
เชนร้านอาหารในไทยบูม 3 ยักษ์ทุ่มงบขยายสาขา ปั้นแบรนด์เอาใจนักชิม
ธุรกิจร้านอาหารในไทยบูม "ไมเนอร์ ฟู๊ด" เบนเข็มนำ "ไทยเอ็กซเพรส" เจาะตลาดวางเป้าครบ 10 แห่งปีหน้า ฟาก "นิปปอนแพ็ค" ใจเด็ดทุ่มเงินซื้อลิขสิทธิ์ "A&W" รีเทิร์นตลาดฟาสต์ฟู้ดหลังแตะเบรคยาว ตั้งเป้า 5 ปีติดท็อป 3 พร้อมเล็งซื้อธุรกิจอาหารญี่ปุ่น-เบเกอรี่ต่อยอดรายได้กลุ่มอาหารเพิ่ม ด้าน "เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์" ส่งคาเฟ่แอนด์เบเกอรี่ เติมสีสันเจฟเฟอร์สเต็ก มั่นใจ 5 ปีโกยยอดขาย 2.3 พันล้าน
นางปัทมาวลัย รัตนพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไมเนอร์ ฟู๊ด กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารสถาบันโรงเรียนการอาหารไทยเอ็ม เอส ซี (THAI CULINARY SCHOOL) และเจ้าของแบรนด์ร้านอาหารไทยเอ็กซเพรส เปิดเผยว่า นโยบายของบริษัทในปีนี้จะโฟกัสการทำตลาดในประเทศมากขึ้น หลังจากพบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่หันมานิยมอาหารไทยมากขึ้น ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ จากก่อนหน้านี้ที่เน้นการขยายในต่างประเทศเป็นหลัก
โดยตั้งเป้าหมายจะขยายสาขาร้านไทยเอ็กซเพรสในประเทศให้ครบ 10 แห่งภายในปี 2560 จากปัจจุบันที่อยู่ 4 แห่ง โดยรูปแบบของสาขาจะมี 2 โมเดลหลักได้แก่ 1. เซลฟ์ เซอร์วิส บนพื้นที่ 60 ตร.ม. เน้นโลเคชั่นในสนามบิน2. ร้านอาหาร บนพื้นที่ 200 ตร.ม. เน้นขยายตามโรงแรมในเครือ และคอมมิวนิตี้มอลล์ และพื้นที่ในหัวเมืองท่องเที่ยว
ขณะที่ในตลาดต่างประเทศบริษัทดำเนินธุรกิจร้านอาหารได้แก่ ร้านอาหารไทยเอ็กซเพรส เปิดให้บริการใน 6 ประเทศได้แก่ ไทย มาเลเซีย จีน มัลดีฟ เวียดนาม สิงคโปร์ มีสาขารวม 50 แห่ง และคาดว่าจะขยายครบ 200 แห่งภายใน 5 ปีนับจากนี้ โดยตลาดหลักจะเป็นประเทศจีน ที่คาดว่าจะขยายสาขาได้ราว 70-80 แห่ง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางการเติบโตสูงในภูมิภาคเอเชีย ส่วนงบประมาณทางการลงทุนนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาคในการวางแผนการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังร่วมมือกับเอส แอนด์ พี ในการทำตลาด ได้แก่ GRAB Thai Street Kitchen เน้นคอนเซ็ปท์ Grab & Go ปัจจุบันเปิดให้บริการ 1 แห่ง ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ดำเนินงานมาเป็นปีที่ 3 และแบรนด์ร้านอาหารไทยภัทรา กับร้านสุดา เป็นต้น
ด้านนายสุรพงษ์ เตรียมชาญชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิปปอนแพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายในการรุกธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มจึงจัดตั้งบริษัท เอ็นพีพี ฟู้ด อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ขึ้นเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท พร้อมกับเข้าซื้อลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ร้านอาหารเอแอนด์ดับบลิว (A&W) จากผู้ประกอบการรายเดิมในประเทศมาเลเซีย ด้วยงบลงทุน 500 ล้านบาทเพื่อนำมาทำตลาดในเมืองไทย โดยเอ็นพีพีฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 