svasdssvasds

เจ๊ติ๋มโต้ข่าวล้มละลายยันไม่จ่ายเงินดิ้นฟ้องศาล

22 ก.พ. 2559 เวลา 0:00 น.
“เจ๊ติ๋ม” ออกโรงซัดกลับกสทช. โวยใช้อำนาจรัฐข่มเหงเอกชน ไม่ทำตามสัญญา เดินหน้าฟ้องศาลปกครองอีกระลอก นัดไต่สวน 23 กุมภาพันธ์นี้ ย้ำหากไม่ขยายเวลาการจ่ายงวดที่ 3 เชื่อมีคนเดินตามรอยหลายราย โต้กระแสข่าวล้มละลาย เชื่ออีก 10 ปีมีเงินทะลุหลักหมื่นล้านจากธุรกิจสิ่งพิมพ์ ออนไลน์ และท่องเที่ยว วางเป้า 2 ปีจากนี้นำ “ทีวีพูล” เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯแน่นอน

สืบเนื่องจากกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ได้ทำหนังสือแจ้งเพิกถอนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการโทรทัศน์ส่งไปยังบริษัท ไทยทีวี จำกัด ล่าสุดบริษัทไทยทีวีได้รับจดหมายของกสทช. เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยให้ชำระเงินจำนวน 1.74 พันล้านบาท ภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตามไทยทีวียังคงยืนยันจะไม่ชำระเงินและได้มอบหมายให้ทนายความ ยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับคำสั่งกสทช. ขอเรียกเก็บหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือแบงก์การันตี ที่ทำไว้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาโดยศาลนัดไต่สวนนัดแรก วันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 13.00 น.

นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยทีวี จำกัด เปิดเผยว่า กสทช.เป็นผู้กระทำผิดไม่ปฏิบัติตามแผนแม่บทและคำมั่นที่ได้บอกไว้ก่อนและหลังประมูลทีวีดิจิตอล ตามที่ไทยทีวีได้ฟ้องขอคืนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการโทรทัศน์ช่องรายการไทยทีวีและช่องโลก้า ทั้งสองฉบับและเรียกค่าเสียหายครั้งนั้นกว่า 700 ล้านบาทรวมครั้งล่าสุดอีกประมาณเกือบ 300 ล้านบาท รวมกว่า 1 พันล้านบาท เชื่อว่าหากกสทช. ปฏิบัติตามขั้นตอนและระยะเวลาทั้งหมด ไทยทีวีจะไม่ขอคืนใบอนุญาตแน่นอน

ที่ผ่านมากสทช.ไม่สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนได้เกือบทั้งหมด อย่างที่เคยสัญญาไว้ก่อนวันประมูลทีวีดิจิตอล 27 ธันวาคม 2556 จนถึงขณะนี้ก็ยังทำไม่ได้ตามคำมั่น ยกตัวอย่าง ผลการประชุมคณะกรรมการกสทช. เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 ที่จะแจกคูปองให้ครบ 22.9 ล้านครัวเรือนขณะนี้ก็ยังไม่สามารถทำได้ ประกอบกับการเรียงช่องเหมือนกันทุกแพลตฟอร์มรวมทั้งการประชาสัมพันธ์ก็ยังไม่เป็นรูปธรรม

“ทั้งนี้หากย้อนเวลาไปได้ก่อนการประมูลและรู้ว่าจะต้องเจอสถานการณ์แบบนี้ จะขอเลือกไม่ประมูล ภาครัฐทำผิดนอกจากไม่แก้ไขแล้วยังโยนปัญหาและภาระมาใส่ให้ผู้ประกอบการเอกชนด้วย และในวันนี้ขอพูดไว้เลยว่า หลังจากนี้จะไม่ขอทำงานเกี่ยวข้องกับภาครัฐอีกต่อไป

งานนี้บริษัทไม่ผิด กสทช. ผิดที่ไม่ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับผู้ประกอบการ ประกอบกับใช้อำนาจรัฐข่มเหงเอกชน เมื่อรัฐทำผิดแต่ทำไมต้องให้เอกชนรับผิดชอบ อะไรคือความยุติธรรมในสังคมไทย บริษัทเชื่อว่าหากในวันนี้กสทช.ทำตามที่รับปากกับผู้ประกอบการไว้ได้เช่นเดียวกับก่อนการประมูล เช่น จะทำให้คนไทยทุกคนสามารถรับชมทีวีดิจิตอลได้ชัดเจน มีคุณภาพครอบคลุมภายใน 1 ปีวันนี้คงไม่มีผู้ประกอบการรายใดเจ็บตัว แต่ในวันนี้ผู้ประกอบการทั้ง 24 ช่องกลับเจ็บตัวกันหมด”

บริษัทใช้งบประมาณการลงทุนสร้างช่องทีวีดิจิตอลไปแล้วกว่า 1 พันล้านบาท เนื่องจากมีความมั่นใจมากว่าทีวีดิจิตอลจะสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทได้เป็นอย่างดี เพราะมีคอนเทนท์ข่าวบันเทิงที่ชัดเจนและตั้งใจจะทำช่องทีวีให้เป็นช่องข่าวบันเทิงเช่นเดียวกับต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทได้สอบถามกสทช.ไปแล้วว่าทำได้หรือไม่ กสทช.ได้ตอบกลับมาว่าทำได้ บริษัทจึงตัดสินใจเข้าประมูล แต่เมื่อประมูลไปแล้ว กสทช.กลับเปลี่ยนกติกาใหม่โดยกำหนดสัดส่วนข่าว บริษัทจึงต้องหาวิธีใหม่เพื่อให้ช่องอยู่ได้ แต่ท้ายที่สุดบริษัทกลับมีรายได้ทั้งปีเพียงแค่ 300 ล้านบาท ดังนั้นจึงไม่สามารถอยู่ได้และขอถอนตัว ไม่ขอเลือกเจ็บอีกต่อไป

“ ที่ผ่านมากสทช.ไม่กระตือรือร้นจะแก้ปัญหา ถ้าหากทุกฝ่ายทำด้วยความสุจริตปัญหานี้คงไม่ลุกลามจนถึงขั้นฟ้องร้อง และการชำระค่าประมูลในงวดที่ 3 หากกสทช.ยังไม่ขยายเวลาออกไปเชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้และทยอยออกมาเช่นเดียวกับไทยทีวี”

นางพันธุ์ทิพากล่าวต่อว่า ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมามีหลายกระแสออกมาว่า การที่ไทยทีวีโดนปรับครั้งนี้จะส่งผลรุนแรง ทำให้บริษัทส่อแววล้มละลาย บริษัทขอประกาศว่าไม่เป็นความจริง ไม่มีวันที่บริษัทจะล้มละลาย เพราะกว่าที่จะล้มละลายต้องใช้ระยะเวลาขั้นตอนต่างๆ นานกว่า 10 ปี และเมื่อถึงเวลานั้นบริษัทสามารถทำรายได้ด้านต่างๆ กว่า 1หมื่นล้านบาทแล้ว อาทิ ธุรกิจสิ่งพิมพ์ออนไลน์ ภาพยนตร์ ละคร และธุรกิจท่องเที่ยว The Bloom ที่ในขณะนี้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากนักท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดบริษัทได้ปรับปรุงที่พักอาศัยเพื่อรองรับแขกที่มาเยือน อีกทั้งยังวางแผนสร้างรีสอร์ตใหม่ที่เขาค้อเพิ่มเติม

ส่วนด้านธุรกิจสิ่งพิมพ์ นับเป็นบ่อเงิน บ่อทองที่หล่อเลี้ยงบริษัท และเป็นเส้นเลือดใหญ่ของรายได้ แม้ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ยอดขายนิตยสารจะลดลง แต่บริษัทก็ไม่มีแผนจะปิดหัวหนังสือแต่อย่างใด แต่มีแผนที่จะขยายช่องทางออนไลน์ และฟรีก๊อปปี้เพิ่มเติม อีกทั้งในระยะเวลา 2 ปีจากนี้บริษัทยังคงมีแผนจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเช่นเดิม

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,133 วันที่ 21 - 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559