svasdssvasds

ต่างชาติไล่เก็บหุ้นบิ๊กแคป-ฟิวเจอร์ส

25 ก.พ. 2559 เวลา 6:00 น.
เงินไหลเข้าตลาดหุ้น ลุ้นมี.ค.ทะลัก 2.5 หมื่นล้านบาท ดักผลประชุมธนาคารกลางยุโรป ญี่ปุ่น คาดขยายวงเงินคิวอี-ดอกเบี้ยอีก ส่งผลนักลงทุนทั่วโลกปรับพอร์ตจากพันธบัตรโยกเข้าสินทรัพย์เสี่ยง ฟากหุ้นไทยมีสัญญาณชัดนักลงทุนต่างชาติตุนหุ้นบิ๊กแคป และตลาดฟิวเจอร์สพบยอดซื้อพุ่งแสนสัญญา นายกสมาคมนักวิเคราะห์ ลุ้นของจริงมาครึ่งปีหลัง ต่างชาติรอดูสถานการณ์หลังโหวตร่างรัฐธรรมนูญ ตัวเลขเศรษฐกิจ บลจ.กรุงศรีฯ เตือนตราสารหนี้กลาง-ยาว ผันผวนสูง

[caption id="attachment_33135" align="aligncenter" width="503"] การประชุมของธนาคารกลางต่างๆ ในเดือนมีนาคม 2559 การประชุมของธนาคารกลางต่างๆ ในเดือนมีนาคม 2559[/caption]

ภาพรวมสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกทั้งหุ้น และน้ำมัน ฟื้นตัวอีกครั้ง จากปัจจัยบวก หลัก ๆ 2 เรื่อง คือ 1.ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ประเมินว่าราคาน้ำมันน่าจะพ้นจุดต่ำสุดแล้ว หลังล่าสุด มีรายงานว่าจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในประเทศสหรัฐอเมริกา ปรับลดลง 9 สัปดาห์ติดกันเหลือจำนวน 413 แท่น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเหนือ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และ2.การคาดการณ์ว่าการประชุมของธนาคารกลางต่าง ๆในเดือนมีนาคมนี้ โดยเฉพาะธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)และธนาคารญี่ปุ่น(บีโอเจี) จะขยายวงเงินคิวอีและอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก

 สัญญาณชัดเงินไหลเข้าหุ้น

จากสถานการณ์ที่เป็นบวกทั้ง 2 ปัจจัยข้างต้น โดยเฉพาะการประชุมของบีโอเจ และอีซีบี นั้น "ฐานเศรษฐกิจ"ได้สำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และนักลงทุนสถาบัน ต่างมองในทิศทางเดียวกันว่า จะทำให้มีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย(ฟันด์โฟลว์)ไหลเข้าตลาดหุ้นมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้พักในตลาดพันธบัตร

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ทิสโก้ จำกัด ในฐานะนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่าเดือนกุมภาพันธ์นี้เริ่มมีการกลับเข้ามาซื้อของนักลงทุนต่างชาติอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามหากมองในแง่ของคุณภาพแล้ว เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดในโลกที่คงที่ หรือไม่มีการปรับตัวลดลง

"ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลงเฉลี่ย 10% แย่สุดก็อย่างเช่น จีนที่ลดลง 20% ส่วนยุโรปลดลง 15% เพราะฉะนั้นเวลานี้หากมองในแง่ความเสี่ยงที่จะปรับลดลงของตลาดหุ้นไทยก็น่าจะน้อยลงแล้ว แต่หากถามว่าเม็ดเงินจากต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาเลยหรือไม่ คงยังไม่ใช่"

 แค่เก็งกำไร-ครึ่งปีหลังลุ้นของจริง

ทั้งนี้นายไพบูลย์กล่าวว่า ประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติยังคงให้ความสนใจ นอกจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นอย่างชัดเจน เช่น ตัวเลขในไตรมาส 4/2558 ที่มีการประกาศออกมาก็จะเห็นอย่างชัดเจนว่ายังกระจุกตัวอยู่ในภาคของการท่องเที่ยว กับการลงทุนภาครัฐที่สามารถทำได้เป็นจำนวนมาก แต่หากนำทั้ง 2 ส่วนดังกล่าวออกไปเศรษฐกิจก็จะอยู่ในภาวะถดถอย ซึ่งหมายความว่าแรงขับเคลื่อนจากทางด้านอื่นแทบไม่มี โดยประเด็นดังกล่าวนี้เป็นส่วนที่นักลงทุนต่างชาติเฝ้าติดตามรอดูตัวเลขให้ชัดเจนมากกว่านี้ อีกทั้งยังรอให้ภาพของสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเกิดความผิดหวังในเรื่องของการทำรัฐธรรมนูญมาแล้วเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นนักลงทุนต่างชาติจึงในช่วงระยะเวลาของการรอดูสถานการณ์

อย่างไรก็ตามหากตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้น และประเทศไทยสามารถผ่านประชามติในการทำรัฐธรรมนูญได้ เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังนักลงทุนต่างชาติจะทยอยกลับเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้หากมองในแง่อัตราเงินปันผล พบว่าหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูง โดยบางบริษัทสามารถให้ได้ถึง 6-7%

 ต่างชาติซื้อตลาดฟิวเจอร์สทะลุแสนสัญญา

สอดคล้องกับความเห็นของนายประกิต สิริวัฒนเกตุ นักกลยุทธ์การลงทุน และนักวิเคราะห์เทคนิค บล.กสิกรไทยฯ กล่าวว่า ฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ รวมหุ้นไทย โดยหุ้นไทยมีแรงซื้อของต่างชาติในหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ หรือหุ้นบิ๊กแคป ในกลุ่ม SET 50 ทั้งกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง นั้น สันนิษฐานได้ว่านักลงทุนเหล่านี้ยังไม่มีหุ้นกลุ่มดังกล่าว หลังขายทิ้งไปช่วงก่อนหน้านี้ เมื่อเกิดกระแสฟันด์โฟลว์ไหลกลับจึงทำให้มีกำลังมาไล่ซื้อตาม อีกสาเหตุคือ การซื้อหุ้นบิ๊กแคปเพื่อหนุนดัชนีของนักลงทุนต่างประเทศ หลังมีการซื้อสุทธิในSET 50 ฟิวเจอร์ส มาตั้งแต่ต้นปี 2559 กว่า 1.08 แสนสัญญา ขณะที่มีการซื้อหุ้นโดยตรง 5 วันติดกัน (สิ้นสุด 19 ก.พ.59 )รวม 6.19 พันล้านบาท

ขณะที่บล.กสิกรไทยฯ มองว่าแนวโน้มนักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาซื้อหุ้นไทยอีก จากปัจจัยหนุนต่าง ๆ เช่น เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นพบว่า ให้ผลตอบแทนในระดับสูงที่ 4.74 % ต่อปี (เทียบจากอัตราเงินปันผลจ่าย) ซึ่งจูงใจให้มีการโยกเงินจากตลาดตราสารหนี้เข้าตลาดหุ้น

 ลุ้นมี.ค.นี้ประชุมบีโอเจ-อีซีบี

นายประกิต กล่าวว่า เงินทุนที่ไหลเข้าหุ้นไทย ยังเกิดจากการปรับพอร์ตลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกจากสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเข้าสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง หุ้น ซึ่งหากดูสถิติรอบการซื้อของนักลงทุนต่างชาติใน 6 ปีที่ผ่านมา จะสามารถคาดหวังการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างประเทศในรอบย่อยได้อย่างน้อยไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม 2559 ประมาณ 1.5 - 2.5 หมื่นล้านบาท

โดยช่วงเวลาดังกล่าวจะมีปัจจัยเร่งต่อกระแสเงินจากการประชุมของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆทั้งของธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ) ธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ที่คาดว่าจะมีการขยายวงเงินในการทำคิวอี และหรืออาจจะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก เช่นเดียวกับที่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา(เฟด)น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมต่อไป (ดูตารางประกอบ) ดังนั้นบล.กสิกรไทยฯ คาดว่า รอบนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะขึ้นไปทดสอบที่ระดับ 1,340 จุด

นายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสินฯ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังได้ปัจจัยหนุนจากเม็ดเงินไหลเข้าที่ในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา ต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง รวมถึงในตลาดฟิวเจอร์สและพันธบัตรด้วย ซึ่งเป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อตลาด แต่เชื่อว่าจะอยู่ในระดับอัตราเร่งที่ไม่มากนัก โดยมองกลุ่มที่น่าจะได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินไหลเข้าน่าจะยังอยู่ในหุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่มปิโตรเคมี รวมถึงหุ้น บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เป็นต้น

ทั้งนี้บล.โนมูระ พัฒนสินฯ แนะนำการจัดพอร์ตลงทุน ดังนี้ ลงทุนในหุ้น 70% ทองคำ 2.5% ตลาดตราสารหนี้ 5% และเงินสด 22.5%

 เตือนตราสารกลาง-ยาว ผันผวนสูง

นางสุภาพร ลีนะบรรจง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) กรุงศรี จำกัด คาดว่าดัชนีหุ้นไทยปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 1,425 จุด บนพื้นฐานที่คาดกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) เติบโต 10% ซึ่ง บจ. ของไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีการขยายกิจการออกไปยังต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังได้รับปัจจัยหนุนในประเทศ คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่มองว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะออกมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายที่สูงมากขึ้น ส่งผลให้ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวยังคงมีความผันผวนสูง ตามการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรทั่วโลก เนื่องจากความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท และกระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกของนักลงทุนต่างชาติ

ด้านการลงทุนจากต่างชาติเริ่มมีสัญญานกลับเข้ามาซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปัจจุบัน จากก่อนหน้านี้มีแรงเทขายออกไปจำนวนมากเนื่องจากมองว่าตลาดหุ้นไทยมีความแข็งแกร่งสวนตลาดหุ้นภูมิภาคและตลาดหุ้นทั่วโลก จึงทำให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามา แม้สัดส่วนอาจจะยังไม่มากนัก แต่หากเศรษฐกิจยังสามารถเติบโตได้ และผลประกอบการของบจ.ในประเทศยังมีแนวโน้มที่เติบโต รวมไปถึงมีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เม็ดเงินเหล่านี้ก็ยังสามารถไหลกลับเข้ามาได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,134 วันที่ 25 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
logo-pwa

เพิ่ม Thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด