thansettakij
thansettakij
พระสงฆ์  ก็อยู่ใต้กฎหมาย l โอฬาร สุขเกษม

พระสงฆ์ ก็อยู่ใต้กฎหมาย l โอฬาร สุขเกษม

17 ก.พ. 59 | 07:03 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ก.พ. 59 | 14:03 น.
เช้าตรู่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ฟังรายงานในวิทยุที่กรุงเทพมหานครบอกว่า มีสงฆ์จำนวนมากกำลังชุมนุมกันที่บริเวณพุทธมณฑล ซึ่งการรายงานข่าวช่วงแรกไม่ได้บอกชัดว่ามาชุมนุมเรื่องอะไรกัน พอสายๆ หน่อยมีพระสงฆ์มาร่วมตัวมากขึ้น รวมทั้งชาวบ้านธรรมดาด้วย ขณะเดียวกันฝ่ายทางการโดยทหารเข้าดูแลสถานการณ์ตามหน้าที่คือ คือ ดูแลความสงบเรียบร้อยตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ยังใช้อยู่ โดยมีการนำรถยนต์ไปขวางทางเข้าบริเวณภายในพุทธมณฑล หากผู้ชุมนุมจะเข้าไปภายในจะต้องเดินเท้าเข้าไป ต่อมาปรากฏว่ามีสงฆ์กลุ่มหนึ่งไปรุมล้อมรถทหาร พยายามจะย้ายรถทหารออกไป ทหารก็ไม่ยอมแต่สุดท้าย “น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ”  ทหารนำรถยนต์ออกจากหน้าบริเวณทางเข้า ฝ่ายสงฆ์ก็ดำเนินการสำเร็จโดยเข้าชุมนุมอย่างที่ปรากฏตามภาพบนสื่อออนไลน์และในหน้าหนังสือพิมพ์วันรุ่งขึ้น ขณะที่ข่าวกำลังรายงานอยู่นั้นก็มีรายงานข่าวจากบริเวณหน้าวัดพระธรรมกาย ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ปรากฏว่าเหตุการณ์เรียบร้อยดีไม่มีอะไรเกิดขึ้น

พระสงฆ์และฆราวาสที่มาชุมนุมที่บริเวณพุทธมลฑล กรุงเทพมหานครมีประมาณหลักพัน โชว์ป้ายขนาดใหญ่มีข้อความว่า “สะกดแผนล้มคณะสงฆ์ไทย” ต่อมาก่อนบ่ายก็ทราบว่าคณะสงฆ์ที่มาเป็นเครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ ประกอบด้วยศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย สมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา เครือข่ายพระนิสิต ทั่วประเทศ เปรียญธรรมสมาคม สมาคมทางสายกลาง สมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยค สหพันธ์เปรียญธรรม องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และเครือข่ายคณะสงฆ์ภาคใต้ ซึ่งแจ้งต่อที่ชุมนุมว่า ออกมาเพื่อปกป้องมหาเถรสมาคม (มส.) และคณะสงฆ์ เพราะถูกกล่าวร้าย รวมทั้งออกมาสนับสนุนให้ระบุว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย แต่ส่วนหนึ่งในข้อเรียกร้องพบว่าคณะสงฆ์สนับสนุนให้ตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่  ดังมีข้อเรียกร้องยื่นถึงนายกรัฐมนตรีในเย็นวันเดียวกัน ดังนี้

1.ห้ามหน่วยงานภาครัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์ ขอให้ทำหน้าที่อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา ตามแบบอย่างบรรพบุรุษไทย 2.ขอให้รัฐบาลยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามที่กระทำสืบกันมา คือการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ ทางรัฐบาลจะต้องปรึกษาและได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมก่อน 3.ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีดำเนินการยึดถือตามมติมหาเถรสมาคมที่มีการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช 4.ขอให้รัฐบาลสั่งเป็นนโยบายให้หน่ายราชการปฏิบัติต่อคณะสงฆ์ด้วยความเคารพเอื้อเฟื้อ ไม่ข่มขู่คุกคามคณะสงฆ์ด้วยการใช้กฎหมาย และข้อ 5.ขอให้บรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ

หลังจากยื่นข้อเรียกร้องต่อรองนายกรัฐมนตรีแล้ว (เพราะนายกรัฐมนตรีเดินทางไปประชุมอาเซียน-สหรัฐอเมริกา นัดพิเศษที่ประเทศสหรัฐอเมริกา) การชุมนุมสงฆ์ในครั้งนี้ก็ได้ยุติลง พร้อมกล่าวด้วยว่า “เรายุติแล้ว อีกฝ่ายควรยุติด้วย” ซึ่งนั่นหมายถึงกลุ่มที่ต้องการให้ดำเนินคดีต่อ มส.กรณีไม่ลงโทษพระรูปหนึ่งให้สึกจากการเป็นพระ

ความจริงแล้วผมว่าทางโลกกับทางธรรมเป็นเส้นทางที่ต้องกลมกลืนกันในสังคม แต่กฎของสังคมได้ตราขึ้นเป็นตัวบทกฎหมาย ซึ่งไม่ว่าพระหรือใครอื่นใดก็ตาม ต้องปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง เพื่อความสงบสุขของปวงชนชาวไทย นั่นก็หมายถึงสังคมยอมรับให้กฎหมายเป็นหลักในการดูแลสังคม และควรเป็นเช่นนี้ตลอดไปโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ในสมัยการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัชการที่ 1 ก็มีเรื่องเกี่ยวกับการแต่งตั้งพระสังฆราชเช่นเดียวกัน ดังความปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ว่าด้วยเรื่อง “ตั้งตำแหน่งพระราชาคณะ” ความว่า ในปีขาลจัตวาศกนั้น พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า ฝ่ายข้างอาณาจักรได้ตั้งแต่งข้าราชการตามตำแหน่งเสร็จแล้ว ควรจะจัดการฝ่ายพุทธจักร ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งเสื่อมทรุดเศร้าหมองนั้น ให้วัฒนารุ่งเรืองสืบไป จึงดำรัสให้สึกพระวันรัต (ทองอยู่) กับพระรัตนมุนี (แก้ว) ออกเป็นฆราวาส ดำรัสว่าเป็นคนอาสัตย์ สอพลอ ทำให้เสียแผ่นดิน และโปรดตั้งนายแก้ว รัตนมุนีเป็นพระอาลักษณ์ตามเดิม ได้เป็นผู้ขนานพระนามพระองค์เจ้าต่างกรม แต่นายทองอยู่กับวันรัตนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคลลงพระอาชญาแล้ว จะให้ประหารชีวิตเสีย ด้วยมีความผิดแก่พระองค์มาแต่ก่อน มีพระบรมราชโองการขอชีวิตไว้ แล้วโปรดให้เป็นหลวงอนุชิตพิทักษ์อยู่ในกรมมหาดไทย ดำรัสให้สมเด็จพระสังฆราช พระพุฒาจารย์ พระพิมลธรรม ซึ่งเจ้ากรุงธนบุรีให้ลงโทษถอดเสียจากพระราชาคณะ เพราะไม่ยอมถวายบังคมนั้น โปรดให้คงที่สมณฐานันดรศักดิ์ดังเก่า ให้คืนไปอยู่ครองพระอารามตามเดิม และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและกรมพระราชวังบวรสถานมงคลดำรัสสรรเสริญว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้ง 3 พระองค์นี้มีสันดานสัตย์ซื่อมั่นคง ดำรงรักษาพระพุทธศาสนาโดยแท้ มิได้อาลัยแก่ร่างกายและชีวิต ควรเป็นที่นับถือไหว้นบเคารพสักการบูชา แม้มีข้อสงสัยสิ่งใดในพระบาลีภายหน้า จะให้ประชุมพระราชาคณะไต่ถาม ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้ง 3 ว่าอย่างไรแล้ว พระราชาคณะอื่นๆ จะว่าอย่างอื่นไป ก็คงจะเชื่อถ้อยคำพระผู้เป็นเจ้าทั้ง 3ซึ่งจะเชื่อถ้อยฟังความตามพระราชาคณะอื่นๆ ที่เป็นพวกมากนั้นหามิได้

ด้วยเห็นใจเสียครั้งนี้แล้ว แล้วโปรดให้พระสงฆ์วัดบางว้าใหญ่ และวัดโพธารามเข้ามารับบิณฑบาตในพระราชวังทั้ง 2 พระอาราม ให้ผลัดเวรกันวัดละ 7 วัน เป็นนิจกาล แล้วให้รื้อตำหนักทองของเจ้ากรุงธนบุรีนั้นไปปลูกเป็นกุฎีถวายสมเด็จพระสังฆราชวัดบางว้าใหญ่ แล้วดำรัสว่า พระสังฆราช (ชื่น) วัดหงส์ ซึ่งเจ้ากรุงธนบุรีตั้งขึ้นใหม่นั้นก็เป็นพวกอาสัตย์สอพลอพลอยว่าตาม นายแก้ว นายทอง อยู่ไปมิได้เป็นต้นเหตุ แต่รู้พระไตรปิฎกมาก เสียดายอยู่ อย่าให้สึกเลย และที่พระวันรัตนั้นว่างอยู่หาตัวมิได้ จึงโปรดตั้งให้เป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี (ชื่น) ว่าที่พระวันรัต ซึ่งรองจากสมเด็จพระสังฆราช

อนึ่ง พระราชาคณะทั้งปวงนั้นก็ว่าตามกันไป ด้วยกลัวพระราชอาชญา ทรงพระกรุณาให้ยกโทษเสียทั้งสิ้น แต่ที่พระธรรมโคดมนั้นต้องกับพระสัพพัญญูเจ้า จึงดำรัสให้แปลงนามเสียใหม่ โปรดให้พระเทพกวีเลื่อนขึ้นเป็นที่พระธรรมอุดม ให้พระธรรมโฆษาวัดปากน้ำ เป็นพระเทพกวี ให้มหานากเปรียญเอก วัดบางว้าใหญ่เป็นพระพุทธโฆษาจารย์ ให้มหาเรืองข้าหลวงเดิมวัดบางหญ้าใหญ่เป็นพระเทพมุนี ให้มหาเกสรเปรียญโทวัดโพธารามเป็นพระญาณสิทธิ์ ฯลฯ

สมัยเมื่อครั้งแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น พระสงฆ์ราชาคณะฐานานุกรมและเปรียญ ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเหมือนกับข้าราชการ ทรงพระดำริเห็นว่าไม่สมควร จึงทรงพระกรุณาโปรดให้พระราชทานนิตยภัตต์เป็นรายเดือนสืบมามิได้ขาด

ในหนังสือ “ตำนานสมณศักดิ์พระวันรัตและสมเด็จพระราชาคณะผู้ทรงสมณศักดิ์ สมเด็จพระวันรัตในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์”  เรียบเรียงโดย “ธนิต อยู่โพธิ์” ได้กล่าวถึง “ว่าที่พระวันรัต” ตอนหนึ่งว่า...เหตุที่ไม่โปรดให้เป็นพระพนรัตนน่าจะเป็นว่าพระพนรัตน (ทองอยู่) ก็เพิ่งถูกถอดและให้สึกเป็นฆราวาสไปใหม่ๆ คงยังพากันรังเกียจสมณศักดิ์ที่พระพนรัตนอยู่ในระยะนั้น เพระถูกถอดและสึกแล้ว ยังโดนพระราชอาญาให้ประหารชีวิตด้วยนั่นเอง

เรื่องราวทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าศาสนาพุทธในไทยไทยนั้นได้พัฒนาจนมาเข้าอยู่ในกรอบตามตัวบทกฎหมาย ไม่ว่าจะมีสมณศักดิ์หรือจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม ถ้าเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ขึ้นอยู่กับพระราชโองการของพระมหากษัตริย์ และภายใต้ระบอบประชาธิปไตยก็ต้องเป็นไปตามตัวบทกฎหมายทุกประการเช่นกัน และควรจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

 
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline