
ไนซ์กรุ๊ปเล็งปีนี้300ล้านดอลล์ ได้ฐานในกัมพูชาเพิ่มยอด/พร้อมตั้งโรงงานใหม่ในเวียดนาม
ได้ฐานในกัมพูชาเพิ่มยอดผลิต-ลูกค้าพรีเมียร์ลีกในไทย-โอลิมปิกที่บราซิลช่วยเสริม "ไนซ์กรุ๊ป" เล็งยอดรายได้ปีนี้พุ่ง 300 ล้านดอลล์ เพิ่มยอดผลิตเป็น 42.5 ล้านตัว ขณะเตรียมเซ็นสัญญาเช่าที่ดินตั้งโรงงานผลิตแห่งที่ 9 ในเวียดนามเดือนหน้า หวังใช้สิทธิประโยชน์ TPP-เอฟทีเอ เวียดนาม-สหภาพยุโรป ส่งออกตลาดสหรัฐฯ-อียู
นายประสพ จิรวัฒน์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไนซ์กรุ๊ป ผู้ผลิตและส่งออกเสื้อผ้ากีฬารายใหญ่สุดของประเทศ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าในปี 2559 ทางกลุ่มได้ตั้งเป้าหมายการผลิตและส่งออกไว้ที่ 42.5 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มียอดอยู่ที่ 39 ล้านตัว ขณะที่เป้าหมายยอดขายตั้งไว้ที่ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มียอดขายประมาณ 275 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ยอดขายปี 2558 ของไนซ์กรุ๊ปขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2557 กว่า 10%)
สำหรับเป้าหมายยอดผลิต และยอดขายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากในปีนี้ทางกลุ่มจะเพิ่มยอดผลิตและส่งออกจากฐานผลิตที่เกาะกงของกัมพูชาที่ยังได้สิทธิพิเศษทางภาษีทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ในการส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป (อียู) และตลาดสหรัฐอเมริกาให้มากขึ้น ซึ่งเวลานี้ในส่วนของโรงงานผลิตในกัมพูชาอยู่ระหว่างการขยายการลงทุนในเฟสที่ 3 ขณะเดียวกันลูกค้าหลักรายใหญ่ของไนซ์กรุ๊ป คือ ไนกี้ และอาดิดาส ธุรกิจก็มีการขยายตัวทำให้ทางกลุ่มได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย
"ปัจจุบันเรามีลูกค้าหลัก 6 ราย ได้แก่ Nike, Adidas, Under Armour, Mizuno, Foot Locker และลูกค้าในไทยลีกอีก 4 ทีม ได้แก่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, เชียงราย ยูไนเต็ด, บางกอกกล๊าส และทีโอที เอสซีทั้งในส่วนของชุดแข่งของนักเตะ และชุดแฟนบอลที่เราทำมา 2-3 ปีแล้วและในปีนี้คาดจะได้อานิสงส์บางส่วนจากที่บราซิลจะเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปีนี้ รวมถึงลูกค้าบาสเก็ตบอล NBA ในสหรัฐฯด้วย" นายประสพ กล่าวและว่า
สำหรับอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สำคัญ ทางกลุ่มได้เตรียมเซ็นสัญญาเช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมของเวียดนามพื้นที่ 40-50 ไร่ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของนครโฮจิมินห์ เพื่อตั้งโรงงานผลิตชุดกีฬา เป้าหมายแบ่งเป็น 2 เฟส ลงทุนเฟสละประมาณ 300 ล้านบาท คาดในเฟสแรกจะแล้วเสร็จและเริ่มผลิตส่งออกได้ในปี 2560 โดยทางกลุ่มมีเป้าหมายใช้ฐานผลิตในเวียดนามส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ ที่เวลานี้เวียดนามได้เป็นสมาชิกของกลุ่มความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิกฟิก (TPP) ที่มีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ และเวลานี้สมาชิกทั้ง 12 ประเทศได้บรรลุความตกลง TPP แล้ว คาดจะมีผลบังคับใช้ไม่เกิน 2 ปีนับจากนี้
