
สัมปทานปิโตรฯ ต้องโปร่งใส
การพิจารณาหาตัวผู้ชนะประมูล ต้องเปรียบเทียบข้อเสนอทั้งหมด ทั้งราคาก๊าซเฉลี่ยจากสัญญาแหล่งบงกชเหนือและบงกชใต้ ต้องไม่สูงกว่า 214.26 บาทต่อล้านบีทียู โดยให้นํ้าหนักคะแนนถึง 65%, ส่วนแบ่งกำไรรัฐต้องได้ไม่ตํ่ากว่า 50% มีสัดส่วนคะแนน 25%, ผลประโยชน์พิเศษ ให้นํ้าหนักคะแนน 5% และสัดส่วนการจ้างบุคลากรสัญชาติไทยสิ้นปีแรกต้องไม่ตํ่ากว่า 80% และปีที่ 5 ต้องไม่ตํ่ากว่า 90% มีนํ้าหนักคะแนน 5%
รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือให้การประมูลครั้งนี้ เป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศมีความต่อเนื่อง ลดการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี ที่ต้องซื้อในราคาตลาดโลก โดยไม่สามารถกำหนดชะตากรรมได้ อันจะนำไปสู่การเพิ่มภาระต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะหากเปิดแข่งขันและมีการผลิตก๊าซได้ขั้นตํ่าที่ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เชื่อว่าประเทศได้ประโยชน์จากการลดภาระในการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีได้ประมาณ 11 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2 ล้านล้านบาท ลดการนำเข้าก๊าซแอลพีจีได้ประมาณ 22 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.6 แสนล้านบาท
[caption id="attachment_323688" align="aligncenter" width="503"]
เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ นำโดยพ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี แสดงท่าทีคัดค้านการเปิดประมูลรอบนี้ โดยขอให้กระทรวงพลังงานชะลอการประมูลออกไป 3 เดือน เพื่อตั้งคณะกรรมการเข้ามาศึกษาร่วมกันรวมทั้งแก้ไขทีโออาร์โดยเฉพาะผลประโยชน์ที่เป็นของรัฐเพียง 30% เท่านั้น
พิจารณาจากช่วงเวลาของสัมปทานเดิมที่สิ้นสุด และกระบวนการทำงานในการเข้าสำรวจ ผลิตก๊าซธรรมชาติคงเลี่ยงได้ยาก ที่จะทอดเวลาออกไป เพียงแต่การคัดเลือกให้เอกชนรายใดได้สิทธินี้ไป กระทรวงพลังงานต้องทำด้วยความโปร่งใส ตอบได้ทุกคำถาม โดยเฉพาะผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับรัฐและผลประโยชน์ภาพรวมที่จะเกิดกับประเทศ
|บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
|ฉบับ 3404 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 27-29 ก.ย.2561






