svasdssvasds

เหล็กโลกเพิ่มมาตรการสกัดจีน หลังเอดี/เซฟการ์ดต้านไม่อยู่

27 ก.พ. 2559 เวลา 1:00 น.
ผู้ผลิตเหล็กทั่วโลก แห่เพิ่มมาตรการสกัดเหล็กจีน ไล่ตั้งแต่ สหภาพยุโรป มาเลเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม ปากีสถาน และไทย หลังประเมินมาตรการเอดีและเซฟการ์ดเอาไม่อยู่ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์แก้ก.ม.การทุ่มตลาด ออกเป็นร่างกฎกระทรวงใกล้คลอดแล้ว แย้มใครเลี่ยงภาษีเอดีมีบทลงโทษ ด้านสมอ.อยู่ระหว่างร่างมาตรฐานเหล็กเพิ่มอีก 26 มาตรฐานครอบคลุมเหล็กขั้นต้น กลางและขั้นปลายน้ำ

จากผลกระทบเหล็กจีนลามทั่วโลก ทำให้หลายประเทศออกมาตรการปกป้องสกัดเหล็กจีนเข้าไปตีตลาดทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี) และมาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น(เซฟการ์ด) และมาตรการทางภาษีอื่นๆ แต่ก็ไม่สามารถต้านแรงดัมพ์เหล็กจากจีนได้ แม้ที่ผ่านมา อินเดียใช้มาตรการเซฟการ์ดกับเหล็กแผ่นรีดร้อนในอัตรา 20% อินโดนีเซียขึ้นภาษีนำเข้า 15% , 17.5% และ 20% ในผลิตภัณฑ์เหล็กประเภทต่างๆ

ขณะที่อเมริกา ประกาศอัตราการอุดหนุนเบื้องต้นสินค้าเหล็กแผ่นเคลือบจากจีนในอัตรา 26.26%-235.66%เช่นเดียวกับไทย ดำเนินมาตรการเอดีเหล็กแผ่นรีดร้อนกับ 16 ประเทศ ประกอบด้วยญี่ปุ่น แอฟริกาใต้ รัสเซีย คาซัคสถาน อินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวเนซุเอลา อาร์เจนตินา ยูเครน แอลจีเรีย อินโดนีเซีย สโลวัก โรมาเนีย จีนและมาเลเซีย ในอัตราภาษีเอดีตั้งแต่ 0-128.11% ขึ้นอยู่ที่ส่วนเหลื่อมของราคาขายในประเทศตัวเองเทียบกับราคาที่ส่งออกมาไทย โดย 14 ประเทศแรก จะหมดอายุมาตรการเอดีราวปี 2562 ส่วนจีนและมาเลเซีย มาตรการเอดีจะสิ้นสุดลงในปลายปี 2559 รวมถึงมาตรการเซฟการ์ดที่ไทยดำเนินการกับบางไปแล้วแต่ดูเหมือนมาตรการดังกล่าวไม่สามารถต้านแรงดัมพ์เหล็กจากจีนได้

ต่อเรื่องนี้นายกรกฎ ผดุงจิตต์ นายกสมาคมหลังคาเหล็กไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้หลายประเทศต่างเผชิญปัญหาเดียวกันคือมีมาตรการปกป้องไม่ให้เหล็กจีนออกมาตีตลาด แต่มาตรการที่ประกาศใช้กลับไม่ได้ผล เพราะปริมาณเหล็กจากจีนยังคงออกมาตีตลาดในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2559 หลายประเทศยังไม่ละความพยายาม ต่างออกมาประกาศเพิ่มมาตรการทางการค้า ไล่ตั้งแต่สหภาพยุโรปประกาศใช้มาตรการเอดี สำหรับการนำเข้าเหล็กเส้นก่อสร้างจากจีนสูงสุดที่ 13% มาเลเซียประกาศใช้มาตรการชั่วคราวในอัตรา 4.58%-23.78% ตามมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับสินค้าเหล็กแผ่นรีดเย็นที่นำเข้าจากจีน เกาหลีใต้และเวียดนาม และประกาศมาตรการทุ่มตลาดเหล็กแผ่นเคลือบสี โดยจะเรียกเก็บอากรตอบโต้ในอัตรา 12.06%-52.10%สำหรับเหล็กแผ่นเคลือบสีที่นำเข้าจากจีนและเวียดนาม ปากีสถาน บังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดในอัตรา 8.31%-19.04%สำหรับเหล็กแผ่นรีดเย็นที่นำเข้าจากจีนและยูเครน

ล่าสุดหอการค้าแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศจีนออกมาเรียกร้องจีนลดการผลิตเหล็กที่มีกำลังผลิตจริงกว่า 800 ล้านตันต่อปี เพื่อบรรเทาอุปทานล้นตลาด ที่กำลังกลายเป็นปัญหาบั่นทอนเศรษฐกิจโลกในขณะนี้

[caption id="attachment_33260" align="aligncenter" width="440"] ดร.ทรงวุฒิ ไกรภัสสร์พงษ์  รักษาการผู้อำนวยการ  สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ดร.ทรงวุฒิ ไกรภัสสร์พงษ์
รักษาการผู้อำนวยการ
สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย[/caption]

สำหรับประเทศไทย ดร.ทรงวุฒิ ไกรภัสสร์พงษ์ รักษาการผู้อำนวยการ สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์รับรู้แล้วว่ามาตรการเอดีและเซฟการ์ดที่ประกาศใช้ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล็กจากจีนที่เข้ามาทุ่มตลาดได้ ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องแก้ไขกฎหมายการทุ่มตลาด ใครหลีกเลี่ยงภาษีเอดี ก็จะมีบทลงโทษ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวใกล้จะเสร็จแล้ว

