
ข้าพระบาท ทาสประชาชน : ประชาธิปไตยแบบ "ทักษิณ" กับคำพิพากษาของศาล
[caption id="attachment_308159" align="aligncenter" width="503"]
เพื่อประกอบการใช้วิจารณญาณของประชาชน ในการพิจารณาถึงวาทกรรมของ “ทักษิณ” กับพรรคและนักการเมืองภายใต้อำนาจของพวกเขา ถึงความเป็นประชาธิปไตยว่าจริงหรือไม่? ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นอกจากดูจากพฤติกรรมที่ผ่านมา ขอให้ลองพิจารณาผลของคำพิพากษาในคดีต่างๆ ประกอบ ซึ่งผู้เขียนขอคัดสาระสำคัญมาเพื่อพิจารณาดังนี้
จากคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ของศาลรัฐธรรมนูญ คดียุบพรรคไทยรักไทย คำวินิจฉัยที่ 3-5/2550 ระหว่างอัยการสูงสุด ผู้ร้องกับ พรรคไทยรักไทย คำพิพากษาดังกล่าวได้วินิจฉัยเหตุอันเป็นสาระสำคัญที่ให้ยุบพรรคว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 (พรรคไทยรักไทย) ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่
เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 เข้าแทรกแซงบิดผันกระบวนการเข้าสู่อำนาจในการปกครองประเทศ เพื่อสร้างภาพลวงตาว่ามีการแข่งขันตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้โดยเนื้อแท้มิได้เป็นเช่นนั้น ย่อมส่งผลให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยสั่นคลอนไม่มั่นคง ทำให้ประชาชนที่รู้ข้อเท็จจริงเสื่อมศรัทธาต่อระบบการเมือง อาจนำไปสู่การต่อต้านการใช้อำนาจการปกครองโดยไม่ชอบธรรมของพรรคการเมือง ประกอบกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เป็นบทบัญญัติที่เป็นนโยบายรัฐ ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 จึงเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 66(3) อีกด้วย”
และยังมีคำวินิจฉัยที่สำคัญอีกว่า “ผู้ถูกร้องที่ 1 เป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุด ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไปก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง ควรต้องสร้างความยั่งยืนให้แก่การปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมั่นคงในหลักการที่ว่า กฎหมายต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นข้อบ่งชี้ด้วยว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 มิได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติ เพื่อให้คนไทยในชาติมีความสุขทั่วหน้า ดังที่ได้รณรงค์หาเสียงไว้ต่อประชาชนอย่างแท้จริง
หากแต่มุ่งประสงค์เพียงดำเนินการในทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศนอกเหนือไปจากครรลองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตลอดจนบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จนยากที่จะหาอุดมการณ์อันแท้จริงของพรรค ให้เกิดความมั่นคงแก่ประชาชนโดยรวมว่า เมื่อเป็นรัฐบาลมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินแล้ว จะดำเนินการปกครองโดยสุจริต ไม่ประพฤติมิชอบ หรือบริหารราชการแผ่นดินโดยแอบแฝงไว้ซึ่งประโยชน์ของตนและพวกพ้อง
นี่คือคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ คดีทางการเมืองที่เป็นประวัติ ศาสตร์ และมีความหมาย ความสำคัญอย่างยิ่งที่ประชาชนไทยมิควรลืม เพราะจากต้นกำเนิดของพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคแม่ จึงมีพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคลูกที่ต่อมาก็ถูกยุบพรรค เพราะถูกจับได้เรื่องการใช้เงินซื้อเสียง ตกมาถึงปัจจุบันพรรคหลานคือ เพื่อไทย ก็มีอันเป็นไปเพราะคดีทุจริตจำนำข้าว ซึ่งก็ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าจะเป็นอย่างไร หลังเจ้าของพรรคตัวจริงที่อยู่ต่างแดน ออกมาแสดงบทบาทความเป็นเจ้าของ ชี้นำบงการลูกพรรคในประเทศ ซึ่งก็อาจเข้าข่ายเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ฉบับใหม่ ที่ กกต.จับตาความเคลื่อนไหวโดยไม่ห่าง
การกล่าวอ้างตนว่า “เป็นนักประชาธิปไตย” ใครๆ ก็พูดหรือกล่าวอ้างได้ แต่พฤติกรรมจะเป็นเครื่องชี้เจตนา ที่สำคัญพฤติกรรมในอดีต ย่อมบอกอนาคต ยิ่งมีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานเช่นนี้แล้ว ท่านผู้อ่านจะเชื่ออะไร ย่อมเป็นดุลพินิจของท่าน
สำหรับผมแล้ว เชื่อดุลพินิจและคำวินิจฉัยของศาลครับโดยเฉพาะกรณีนี้ มันชัดแจ้งยิ่งกว่าแสงตะวัน เพียงคำพิพากษาฉบับนี้ฉบับเดียว ก็แทนคำตอบทุกข้อสงสัย
| คอลัมน์ : ข้าพระบาท ทาสประชาชน
| โดย : ประพันธุ์ คูณมี
| หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3394 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 23-25 ส.ค.2561






