thansettakij
thansettakij
ครม.ช่วย ‘ภัยแล้ง’ เทงบกว่า 9 หมื่นล้านรับมือผู้กู้ 6 แสนราย

ครม.ช่วย ‘ภัยแล้ง’ เทงบกว่า 9 หมื่นล้านรับมือผู้กู้ 6 แสนราย

26 ก.พ. 59 | 01:00 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ก.พ. 59 | 11:37 น.
ครม.ไฟเขียว เทงบกว่า 9.3 หมื่นล้านผ่าน ธ.ก.ส. ปล่อยกู้ฉุกเฉินเกษตรกรสู้ภัยแล้ง-หนุนวิสาหกิจชุมชนสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า-จูงใจเกษตรกรปรับเปลี่ยนอาชีพ คาดรอบนี้มีผู้ขอสินเชื่อไม่ตํ่ากว่า 6 แสนราย รัฐช่วยลดดอกเบี้ย500 ล้าน ด้านโครงการผันนํ้าโขง เพิ่มนํ้าชี-มูล ภาคอีสานคืบ คาดลงทุนเฟสแรกกว่า 1.2 แสนล้าน ขณะกรมชลฯเผยเกษตรกรแห่ทำนาปรังเกินแผน เสี่ยงขาดนํ้ากว่า 2.21 ล้านไร่

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือภาคการเกษตรภัยแล้งตามที่กระทรวงการคลังและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เสนอมาตรการเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ภาคการเกษตรกู้ฉุกเฉินสำหรับลูกค้าธนาคารที่ประสบภัยแล้ง โดยเกษตรกรที่อยู่แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง รวม 26 จังหวัด เป็นกลุ่มนำร่องวงเงินฉุกเฉินรายละ 1.2 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 1 ปีโดย 6 เดือนแรกปลอดดอกเบี้ย และ 6 เดือนหลังคิดดอกเบี้ยอัตรา 4% คาดว่าจะมีการใช้วงเงิน 6 พันล้านบาทมีเกษตรกรขอสินเชื่อไม่ต่ำกว่า 5 แสนราย

ส่วนโครงการที่ 2 โครงการสินเชื่อ "1 ตำบล 1 เอสเอ็มอีภาคการเกษตร" ครั้งนี้ ครม.โฟกัสภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งโดยตรงมากขึ้น วงเงินสินเชื่อตลอดโครงการอยู่ที่ 7.2 หมื่นล้านบาทระยะเวลากู้ไม่เกิน 10 ปีโดยปีที่ 1-7 คิดดอกเบี้ยอัตรา 4% ต่อปี ส่วนปีที่ 8-10 คิดดอกเบี้ยปกติตามระดับชั้นลูกค้า วงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อตำบลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน โดยห้ามกู้ไปชำระหนี้หรือรีไฟแนนซ์ และโครงการที่ 3 สำหรับปล่อยกู้เกษตรกรที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยให้กู้ในลักษณะการรวมกลุ่มวิสาหกิจ วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อกลุ่มคิดดอกเบี้ยที่อัตรา 0.1% ต่อปี คาดว่าจะมีเกษตรกรสนใจไม่ต่ำกว่า 1 แสนราย

ทั้ง 3 มาตรการภาครัฐมีการอุดหนุนวงเงินช่วยเหลือในส่วนของอัตราดอกเบี้ยจำนวน 500 ล้านบาท โดยโครงการที่ 3 รัฐอุดหนุนในอัตรา 0.1% ต่อปี เพื่อจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพจากเดิมที่ทำนาไปเปลี่ยนเป็นการปลูกพืชหรือการเกษตรระยะสั้นแทน

ด้านนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือรอบนี้คาดว่าจะมีเกษตรกรได้รับสิทธิประโยชน์อีกไม่ต่ำกว่า 1.38 แสนราย (เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2558 มติครม.อนุมัติ 8 โครงการได้ช่วยเกษตรกรไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3.4 แสนราย) ทั้งนี้ ธ.ก.ส.จะประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานอื่นๆ เช่น สสว.,วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานอย่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ตลอดจนกรมพัฒนาชุมชนเพื่อคัดเลือกวิสาหกิจที่มีความสามารถและเป็นวิสาหกิจชั้นดีเข้าโครงการไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นวิสาหกิจจาก 7 หมื่นวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศให้สามารถเข้าร่วมโครงการเพื่อรับสินเชื่อสำหรับปรับเปลี่ยนภาคการผลิตเพิ่มเติมได้

"มั่นใจว่ามาตรการที่ ธกส.เสนอจะช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้งครอบคลุมโดย 80% ของเกษตรกรทั่วประเทศล้วนเป็นลูกค้าของ ธกส.โดยเฉพาะวงเงินกู้ฉุกเฉินต่อราย 1.2 หมื่นบาทนั้นประเมินว่าหลังจากนี้ 6 สถานการณ์ภัยแล้งจะคลี่คลายดีขึ้นซึ่งค่าใช้จ่ายต่อเดือนของเกษตรกรเฉลี่ยอยู่ที่ 2 พันบาทต่อเดือน"

ขณะที่ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทานเปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความคืบหน้าผลการศึกษาโครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูล ซึ่งเป็นโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขงที่ปากน้ำเลย อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เพื่อนำเอาน้ำเข้ามาใช้ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ผ่านลำน้ำชี และมูล ทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาภัยแล้งที่มีอยู่ในพื้นที่ โดยจะมีการทำอุโมงค์ผันน้ำ และคลองส่งน้ำ โดยได้มีการออกแบบอุโมงค์ออกเป็น 2 เส้น แบ่งเป็นเส้นทางอีสานตอนบนความยาวประมาณ 50 กิโลเมตร และเส้นทางอีสานกลางและล่าง ประมาณความยาว 85 กิโลเมตร

"แนวโน้มคาดจะเลือกเส้นทางอีสาน-กลางและล่าง โดยพิจารณาความคุ้มค่าการลงทุน และการไหลของน้ำในแง่เทคนิค และมีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะผันเข้ามาเก็บกักได้ คาดในเฟสแรกจะลงทุนประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และจะมีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 1.5 ล้านไร่ หลังจากตัดสินใจจะลงทุนจะต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง(MRC) ให้ความเห็นชอบก่อน คาดว่าจะสรุปโครงการได้ประมาณเดือนธันวาคม 2559

ด้านพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังลุกลามทั่วประเทศ ได้สั่งการให้ทุกกรมของกระทรวงฯ ลงไปดูแลช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อบรรเทาผลกระทบ ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นำมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลลงพื้นที่และดำเนินการอย่างเต็มที่ภายในเดือนนี้ ทั้งในส่วนกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เกษตรกรผ่านพ้นภัยแล้งไปได้

ขณะกรมชลประทานรายงานผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตโครงการชลประทานขนาดใหญ่ และขนาดกลางทั้งประเทศ และในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 ในส่วนของข้าวนาปรังรวมทุกภาคพบมีพื้นที่ทำนาปรังไปแล้ว 3.343 ล้านไร่ จากแผนที่ตั้งไว้ที่ 1.127 ล้านไร่ หรือเกินจากแผน 2.216 ล้านไร่ (อยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 1.96 ล้านไร่) ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) แล้วใน 12 จังหวัด ประกอบด้วย อุตรดิตถ์ พะเยา เชียงใหม่ สุโขทัย นครสวรรค์ นครราชสีมา นครพนม มหาสารคาม บุรีรัมย์ กาญจนบุรี สระแก้ว และเพชรบุรี

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,134 วันที่ 25 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline