
ยุทธศาสตร์ ‘กู้ภัยไทยแลนด์’
ที่ลุ้นระทึกกันอยู่ในขณะนี้คือ เหตุการณ์เขื่อนดินเซเปียน-เซนํ้าน้อย ทางตอนใต้ของ สปป.ลาวแตก มวลนํ้าปริมาณมหาศาลไหลบ่าล้นทะลักพรากชีวิตผู้คน ท่วมบ้านเรือน พื้นที่ทำกิน ต้องอพยพประชาชนนับหมื่นคนที่ประสบภัย จนรัฐบาลลาวต้องประกาศพื้นที่ภัยพิบัติในหลายพื้นที่
ทั้ง 2 กรณี เป็นเรื่องใหญ่ในการกู้ภัยของมวลมนุษยชาติ ที่ไม่มีเส้นแบ่งของเขตแดนว่าเป็นภารกิจประเทศเขา หน้าที่ของประเทศเรามาขวางกั้นอีกต่อไป
ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางของความร่วมมือในการกู้ภัยที่ยอดเยี่ยมที่ชาวโลกต่างชื่นชมไปโดยไม่รู้ตัว รัฐบาลจึงควรใช้โอกาสอันดีนี้ สร้างยุทธศาสตร์การกู้ภัยพิบัติของประเทศขึ้นมาให้ก้าวขึ้นเป็นเสาหลักในภูมิภาคนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของคน ขีดความสามารถของประเทศ แทนที่จะทำเพียงแค่จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) เพื่อให้การสนับสนุนช่วยเหลือเฉพาะด้านการแพทย์ อาหาร เครื่องมือ เป็นครั้งคราวไป เหมือนที่คุ้นชินกับสิ่งที่ได้กระทำมาในอดีต ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก เพราะต่างชาติให้ความเชื่อถือ ศรัทธา
อาจมีคนเห็นแย้งว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวอาจไปทับซ้อนกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม เมียนมา กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว สิงคโปร์ และบรูไน ได้ร่วมมือกันตั้งคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติกับอาเซียน (ACDM) ขึ้นมา แต่ควรจะหันมาตั้งคำถามต่อไปว่า แล้วรูปธรรมในการกู้ภัยนั้นอยู่ที่ไหน มีการปฏิบัติแบบฉับพลัน ทันต่อสถานการณ์หรือไม่ ทำไมไทยไม่ใช้ศักยภาพที่มีอยู่ไปเป็นนิวเคลียสของโลก
“เวลา” กับ “โอกาส” เป็น 2 อย่างที่ไม่เคยรอใคร ถ้ามาแล้วไม่รีบคว้าเอาไว้ จะเป็นการยากที่จะได้พบมันอีก
บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
ฉบับ 3387 ระหว่างวันที่ 29 ก.ค.-1 ส.ค.2561






