
ข้าพระบาท ทาสประชาชน : ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ
ในสังคมโลกที่มีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย จะมีระบบเศรษฐกิจเสรีทุนนิยมเป็นพื้นฐาน อันเป็นหลักการของระบอบการปกครองควบคู่กันไป เพราะระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จะต้องครอบคลุมทั้งมิติทางการเมืองและทางเศรษฐกิจด้วย เนื่องด้วยสิทธิเสรีภาพทางการเมืองและทางเศรษฐกิจของบุคคล ต้องได้รับการรับรองและคุ้มครองจากรัฐโดยเท่าเทียมกันในทุกๆ ด้าน
ซึ่งเป็นที่ทราบโดยทั่วไปจากการประกาศอันดับ 50 มหาเศรษฐีของไทยของนิตรยสารฟอร์ปในปี 2560 เป็นการตอกย้ำปัญหานี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะมหาเศรษฐีไทย 50 คนแรก มีทรัพย์สินถึง 30% ของจีดีพี คนรวย 10% นอกจากมีรายได้เป็น 35 เท่าของคนจน10% แล้ว ยังมีสินทรัพย์ถึง 79% ของประเทศ และสถาบันการเงินเครดินสวิส ยังออกรายงานความมั่งคั่งของโลก (Global Wealth Report 2016) เมื่อปีที่แล้ว ระบุว่าไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซีย กับอินเดียอีกด้วย ซึ่งปัญหานี้ สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ก็ยอมรับถึงความรุนแรงของปัญหานี้ โดยระบุว่าคนรวย 0.1%หรือ 65,000 คน จากประชากรทั้งหมด 65 ล้านคน มีเงินฝากเท่ากับ49% ของเงินฝากทั้งระบบ
นอกจากนี้ในการประกอบธุรกิจ ก็มีผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย ไม่กี่ตระกูลที่ครอบครองตลาดและมีอำนาจในทางธุรกิจเหนือกว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ หลายกิจการมีการใช้อำนาจผูกขาด กีดกันผู้ประกอบการายอื่นๆ ที่จะเข้ามาโดยไม่เป็นธรรม สภาพเช่นนี้ ก็เปรียบเสมือนความเป็นเผด็จการทางเศรษฐกิจนั่นเอง
เข้าสู่ยุคปฏิรูปประเทศโดย คสช. การที่ผู้นำประเทศประกาศการเดินหน้าปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ประกาศแผนยุทธศาสตร์ชาติมารองรับ เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
แต่ก็ควรต้องตระหนักถึงปัญหาความเป็นประชาธิไตยทางเศรษฐกิจด้วย แม้รัฐธรรมนูญของประเทศไทยหลายฉบับ นับตั้งแต่ปี 2540, 2550 และ 2560 จะได้ตระหนักถึงปัญหานี้เรื่อยมา จนถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบันปี 2560 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 75 “รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขจัดการผูกขาดทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศและประชาชน
รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่เป็นกรณีที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาประโยชน์ส่วนรวม การจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือการจัดทำบริการสาธารณะ
รัฐพึงส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสหกรณ์ประเภทต่างๆ และกิจการวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลางของประชาชนและชุมชน
ในการพัฒนาประเทศ รัฐพึงคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจและความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนประกอบกัน"
ระบบปลาใหญ่กินปลาเล็กรุนแรงยิ่ง เหล่านี้ คือภาพสะท้อนความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยไม่น้อยกว่าความไม่เป็นประชาธิปไตยในทางการเมือง หากเราคาดหวังที่จะเห็นประเทศเดินหน้า สังคมก้าวสู่การปฏิรูปประเทศเพื่อความเป็นประชาธิปไตย จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศของเราต้องให้ความสำคัญกับการสร้างประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นและปรากฎเป็นจริง มิใช่เพียงแต่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่ออวดอ้างและบอกกับชาวโลกเท่านั้น
|คอลัมน์ : ข้าพระบาททาสประชาชน
| โดย : ประพันธุ์ คูณมี
| หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3390 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 9-11 ส.ค.2561