55% ขณะที่อีก 45% เป็นการถือหุ้นของบริษัท ไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้การเข้าซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ร้านอาหารเอแอนด์ดับบลิว เนื่องมาจากเห็นโอกาสจากธุรกิจอาหารในประเทศไทยที่ยังมีโอกาสเติบโตได้สูง เพราะคนไทยนิยมรับประทานอาหารนอกบ้านกันมากขึ้น อีกทั้งแบรนด์เอแอนดับบลิวยังเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากทั้งในไทยและต่างประเทศ
สำหรับแผนการดำเนินงานระยะ 5 ปีบริษัทเน้นการปั้นแบรนด์เอแอนด์ดับบลิวให้กลับมาแข็งแกร่งในประเทศไทยอีกครั้งหลังจากไม่มีการทำตลาดมานานราว 3-5 ปี โดยจะเน้นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่มากขึ้น ผ่านรูปแบบเมนูที่หลากหลายทั้งเมนูที่พัฒนารสชาติขึ้นมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะและเมนูซิกเนเจอร์อย่าง วาฟเฟิล แบบคาว หวาน และรูทเบียร์ เป็นต้น โดยบริษัทตั้งเป้าหมายสูงสุดที่จะขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของผู้นำร้านอาหารรับประทานด่วนหรือฟาสต์ฟู้ดในประเทศไทยภายใน 5 ปีนับจากนี้พร้อมกับครองส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 10% จากปัจจุบันที่ยังไม่เบอร์ 3 อย่างชัดเจน ขณะที่เบอร์ 1 และ 2 เป็นผู้นำอยู่ด้วยส่วนแบ่งตลาด 40% ของตลาดรวมซึ่งมีมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้บริษัทเตรียมงบลงทุนกว่า 260 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าขยายธุรกิจ แบ่งออกเป็นการพัฒนาสาขา 160 ล้านบาท โดยจะขยายสาขาใหม่ 6 แห่งในปีนี้ พร้อมกับทยอยปรับปรุงร้านภายใต้คอนเซปท์ใหม่ "เรโทรย้อนยุค" เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่น โดยสาขาแรกจะเปิดที่สยาม ในเดือนมีนาคมนี้ ส่วนงบประมาณอีก 100 ล้านบาทจะใช้สำหรับการทำตลาดและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ นอกจากนี้ยังมีแผนขยายการให้บริการในรูปแบบเดลิเวอรี่และไดร์ฟทรู ในสถานีบริการน้ำมันบางจากและปตท.ในปีหน้า โดยบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะขยายสาขาให้ได้ 100 แห่งภายใน 5 ปี จากปัจจุบันที่มีสาขารวม 21 แห่ง ด้วยงบลงทุนราว 500 ล้านบาท
"ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทแตกไลน์มาทำธุรกิจร้านอาหาร จากเดิมที่ผลิตบรรจุภัณฑ์ทั้งซองและกล่องอาหารให้กับร้านอาหารชื่อดัง ทั้งนี้ธุรกิจร้านอาหารจะเข้ามาช่วยต่อยอดธุรกิจของบริษัทให้ครอบคลุมมากขึ้น"นายสุรพงษ์ กล่าวและว่า
พร้อมกันนี้ยังเตรียมขยายตลาดไปยังกรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ , หลวงพระบางและเวียงจันทร์ สปป.ลาว โดยวางเป้าหมายขยายสาขาใน 2 ประเทศให้ครบ 5 แห่งก่อนจะขยายไปยังกัมพูชาต่อไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับนักธุรกิจท้องถิ่น โดยคาดว่าจะสามารถสรุปได้ในครึ่งปีหลัง นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนขยายกิจการร้านอาหารอื่นเพิ่มเติม โดยอยู่ระหว่างเจรจาซื้อร้านอาหารญี่ปุ่นของคนไทย โดยเตรียมเปิดตัวในช่วง 1-2 เดือนนับจากนี้ พร้อมกับการเข้าซื้อกิจการเบเกอรี่ คาดว่าจะสามารถสรุปได้ในช่วงสิ้นปี อย่างไรก็ตามเป้าหมายรายได้ของร้านเอแอนด์ดับบลิวในปีนี้คาดการณ์ว่าจะปิดที่ 200 ล้านบาท"
นอกจาก 2 แบรนด์ข้างต้นที่มีการรุกทำตลาดในเมืองไทยแล้ว ล่าสุดนายแมทธิว กิจโอธาน ประธานกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ของ เจฟเฟอร์สเต็ก หลังเข้ามาบริหารงานร้านเจฟเฟอร์เมื่อปลายปี 2557 ว่า บริษัทมองเห็นโอกาสการขยายตัวของธุรกิจร้านสเต็กในไทย จากภาพรวมการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยในปีที่ผ่านมา ตลาดรวมมีการเติบโต 5% หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 1.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเซ็กเม้นท์ออกเป็น สเต็กพรีเมี่ยม 62% สแตนดาร์ด 18% และแมส 20% ซึ่งเจฟเฟอร์สเต็กอยู่ในกลุ่มแมส มีการเติบโตราว 7% ซึ่งสูงกว่าตลาดรวม
ทั้งนี้บริษัทมีแผนแตกไลน์ธุรกิจ สู่ธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น ล่าสุดเพิ่มบริการร้านคาเฟ่และเบเกอรี่ ภายใต้ชื่อ "เจฟเฟอร์คาเฟ่" โดยจะเปิดให้บริการแห่งแรกที่สาขาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในรูปแบบแฟลกชิพสโตร์ และมีแผนขยาย"เจฟเฟอร์คาเฟ่" เพิ่ม 3 แห่งในปีนี้ อาทิ จังซีลอน , ยูเนี่ยนมอลล์ เป็นต้น ส่วนร้านเจฟเฟอร์สเต็กมีแผนขยายสาขาเพิ่ม 15 แห่ง ด้วยงบลงทุน 8 ล้านบาทต่อสาขา ขณะที่แผนลงทุนในระยะ 5 ปีนับจากนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 240 แห่ง จากปัจจุบัน 85 แห่งด้วยงบลงทุน 1.5 พันล้านบาท และคาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 พันล้านบาท จากปีก่อนที่มียอดขาย 721 ล้านบาท พร้อมรักษาอันดับ 1 ของการเป็นผู้นำในตลาดสเต็ก ระดับแมส
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,132 วันที่ 18 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
นางปัทมาวลัย รัตนพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไมเนอร์ ฟู๊ด กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารสถาบันโรงเรียนการอาหารไทยเอ็ม เอส ซี (THAI CULINARY SCHOOL) และเจ้าของแบรนด์ร้านอาหารไทยเอ็กซเพรส เปิดเผยว่า นโยบายของบริษัทในปีนี้จะโฟกัสการทำตลาดในประเทศมากขึ้น หลังจากพบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่หันมานิยมอาหารไทยมากขึ้น ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ จากก่อนหน้านี้ที่เน้นการขยายในต่างประเทศเป็นหลัก
โดยตั้งเป้าหมายจะขยายสาขาร้านไทยเอ็กซเพรสในประเทศให้ครบ 10 แห่งภายในปี 2560 จากปัจจุบันที่อยู่ 4 แห่ง โดยรูปแบบของสาขาจะมี 2 โมเดลหลักได้แก่ 1. เซลฟ์ เซอร์วิส บนพื้นที่ 60 ตร.ม. เน้นโลเคชั่นในสนามบิน2. ร้านอาหาร บนพื้นที่ 200 ตร.ม. เน้นขยายตามโรงแรมในเครือ และคอมมิวนิตี้มอลล์ และพื้นที่ในหัวเมืองท่องเที่ยว
ขณะที่ในตลาดต่างประเทศบริษัทดำเนินธุรกิจร้านอาหารได้แก่ ร้านอาหารไทยเอ็กซเพรส เปิดให้บริการใน 6 ประเทศได้แก่ ไทย มาเลเซีย จีน มัลดีฟ เวียดนาม สิงคโปร์ มีสาขารวม 50 แห่ง และคาดว่าจะขยายครบ 200 แห่งภายใน 5 ปีนับจากนี้ โดยตลาดหลักจะเป็นประเทศจีน ที่คาดว่าจะขยายสาขาได้ราว 70-80 แห่ง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางการเติบโตสูงในภูมิภาคเอเชีย ส่วนงบประมาณทางการลงทุนนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาคในการวางแผนการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังร่วมมือกับเอส แอนด์ พี ในการทำตลาด ได้แก่ GRAB Thai Street Kitchen เน้นคอนเซ็ปท์ Grab & Go ปัจจุบันเปิดให้บริการ 1 แห่ง ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ดำเนินงานมาเป็นปีที่ 3 และแบรนด์ร้านอาหารไทยภัทรา กับร้านสุดา เป็นต้น
ด้านนายสุรพงษ์ เตรียมชาญชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิปปอนแพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายในการรุกธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มจึงจัดตั้งบริษัท เอ็นพีพี ฟู้ด อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ขึ้นเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท พร้อมกับเข้าซื้อลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ร้านอาหารเอแอนด์ดับบลิว (A&W) จากผู้ประกอบการรายเดิมในประเทศมาเลเซีย ด้วยงบลงทุน 500 ล้านบาทเพื่อนำมาทำตลาดในเมืองไทย โดยเอ็นพีพีฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 55% ขณะที่อีก 45% เป็นการถือหุ้นของบริษัท ไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้การเข้าซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ร้านอาหารเอแอนด์ดับบลิว เนื่องมาจากเห็นโอกาสจากธุรกิจอาหารในประเทศไทยที่ยังมีโอกาสเติบโตได้สูง เพราะคนไทยนิยมรับประทานอาหารนอกบ้านกันมากขึ้น อีกทั้งแบรนด์เอแอนดับบลิวยังเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากทั้งในไทยและต่างประเทศ
สำหรับแผนการดำเนินงานระยะ 5 ปีบริษัทเน้นการปั้นแบรนด์เอแอนด์ดับบลิวให้กลับมาแข็งแกร่งในประเทศไทยอีกครั้งหลังจากไม่มีการทำตลาดมานานราว 3-5 ปี โดยจะเน้นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่มากขึ้น ผ่านรูปแบบเมนูที่หลากหลายทั้งเมนูที่พัฒนารสชาติขึ้นมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะและเมนูซิกเนเจอร์อย่าง วาฟเฟิล แบบคาว หวาน และรูทเบียร์ เป็นต้น โดยบริษัทตั้งเป้าหมายสูงสุดที่จะขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของผู้นำร้านอาหารรับประทานด่วนหรือฟาสต์ฟู้ดในประเทศไทยภายใน 5 ปีนับจากนี้พร้อมกับครองส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 10% จากปัจจุบันที่ยังไม่เบอร์ 3 อย่างชัดเจน ขณะที่เบอร์ 1 และ 2 เป็นผู้นำอยู่ด้วยส่วนแบ่งตลาด 40% ของตลาดรวมซึ่งมีมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้บริษัทเตรียมงบลงทุนกว่า 260 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าขยายธุรกิจ แบ่งออกเป็นการพัฒนาสาขา 160 ล้านบาท โดยจะขยายสาขาใหม่ 6 แห่งในปีนี้ พร้อมกับทยอยปรับปรุงร้านภายใต้คอนเซปท์ใหม่ "เรโทรย้อนยุค" เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่น โดยสาขาแรกจะเปิดที่สยาม ในเดือนมีนาคมนี้ ส่วนงบประมาณอีก 100 ล้านบาทจะใช้สำหรับการทำตลาดและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ นอกจากนี้ยังมีแผนขยายการให้บริการในรูปแบบเดลิเวอรี่และไดร์ฟทรู ในสถานีบริการน้ำมันบางจากและปตท.ในปีหน้า โดยบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะขยายสาขาให้ได้ 100 แห่งภายใน 5 ปี จากปัจจุบันที่มีสาขารวม 21 แห่ง ด้วยงบลงทุนราว 500 ล้านบาท
"ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทแตกไลน์มาทำธุรกิจร้านอาหาร จากเดิมที่ผลิตบรรจุภัณฑ์ทั้งซองและกล่องอาหารให้กับร้านอาหารชื่อดัง ทั้งนี้ธุรกิจร้านอาหารจะเข้ามาช่วยต่อยอดธุรกิจของบริษัทให้ครอบคลุมมากขึ้น"นายสุรพงษ์ กล่าวและว่า
พร้อมกันนี้ยังเตรียมขยายตลาดไปยังกรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ , หลวงพระบางและเวียงจันทร์ สปป.ลาว โดยวางเป้าหมายขยายสาขาใน 2 ประเทศให้ครบ 5 แห่งก่อนจะขยายไปยังกัมพูชาต่อไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับนักธุรกิจท้องถิ่น โดยคาดว่าจะสามารถสรุปได้ในครึ่งปีหลัง นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนขยายกิจการร้านอาหารอื่นเพิ่มเติม โดยอยู่ระหว่างเจรจาซื้อร้านอาหารญี่ปุ่นของคนไทย โดยเตรียมเปิดตัวในช่วง 1-2 เดือนนับจากนี้ พร้อมกับการเข้าซื้อกิจการเบเกอรี่ คาดว่าจะสามารถสรุปได้ในช่วงสิ้นปี อย่างไรก็ตามเป้าหมายรายได้ของร้านเอแอนด์ดับบลิวในปีนี้คาดการณ์ว่าจะปิดที่ 200 ล้านบาท"
นอกจาก 2 แบรนด์ข้างต้นที่มีการรุกทำตลาดในเมืองไทยแล้ว ล่าสุดนายแมทธิว กิจโอธาน ประธานกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ของ เจฟเฟอร์สเต็ก หลังเข้ามาบริหารงานร้านเจฟเฟอร์เมื่อปลายปี 2557 ว่า บริษัทมองเห็นโอกาสการขยายตัวของธุรกิจร้านสเต็กในไทย จากภาพรวมการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยในปีที่ผ่านมา ตลาดรวมมีการเติบโต 5% หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 1.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเซ็กเม้นท์ออกเป็น สเต็กพรีเมี่ยม 62% สแตนดาร์ด 18% และแมส 20% ซึ่งเจฟเฟอร์สเต็กอยู่ในกลุ่มแมส มีการเติบโตราว 7% ซึ่งสูงกว่าตลาดรวม
ทั้งนี้บริษัทมีแผนแตกไลน์ธุรกิจ สู่ธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น ล่าสุดเพิ่มบริการร้านคาเฟ่และเบเกอรี่ ภายใต้ชื่อ "เจฟเฟอร์คาเฟ่" โดยจะเปิดให้บริการแห่งแรกที่สาขาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในรูปแบบแฟลกชิพสโตร์ และมีแผนขยาย"เจฟเฟอร์คาเฟ่" เพิ่ม 3 แห่งในปีนี้ อาทิ จังซีลอน , ยูเนี่ยนมอลล์ เป็นต้น ส่วนร้านเจฟเฟอร์สเต็กมีแผนขยายสาขาเพิ่ม 15 แห่ง ด้วยงบลงทุน 8 ล้านบาทต่อสาขา ขณะที่แผนลงทุนในระยะ 5 ปีนับจากนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 240 แห่ง จากปัจจุบัน 85 แห่งด้วยงบลงทุน 1.5 พันล้านบาท และคาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 พันล้านบาท จากปีก่อนที่มียอดขาย 721 ล้านบาท พร้อมรักษาอันดับ 1 ของการเป็นผู้นำในตลาดสเต็ก ระดับแมส
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,132 วันที่ 18 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559






