thansettakij
thansettakij
กระทรวงเกษตรฯ เกาะติดสถานการณ์ “ปุ๋ย-สารเคมี” เร่งด่วน

กระทรวงเกษตรฯ เกาะติดสถานการณ์ “ปุ๋ย-สารเคมี” เร่งด่วน

15 ก.พ. 59 | 08:54 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ก.พ. 59 | 15:54 น.
เกษตรฯโชว์ผลเกาะติดสถานการณ์ “ปุ๋ย-สารเคมี” เร่งด่วน ฟันไม่เลี้ยงผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย 7 ราย พร้อมยึดของกลางกว่า 247 ตัน มูลค่า 14.37 ล้านบาท ชี้ภัยแล้งกระทบพื้นที่เกษตรลด ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ชะลอผลิต อัตราซื้อน้อย สั่งจับตาการใช้ปุ๋ยตามฤดูกาลผลิตพืชทุกภาค ลดปัญหารถเร่ขายปุ๋ยปลอม

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยถึงผลการตรวจสอบปัจจัยการผลิตทางการเกษตรตามภารกิจเร่งด่วนว่า จากการที่กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการตรวจสอบและควบคุมปัจจัยการผลิตด้านปุ๋ย วัตถุอันตราย และพันธุ์พืชอย่างเร่งด่วนตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรและให้เห็นผลภายใน 3 เดือน โดยให้สารวัตรเกษตรและเครือข่ายสารวัตรเกษตรกว่า 400 นาย สแกนสถานที่ผลิตและร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตอย่างเข้มข้นทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งช่วงเดือนที่ผ่านมา ได้เข้าตรวจสอบแหล่งผลิตและร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรแล้ว 4,606 แห่ง พร้อมสุ่มเก็บตัวอย่างและสั่งอายัดเพื่อวิเคราะห์คุณภาพ แบ่งเป็น ปุ๋ย จำนวน 60 ตัวอย่าง อายัดปุ๋ยชนิดเม็ด 3,151.8 กิโลกรัม ชนิดน้ำ 6 ลิตร วัตถุอันตราย จำนวน 64 ตัวอย่าง อายัด 37 กิโลกรัม ชนิดน้ำ 452.5 ลิตร และพันธุ์พืช จำนวน 24 ตัวอย่าง อายัด 41.38 กิโลกรัม
ขณะเดียวกันสารวัตรเกษตรยังได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคเข้าจับกุมดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย จำนวน 7 ราย พร้อมยึดของกลาง 25 รายการ ปริมาณ 247 ตัน มูลค่ารวม 14.37 ล้านบาท ซึ่งพบประเด็นความผิด คือ 1.ผลิตหรือมีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายที่ประเทศไทยห้ามผลิต นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ 2.ผลิตหรือมีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท 3.ผลิตหรือมีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายปลอม ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 7 แสนบาท 4. ผลิตปุ๋ยเคมีโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท 5.ผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน มีโทษจำคุก 1-5 ปีหรือปรับตั้งแต่ 4 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท 6.ขายปุ๋ยที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 7.ผลิตปุ๋ยอินทรีย์โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่ ปีหรือเกิน 5 ปรับไม่เกิน 2 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และ8.ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน มีโทษปรับตั้งแต่ 37,500-375,000 บาท โดยผู้กระทำผิดส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม และปทุมธานี
“จากการคาดการณ์ว่า อาจเกิดปัญหาภัยแล้งต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้พื้นที่ในการทำเกษตรกรรมลดลงค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าลงทุนผลิตปัจจัยการผลิตไว้เพื่อรอจำหน่ายเนื่องจากเกรงว่าจะไม่มียอดสั่งซื้อ และสินค้าที่เก็บสต็อกไว้เป็นเวลานานอาจเสื่อมคุณภาพได้ นอกจากนั้น ผู้ประกอบการยังขาดความเชื่อมั่นในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันทั้งเรื่องต้นทุนสินค้า และการตลาด จึงชะลอการผลิตไว้ก่อน ซึ่งผู้ประกอบการที่ยังมีการผลิตในช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็นรายใหญ่ ส่วนการซื้อขายปัจจัยการผลิตผู้ประกอบการเลือกที่จะขายแบบเงินสด เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่าการขายแบบเงินเชื่อ ทำให้มีลูกค้าลดลง ทั้งยังพบว่า การที่เกษตรกรไม่ได้ทำนาปรังและปัญหาราคายางตกต่ำ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตปุ๋ยสำหรับข้าวและยางพาราลดลงตามไปด้วย และพบอีกว่า มีวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่วางจำหน่ายในร้านค้าบางส่วนมีเลขทะเบียนเก่าซึ่งหมดอายุแล้ว กรมวิชาการเกษตรจะเร่งวางมาตรการเพื่อกำจัดสินค้าดังกล่าวออกจากระบบทั้งหมดโดยเร็ว” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว
อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรได้กำชับให้สารวัตรเกษตรติดตามตรวจสอบและควบคุมปัจจัยการผลิตตามฤดูกาลผลิตพืช และจับตาสูตรปุ๋ยทุกสูตรที่เกษตรกรนิยมใช้มากและมีความเสี่ยงที่จะมีการผลิตปุ๋ยปลอม เช่น ปุ๋ยสูตร 46-0-0, 16-20-0, 21-0-0, 16-8-8, 15-15-15, 8-24-24, 16-16-8, 16-16-16 และ 15-9-20 เป็นต้น เพื่อควบคุมและลดปัญหารถเร่จำหน่ายปุ๋ยปลอมในพื้นที่ช่วงเกษตรกรต้องการใช้ปัจจัยการผลิต เช่น พื้นที่ภาคตะวันออกจะใช้ปุ๋ยมากในระหว่างเดือนเมษายน-สิงหาคม ทั้งในข้าว ยางพารา เงาะ ลำไย สับปะรด ทุเรียน ลองกอง และมันสำปะหลัง จึงได้กำหนดมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด ได้แก่ วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่เป็นทะเบียนเก่าต้องมีเอกสารซื้อขายและแหล่งที่มาเพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ และสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎหมายเบื้องต้นในการเลือกซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตรให้แก่เกษตรกร
“ภาคใต้และภาคกลางเป็นพื้นที่ที่เกษตรกรนิยมใช้ปุ๋ยตลอดทั้งปี โดยใช้ในข้าว ไม้ผล ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เงาะ ทุเรียน ลองกอง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เบื้องต้นได้ประสานเจ้าหน้าที่ส่วนราชการในท้องถิ่นให้แจ้งเบาะแสเมื่อพบการเร่ขายปัจจัยการผลิตในพื้นที่ ส่วนภาคเหนือเน้นเฝ้าระวังร้านค้าที่มีความเสี่ยงกระทำความผิด โดยจัดทำโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์วัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายที่ประเทศไทยห้ามผลิต นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครอง จำนวน 98 รายการ แจกจ่ายตามร้านค้า จัดทำแผ่นพับแนะนำการเลือกซื้อปุ๋ย วัตถุอันตราย และเมล็ดพันธุ์พืชให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันยังได้สร้างเครือข่ายสารวัตรเกษตรอาสาเพิ่มเติมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อป้องกันการเร่ขายปัจจัยการผลิตปลอม พร้อมจัดทีมเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลการเลือกซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตรด้วย” นายสมชายกล่าว
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline