
รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลก
การตั้งกำแพงภาษีและนโยบายกีดกันการค้าที่สหรัฐฯ นอกจากกระทำกับจีนแล้ว สหรัฐฯยังข่มขู่และขยายวงไปสู่คู่ค้าสำคัญทั้งสหภาพยุโรป เม็กซิโก แคนาดา แน่นอนว่าประเทศเหล่านี้ออกมาตรการตอบโต้สหรัฐฯเช่นเดียวกัน ซึ่งแนวโน้มที่เกิดขึ้นย่อมสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในอดีตประเด็นจุดชนวนเริ่มต้นจากการถือลัทธิกีดกันการค้า ก่อนขยายเป็นสงครามการค้า การเงิน นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจโลก
นอกจากสงครามการค้าที่กำลังดุเดือดแล้ว ล่าสุดเกิดวิกฤติการเงินและวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในตุรกี โดยตุรกีขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงและมีหนี้ต่างประเทศค่อนข้างสูง โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น เศรษฐกิจอ่อนแอ เงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมาย ต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนการทำธุรกิจแพงขึ้นมาก ส่งผลให้ค่าเงินลีราตุรกีอ่อนค่าลงต่อเนื่องเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ความวิตกกังวลต่อค่าเงินตุรกี ส่งผล กระทบต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก โดยดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดไปเมื่อวันจันทร์ร่วงลง 440.65 จุด ดัชนีหั่งเส็ง ฮ่องกงร่วงลง 430.05 จุด และตลาดหลักทรัพย์ไทยเปิดตลาดเช้าวันอังคารร่วงลงไป 20 จุดทันทีเช่นเดียวกัน แน่นอนเหตุเกิดในตุรกีที่มีเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับสหภาพยุโรปสูง ย่อมส่งผลกระเทือนตามมาทั้งในแง่การเงิน การค้าและขยายวงไปทั่วโลก
รัฐบาลต้องมีวอร์รูมที่คอยติดตามสถานการณ์ในแต่ละประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อการปรับแผนให้มีความยืดหยุ่น รองรับแรงกระแทกที่มาจากเศรษฐกิจโลกได้อย่างทันท่วงที ไม่ให้ส่งผลกระทบไปถึงฐานส่วนใหญ่ของประเทศ โดยต้องประเมินสถานการณ์จำลองในขั้นเลวร้ายสุดที่จะเกิดกับเศรษฐกิจไทยและถ้าเกิดขั้นเลวร้ายสุด จะมีทางออกอย่างไร หรือระดับรองลงมา มีมาตรการเช่นไร ในการนำพาประคับประคองเศรษฐกิจไปให้ได้ โดยเกิดผลกระทบน้อยที่สุด ต้องมีมาตรการบริหารจัดการ มากกว่าปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม
|บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
|ฉบับ 3392 ระหว่างวันที่ 16-18 ส.ค.2561






