
กังวลเศรษฐกิจโลกซบ / เฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย กองทุน SPDR แห่ตุนทองลุ้น 1,200 ดอลล์
นักลงทุนตื่นซื้อทองคำ ดันราคาพุ่งสูงสุดในรอบ 8 เดือน เหตุกังวลเศรษฐกิจโลกซบเซา -เฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย ผู้ค้ารายใหญ่จับตาเป็นขาขึ้นหากยืนแข็งแกร่งที่ระดับ 1,200 ดอลล์ต่อเนื่อง 1 สัปดาห์ ลุ้นไปต่อที่1,230 - 1,250 ดอลล์ ส่วนทองแท่งในประเทศมีโอกาสแตะ 2 หมื่นบาทหากบาทอ่อน พบสัญญาณสำคัญกองทุนยักษ์ระดับโลก SRDR ตุนเข้าพอร์ตพุ่ง 703.52 ตัน
ราคาทองคำในประเทศเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ปรับขึ้นบาทละ 350 บาท ตามราคาทองในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่า โดยสมาคมค้าทองคำ รายงานว่า เมื่อเวลา 09.24 น. ราคาทองคำแท่ง รับซื้อเข้าบาทละ 19,950 บาท ขายออกบาทละ 20,050 บาท ขณะที่ทองรูปพรรณ รับซื้อเข้าบาทละ 19,662 บาท ขายออกบาทละ 20,450 บาท
บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ราคาทองคำปรับขึ้นแรงต่อเนื่องทำจุดสูงสุดในรอบ 8 เดือน โดยขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีปัจจัยหนุนจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าลง และตลาดหุ้นที่ปรับลดลง แม้จะมีแรงเทขายทำกำไรในทองคำเนื่องจากตลาดการเงินจีนปิดทำการยาว 5 วันตั้งแต่วันที่ 8-12 กุมภาพันธ์ ในเทศกาลตรุษจีนทำให้ความต้องการทองคำลดลง
ขณะที่กองทุน SPDR ซึ่งป็นกองทุนทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เพิ่มปริมาณการถือครองทองคำอย่างต่อเนื่องอีก 5.06 ตัน เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมากองทุน SPDR เพิ่มปริมาณการถือครองทองคำ 29 ตัน ส่งผลให้ถือครองทองคำล่าสุดที่ระดับ 703.52 ตัน สะท้อนให้เห็นความต้องการทองคำจากนักลงทุนสหรัฐฯและยุโรปเพื่อต้องการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน
อย่างไรก็ดีบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า นักลงทุนจะต้องติดตามการแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ต่อสภาคองเกรส ที่จะกล่าวถึงแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในอนาคต ในกรณีที่ประธานเฟดกล่าวแสดงความเป็นห่วงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของตลาดการเงินโลกเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่เฟดท่านอื่นๆ และทำให้ตลาดตีความว่าเฟดส่งสัญญาณจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคม ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อราคาทองคำ
นายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด กล่าวว่า ราคาทองคำในเชิงเทคนิคเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นโดยสมบูรณ์ หลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นเหนือ 1,160 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ และปรับขึ้นเหนือ 1,200 ดอลลารสหรัฐฯต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี ทำให้ภาพรวมราคาทองคำเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นแล้ว และมีโอกาสที่ราคาทองคำจะขึ้นในอีก 2-3 อาทิตย์หรือมากกว่า โดยทองคำมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,200 และ 1,215 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ตามลำดับ ขณะที่แนวรับของทองคำจะขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,180 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ในระยะสั้น
สำหรับราคาทองคำในประเทศจะมีแนวรับที่ระดับ 19,800 บาท/บาททองคำ ขณะที่แนวต้านแรกจะอยู่ที่ระดับ 20,000 บาท/บาททองคำ และแนวต้านถัดไปที่ระดับ 20,400 บาท/บาททองคำ
นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า การซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของกองทุน SPDR ทำให้ราคาทองคำถูกผลักดันขึ้น 10-15 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ต่อวันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังผันผวนและมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง รวมทั้งกังวลเห็นได้จากตลาดหุ้นก็ยังอยู่ในทิศทางที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง สำหรับค่าเงินดูจะเป็นปัญหาในระยะยาวที่เรียกว่าเป็นสงครามค่าเงิน ที่ทุกประเทศต่างอยากให้ค่าเงินของตนเองอ่อนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยยุโรปและญี่ปุ่นใช้มาตรการมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ( คิวอี) และมีดอกเบี้ยเป็นศูนย์หรือติดลบ ด้านจีนกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้ค่าเงินอ่อนและมีการอัดฉีดเม็ดเงิน สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวลงตามเศรษฐกิจโลก และส่งผลให้มีกำลังซื้อปรับตัวลดลงตามเช่นเดียวกัน ทำให้ค่าเงินบาทเองที่แข็งค่าขึ้นเริ่มทรงตัวบริเวณ 35.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ
ด้านนางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ราคาทองคำที่ระดับ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ คือ จุดวัดใจว่าทองคำมีแนวโน้มขาขึ้นหรือไม่ ถ้ายืนที่ระดับดังกล่าวได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ก็มีโอกาสไปต่อ โดยให้แนวต้านที่ 1,230-1,250 ดอลลาร์สหรัฐฯต่ออนซ์ อย่างไรก็ตามเมื่อคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ราคาทองคำปรับขึ้นไปที่ 1,199 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ แต่ก็มีแรงขายออกมามากเช่นกัน ซึ่งสะท้อนว่าจุดดังกล่าวถือเป็น ด่านหิน
"สรุปคือ ช่วงที่เหลือของปีนี้ ถ้าเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยเลยก็จะเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักที่ทำให้ราคาทองปรับขึ้น นอกจากนี้ต้องติดตามราคาน้ำมัน โดยถ้าราคาน้ำมันขึ้น ทองก็จะขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจจีน หากไม่ดีก็จะดันทองขึ้น"
นางพวรรณ์ กล่าวถึงราคาทองคำในประเทศว่า จุดวัดใจอยู่ที่บาทละ 20,000 บาทต่อบาททอง โดยตัวแปรหลักอยู่ที่ค่าเงินบาท หากเงินบาทอ่อนค่าก็จะได้เห็นราคาทองคำที่ระดับดังกล่าว อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,130 วันที่ 11 - 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
ราคาทองคำในประเทศเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ปรับขึ้นบาทละ 350 บาท ตามราคาทองในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่า โดยสมาคมค้าทองคำ รายงานว่า เมื่อเวลา 09.24 น. ราคาทองคำแท่ง รับซื้อเข้าบาทละ 19,950 บาท ขายออกบาทละ 20,050 บาท ขณะที่ทองรูปพรรณ รับซื้อเข้าบาทละ 19,662 บาท ขายออกบาทละ 20,450 บาท
บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ราคาทองคำปรับขึ้นแรงต่อเนื่องทำจุดสูงสุดในรอบ 8 เดือน โดยขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีปัจจัยหนุนจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าลง และตลาดหุ้นที่ปรับลดลง แม้จะมีแรงเทขายทำกำไรในทองคำเนื่องจากตลาดการเงินจีนปิดทำการยาว 5 วันตั้งแต่วันที่ 8-12 กุมภาพันธ์ ในเทศกาลตรุษจีนทำให้ความต้องการทองคำลดลง
ขณะที่กองทุน SPDR ซึ่งป็นกองทุนทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เพิ่มปริมาณการถือครองทองคำอย่างต่อเนื่องอีก 5.06 ตัน เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมากองทุน SPDR เพิ่มปริมาณการถือครองทองคำ 29 ตัน ส่งผลให้ถือครองทองคำล่าสุดที่ระดับ 703.52 ตัน สะท้อนให้เห็นความต้องการทองคำจากนักลงทุนสหรัฐฯและยุโรปเพื่อต้องการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน
อย่างไรก็ดีบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า นักลงทุนจะต้องติดตามการแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ต่อสภาคองเกรส ที่จะกล่าวถึงแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในอนาคต ในกรณีที่ประธานเฟดกล่าวแสดงความเป็นห่วงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของตลาดการเงินโลกเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่เฟดท่านอื่นๆ และทำให้ตลาดตีความว่าเฟดส่งสัญญาณจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคม ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อราคาทองคำ
นายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด กล่าวว่า ราคาทองคำในเชิงเทคนิคเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นโดยสมบูรณ์ หลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นเหนือ 1,160 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ และปรับขึ้นเหนือ 1,200 ดอลลารสหรัฐฯต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี ทำให้ภาพรวมราคาทองคำเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นแล้ว และมีโอกาสที่ราคาทองคำจะขึ้นในอีก 2-3 อาทิตย์หรือมากกว่า โดยทองคำมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,200 และ 1,215 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ตามลำดับ ขณะที่แนวรับของทองคำจะขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,180 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ในระยะสั้น
สำหรับราคาทองคำในประเทศจะมีแนวรับที่ระดับ 19,800 บาท/บาททองคำ ขณะที่แนวต้านแรกจะอยู่ที่ระดับ 20,000 บาท/บาททองคำ และแนวต้านถัดไปที่ระดับ 20,400 บาท/บาททองคำ
นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า การซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของกองทุน SPDR ทำให้ราคาทองคำถูกผลักดันขึ้น 10-15 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ต่อวันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังผันผวนและมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง รวมทั้งกังวลเห็นได้จากตลาดหุ้นก็ยังอยู่ในทิศทางที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง สำหรับค่าเงินดูจะเป็นปัญหาในระยะยาวที่เรียกว่าเป็นสงครามค่าเงิน ที่ทุกประเทศต่างอยากให้ค่าเงินของตนเองอ่อนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยยุโรปและญี่ปุ่นใช้มาตรการมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ( คิวอี) และมีดอกเบี้ยเป็นศูนย์หรือติดลบ ด้านจีนกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้ค่าเงินอ่อนและมีการอัดฉีดเม็ดเงิน สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวลงตามเศรษฐกิจโลก และส่งผลให้มีกำลังซื้อปรับตัวลดลงตามเช่นเดียวกัน ทำให้ค่าเงินบาทเองที่แข็งค่าขึ้นเริ่มทรงตัวบริเวณ 35.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ
ด้านนางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ราคาทองคำที่ระดับ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ คือ จุดวัดใจว่าทองคำมีแนวโน้มขาขึ้นหรือไม่ ถ้ายืนที่ระดับดังกล่าวได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ก็มีโอกาสไปต่อ โดยให้แนวต้านที่ 1,230-1,250 ดอลลาร์สหรัฐฯต่ออนซ์ อย่างไรก็ตามเมื่อคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ราคาทองคำปรับขึ้นไปที่ 1,199 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ แต่ก็มีแรงขายออกมามากเช่นกัน ซึ่งสะท้อนว่าจุดดังกล่าวถือเป็น ด่านหิน
"สรุปคือ ช่วงที่เหลือของปีนี้ ถ้าเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยเลยก็จะเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักที่ทำให้ราคาทองปรับขึ้น นอกจากนี้ต้องติดตามราคาน้ำมัน โดยถ้าราคาน้ำมันขึ้น ทองก็จะขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจจีน หากไม่ดีก็จะดันทองขึ้น"
นางพวรรณ์ กล่าวถึงราคาทองคำในประเทศว่า จุดวัดใจอยู่ที่บาทละ 20,000 บาทต่อบาททอง โดยตัวแปรหลักอยู่ที่ค่าเงินบาท หากเงินบาทอ่อนค่าก็จะได้เห็นราคาทองคำที่ระดับดังกล่าว อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,130 วันที่ 11 - 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559