อีกทั้งล่าสุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการเร่งออกมาตรฐานเหล็กอีก 26 มาตรฐานครอบคลุมเหล็กขั้นต้น กลางและขั้นปลายน้ำ ที่จากเดิมมี 19 มาตรฐาน โดยขั้นตอนการออกร่างมาตรฐานเหล็กเพิ่มอีก 26 มาตรฐาน จะเสนอร่างให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหล็กทั้งภาคการศึกษา นักวิชาการพิจารณาร่วมกัน จากนั้นจะมีคณะกรรมการวิชาการเข้ามาร่างมาตรฐานเหล็ก พิจารณาว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับ 26 มาตรฐาน แล้วส่งให้ปรับปรุงอักษร ก่อนส่งให้คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(กมอ.) ถ้า กมอ.อนุมัติก็ส่งให้กฤษฎีกา ประกาศใช้เป็นมาตรฐานทั่วไป ซึ่งเวลานี้ทาง สมอ.ส่งเรื่องให้สถาบันเหล็กช่วยร่างมาตรฐาน เพื่อจะได้ประกาศใช้เร็วขึ้น

"อย่างไรก็ตามเมื่อออกมาเป็นมาตรฐานทั่วไปแล้ว จากนั้นก็จะมีเหล็ก 24 มาตรฐานจาก 26 มาตรฐานเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเป็นมาตรฐานบังคับต่อไป ส่วนอีก2มาตรฐานไม่ขอเข้าเป็นมาตรฐานบังคับ โดยทั้งหมดนี้เป็นการแก้ไขปัญหาเหล็กจีนทุ่มตลาด"

นายทรงศักดิ์ ปิยะวรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่-การตลาดและการขาย บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้การนำเข้าเหล็กจากจีน ยังส่งผลกระทบกับบริษัทอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทางภาครัฐจะมีมาตรการตอบโตการทุ่มตลาดหรือเอดีออกมา โดยเฉพาะเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่มีความต้องการของตลาดอยู่ประมาณ 3 แสนตันต่อปี และมีบริษัทผลิตอยู่เพียงรายเดียว ซึ่งได้มีเอดีออกมา และเก็บภาษีนำเข้าในอัตรากว่า 5.17-10.38 % แล้วก็ตาม แต่ไม่สามารถยับยั้งการนำเข้าเหล็กลวดจากจีนได้ ซึ่งส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมียอดจำหน่ายเพียง 2-3 พันตันต่อเดือนเท่านั้น จากที่เคยจำหน่ายได้ 1.2 หมื่นตันต่อเดือน

โดยที่ผ่านมาทางบริษัทได้ยื่นเรื่องให้กระทรวงพาณิชย์ทำการทบทวนมาตรการเอดีไปแล้ว และขณะนี้ได้เริ่มมีการดำเนินงานแล้ว ซึ่งได้ขอเพิ่มการเก็บอากรขาเข้าเป็น 23% เนื่องจากเห็นว่าตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมามาตรการเอดีที่ใช้อยู่ไม่สามารถสกัดเหล็กลวดนำเข้าจากจีนได้

นอกจากนี้ บริษัท ยังได้รับผลกระทบจากการนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ ซึ่งประเทศมีความต้องการใช้อยู่ประมาณ 7-8 แสนตันต่อเดือน แต่มีการนำเข้าจากจีนไม่ต่ำกว่า 60-70 % ของความต้องการ ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการเปิดไต่สวน เพื่อจะกำหนดมาตรการเอดีออกมา และได้มีการคุ้มครองเป็นการชั่วคราวอยู่จะสิ้นสุดในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งจากการออกมาตรการคุมชั่วคราวดังกล่าว ทำให้ยอดการจำหน่ายของบริษัทที่เคยลดลงไปอยู่ 5-6 พันตันต่อเดือน กลับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 8-9 พันตันต่อเดือน แต่ถือว่ายังต่ำอยู่

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจในจีนมีการชะลอตัว ทำให้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศลดลงมาก ในขณะที่กำลงการผลิตมีเป็นจำนวนมาก โดยในปีที่ผ่านมาจีนส่งออกเหล็กถึง 110 ล้านตัน สูงกว่าปี 2557 ที่เคยส่งออกที่ 94 ล้านตัน ซึ่งการส่งออกเหล็กของจนล้วนได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลจีนในการยกเว้นภาษีให้ จึงทำให้เหล็กที่ส่งออกมีราคาถูกกว่าประเทศไทย ทำให้เกิดการดัมพ์ราคาผู้ผลิตไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งหากภาครัฐของไทยไม่เร่งพิจารณามาตรการเอดี ก็จะส่งผลให้การนำเข้าเหล็กจากจีนในปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก

ด้านนายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า มีความเป็นห่วงอุตสาหกรรมรายสาขา ที่ยังมีความเสี่ยงอยู่จากภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็ก ที่ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากเหล็กจากจีนที่มีการนำเข้ามาดัมพ์ราคาค่อนข้างมาก จากที่เคยมีราคาอยู่ในระดับ 630 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ลงมาเหลือ 265 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันเมื่อปลายปีที่แล้วต่อเนื่องถึงต้นเดือนมกราคม 2559 ซึ่งในส่วนนี้ได้มอบหมายให้สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าฯไปดูว่า แท้จริงแล้วต้นทุนการผลิตควรจะอยู่ในระดับใด เพื่อหาแนวทางในการป้องกันเหล็กนำเข้าจากจีนต่อไป โดยพบว่าในช่วงเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา มีการนำเข้าเหล็กคิดเป็นมูลค่า 897 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 26.84 %

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,134 วันที่ 25 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
logo-pwa

เพิ่ม Thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด