก็มากมายแล้วก็หาเข้าใจซึ่งแก่นแท้ของธรรมได้
ระดับความฉลาดทั้ง 4 ระดับนี้ จัดเป็นความฉลาดทางปัญญา ซึ่งนอกเหนือจากสิ่งที่เป็นปัญญาแล้ว ผู้บริหารควรมีความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional intelligence) ควบคู่ไปด้วย หากฉลาดแต่ควบคุมตนเองไม่ได้ มีตำแหน่งระดับสูงเป็นผู้ใหญ่แต่อารมณ์แปรผันเหมือนเด็กเล็ก ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จในการจัดการสิ่งต่างๆ ได้
1.ความตระหนักในตนเอง (Self awareness) หมายถึงความสามารถในการรับรู้และเข้าใจในอารมณ์ของตนเองตลอดจนเข้าใจว่าการใช้อารมณ์ดังกล่าวมีผลกระทบต่อคนอื่นๆอย่างไร คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ต้องเริ่มต้นด้วยการรู้จักตนเอง เช่น เป็นคนที่โมโหง่ายไหม แค่มีคนพูดคนแหย่ หรือตั้งคำถามที่ไม่ถูกใจก็โมโหเกรี้ยวกราดใส่คนอื่น เอาแต่ตัวเองเป็นที่ตั้ง หรือเป็นคนที่อารมณ์ดีในทุกสถานการณ์มากเกินไป เห็นทุกเรื่องเป็นเรื่องเล่นๆไปเสียหมด หรือเป็นคนอารมณ์อ่อนไหว เห็นใครลำบากน่าสงสารก็ยื่นมือไปช่วยเสียหมดโดยไม่พิจารณาถึงศักยภาพหรือภาระที่ตนเองมีอยู่
สิ่งที่แสดงออกถึงความสำเร็จ (Hallmarks) ของการมีความตระหนักในตนเอง คือ การที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง การรู้จักการประเมินตนเองอย่างตรงไปตรงมา และการรู้จักยับยั้งอารมณ์ขันที่ไม่เกิดประโยชน์ของตนเอง (อันนี้แปลตรงๆจาก self deprecating sense of humor ไม่ได้มีเจตนาจะหมายถึงมุกแป็กของท่านผู้นำคนใด)
การตระหนักในตนถือเป็นรากฐานเริ่มต้นของความฉลาดทางอารมณ์
2.การกำกับตนเอง (Self regulation) หมายถึงความสามารถในการควบคุมหรือกำกับอารมณ์หรือแรงกระตุ้นที่นำไปสู่ความเสียหาย รู้จักในการอดกลั้น รู้จักการยั้งใจ รู้จักการคิดก่อนพูดหรือกระทำ คนที่ฉลาดทางอารมณ์นั้น นอกจากประเมินออกว่า การแสดงออกทางอารมณ์ของตนจะกระทบต่อคนอื่นอย่างไรแล้ว ยังต้องสามารถกำกับอารมณ์ของตนได้ด้วย หากโกรธแล้วกลายเป็นภาพลบไม่เกิดผลในทางที่ดี ก็ต้องควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ให้โกรธ ไม่ใช่ปล่อยอารมณ์ออกมาจนเป็นด้านลบต่อตนเอง หรือ หากปล่อยอารมณ์ให้สนุกสนานร่าเริงเกินไปจนขาดความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ที่ดำรงอยู่ ก็จะเป็นปัญหาในด้านภาพลักษณ์ส่วนบุคคล
ความสามารถในการกำกับตนเองแสดงออกได้โดยการรู้จักวางตัวอย่างเหมาะสม รู้กาละเทศะ มีความสง่างามในท่าที ในขณะเดียวกันก็รู้จักการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่กดดัน
4.การเอาใจใส่ในผู้อื่น (Empathy) นอกเหนือจากการรู้ถึงอารมณ์และควบคุมอารมณ์ตนเองแล้ว คนที่ฉลาดทางอารมณ์มักจะมีท่าทีที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของคนรอบด้าน รู้ถึงอารมณ์และผลกระทบทางอารมณ์ต่างๆ ที่คนอื่นๆ ได้รับ มีความเอื้ออาทรห่วงใย เข้าใจความแตกต่างของผู้คนว่าที่แต่ละคนคิดแต่ละคนแสดงออกนั้นมาจากเหตุผลใดเพื่อสามารถสื่อสารหรือมีพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อกันได้
นอกจากนั้น ผู้ฉลาดในอารมณ์มักมีนิสัยในการชอบบริการ ชอบช่วยเหลือ ให้ความสำคัญต่อลูกค้าหรือผู้รับบริการ เป็นมือหนึ่งในการดูแลเอาใจใส่ผู้อื่นอย่างจริงใจและสม่ำเสมอ
5.ทักษะทางสังคม (Social skill) ประเด็นนี้คงไม่ใช่เรื่องการเข้าสังคมทานข้าวทานเหล้ากับเพื่อน แต่เป็นความสามารถในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับกลุ่มสังคมต่างๆ รวมถึงเครือข่ายทางสังคมที่เกี่ยวข้อง ผู้ฉลาดทางอารมณ์จะเป็นคนรู้จักสังคม รู้จักคบหาผู้คน รู้จักในการใช้เลือกคนให้เกิดประโยชน์ ความสำเร็จของผู้ที่มีทักษะทางสังคม คือ ความเชี่ยวชาญในการสร้างและเป็นผู้นำทีม ความสามารถในการชักชวนผู้คนให้มาร่วมทำงาน และประสิทธิผลในการเป็นผู้นำการการเปลี่ยนแปลงต่างๆในองค์การ
ความฉลาดทางอารมณ์ 3 ประการแรกข้างต้นเป็นเรื่องของทักษะการจัดการส่วนบุคคล (self-management skills) ในขณะที่ 2 ประการหลังเป็นเรื่องของความสามารถในการจัดการความสัมพันธ์กับผู้อื่น (manage relationships with others) โดยโกลแมนชี้ว่า ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่ “ควรจะมี” (nice to have) แต่เป็นเรื่องที่ “จำเป็นต้องมี” (need to have)
คนเป็นผู้นำในวันนี้ จึงมิใช่เรื่องแค่มีอำนาจในมือ ไม่ใช่เรื่องความรอบรู้ทางการจัดการที่เหนือผู้อื่น หรือแค่สติปัญญาที่เฉียบแหลม แต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ในขั้นเทพด้วย มิฉะนั้นความฉลาดทางปัญญาถึงขั้นอุคคฏิตัญญู หากรวมกับความอ่อนด้อยของความฉลาดทางอารมณ์ในขั้นปทปรมะ ก็อาจกลายเป็นความล้มเหลวในทุกๆ ทางได้
|คอลัมน์ : Management Tools
|โดย : รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
|หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 6 ฉบับ 3409 ระหว่างวันที่ 14-17 ต.ค.2561