"ในอนาคตฐานผลิตในเวียดนามจะเป็นอีกหนึ่งฐานการผลิตที่สำคัญของทางกลุ่ม ซึ่งภายใต้ทีพีพี การส่งออกเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มจากเวียดนามไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดภาษีจะลดเป็น 0% ขณะที่การส่งออกสินค้าชนิดเดียวกันจากไทยไปสหรัฐฯ จะเสียภาษีนำเข้า 30% รวมถึงการส่งออกสินค้าเสื้อผ้าจากเวียดนามไปตลาดสหภาพยุโรป ที่เวลานี้เวียดนามได้บรรลุความตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปแล้ว คาดจะมีผลบังคับใช้ในอีก 1 ปีนับจากนี้ จะทำให้สินค้าที่เราผลิตในเวียดนามส่งไปตลาดสหภาพยุโรปภาษีเป็น 0% ขณะส่งจากไทยไปจะเสียภาษีนำเข้าเฉลี่ย 10-12%"
นายประสพกล่าวอีกว่า ปัจจุบันทางกลุ่มมีโรงงานผลิตในเครือ 8 แห่ง ตั้งอยู่ในไทย 6 แห่ง คือ นนทบุรี (1โรง) นครราชสีมา (1โรง) ขอนแก่น (3โรง) หนองบัวลำภู (1โรง) ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา (1โรง) ที่เมืองชิงเต่า ประเทศจีน (1โรง) และแห่งที่ 9 ที่เวียดนามอยู่ระหว่างดำเนินการ ขณะที่เวลานี้ สัดส่วนยอดการผลิตและส่งออกสินค้าของกลุ่มจากประเทศไทยอยู่ที่ 70% กัมพูชา 22% จีน 8% ทั้งนี้หากโรงงานในเวียดนามแล้วเสร็จตามเป้าหมายสัดส่วนการผลิตและส่งออกจากฐานในไทยและจีนจะลดลง
อนึ่ง ในปี 2558 ไทยมีการส่งออกเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มมูลค่า 2.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวลดลง 7.3% โดยตลาดส่งออก 5 อันดับแรกประกอบด้วย สหรัฐฯ สหภาพยุโรป (28) ญี่ปุ่น อาเซียน (9) จีนและฮ่องกง สัดส่วน 35.9, 20.9, 14.4, 5.4 และ 5% ตามลำดับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,133 วันที่ 21 - 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
นายประสพ จิรวัฒน์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไนซ์กรุ๊ป ผู้ผลิตและส่งออกเสื้อผ้ากีฬารายใหญ่สุดของประเทศ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าในปี 2559 ทางกลุ่มได้ตั้งเป้าหมายการผลิตและส่งออกไว้ที่ 42.5 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มียอดอยู่ที่ 39 ล้านตัว ขณะที่เป้าหมายยอดขายตั้งไว้ที่ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มียอดขายประมาณ 275 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ยอดขายปี 2558 ของไนซ์กรุ๊ปขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2557 กว่า 10%)
สำหรับเป้าหมายยอดผลิต และยอดขายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากในปีนี้ทางกลุ่มจะเพิ่มยอดผลิตและส่งออกจากฐานผลิตที่เกาะกงของกัมพูชาที่ยังได้สิทธิพิเศษทางภาษีทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ในการส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป (อียู) และตลาดสหรัฐอเมริกาให้มากขึ้น ซึ่งเวลานี้ในส่วนของโรงงานผลิตในกัมพูชาอยู่ระหว่างการขยายการลงทุนในเฟสที่ 3 ขณะเดียวกันลูกค้าหลักรายใหญ่ของไนซ์กรุ๊ป คือ ไนกี้ และอาดิดาส ธุรกิจก็มีการขยายตัวทำให้ทางกลุ่มได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย
"ปัจจุบันเรามีลูกค้าหลัก 6 ราย ได้แก่ Nike, Adidas, Under Armour, Mizuno, Foot Locker และลูกค้าในไทยลีกอีก 4 ทีม ได้แก่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, เชียงราย ยูไนเต็ด, บางกอกกล๊าส และทีโอที เอสซีทั้งในส่วนของชุดแข่งของนักเตะ และชุดแฟนบอลที่เราทำมา 2-3 ปีแล้วและในปีนี้คาดจะได้อานิสงส์บางส่วนจากที่บราซิลจะเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปีนี้ รวมถึงลูกค้าบาสเก็ตบอล NBA ในสหรัฐฯด้วย" นายประสพ กล่าวและว่า
สำหรับอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สำคัญ ทางกลุ่มได้เตรียมเซ็นสัญญาเช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมของเวียดนามพื้นที่ 40-50 ไร่ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของนครโฮจิมินห์ เพื่อตั้งโรงงานผลิตชุดกีฬา เป้าหมายแบ่งเป็น 2 เฟส ลงทุนเฟสละประมาณ 300 ล้านบาท คาดในเฟสแรกจะแล้วเสร็จและเริ่มผลิตส่งออกได้ในปี 2560 โดยทางกลุ่มมีเป้าหมายใช้ฐานผลิตในเวียดนามส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ ที่เวลานี้เวียดนามได้เป็นสมาชิกของกลุ่มความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิกฟิก (TPP) ที่มีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ และเวลานี้สมาชิกทั้ง 12 ประเทศได้บรรลุความตกลง TPP แล้ว คาดจะมีผลบังคับใช้ไม่เกิน 2 ปีนับจากนี้
"ในอนาคตฐานผลิตในเวียดนามจะเป็นอีกหนึ่งฐานการผลิตที่สำคัญของทางกลุ่ม ซึ่งภายใต้ทีพีพี การส่งออกเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มจากเวียดนามไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดภาษีจะลดเป็น 0% ขณะที่การส่งออกสินค้าชนิดเดียวกันจากไทยไปสหรัฐฯ จะเสียภาษีนำเข้า 30% รวมถึงการส่งออกสินค้าเสื้อผ้าจากเวียดนามไปตลาดสหภาพยุโรป ที่เวลานี้เวียดนามได้บรรลุความตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปแล้ว คาดจะมีผลบังคับใช้ในอีก 1 ปีนับจากนี้ จะทำให้สินค้าที่เราผลิตในเวียดนามส่งไปตลาดสหภาพยุโรปภาษีเป็น 0% ขณะส่งจากไทยไปจะเสียภาษีนำเข้าเฉลี่ย 10-12%"
นายประสพกล่าวอีกว่า ปัจจุบันทางกลุ่มมีโรงงานผลิตในเครือ 8 แห่ง ตั้งอยู่ในไทย 6 แห่ง คือ นนทบุรี (1โรง) นครราชสีมา (1โรง) ขอนแก่น (3โรง) หนองบัวลำภู (1โรง) ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา (1โรง) ที่เมืองชิงเต่า ประเทศจีน (1โรง) และแห่งที่ 9 ที่เวียดนามอยู่ระหว่างดำเนินการ ขณะที่เวลานี้ สัดส่วนยอดการผลิตและส่งออกสินค้าของกลุ่มจากประเทศไทยอยู่ที่ 70% กัมพูชา 22% จีน 8% ทั้งนี้หากโรงงานในเวียดนามแล้วเสร็จตามเป้าหมายสัดส่วนการผลิตและส่งออกจากฐานในไทยและจีนจะลดลง
อนึ่ง ในปี 2558 ไทยมีการส่งออกเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มมูลค่า 2.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวลดลง 7.3% โดยตลาดส่งออก 5 อันดับแรกประกอบด้วย สหรัฐฯ สหภาพยุโรป (28) ญี่ปุ่น อาเซียน (9) จีนและฮ่องกง สัดส่วน 35.9, 20.9, 14.4, 5.4 และ 5% ตามลำดับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,133 วันที่ 21 - 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559






