
ตั้งกรรมาธิการ ศึกษาระบบอุปถัมภ์ในราชการ เพิ่มความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี ศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธานการประชุม มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม ตามที่ พล.ร.อ ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง สมาชิก สนช. เป็นผู้เสนอ ด้วยคะแนนเสียง 170 เสียง และงดออกเสียง 1 เสียง โดยตั้งกรรมาธิการสามัญฯ พิจารณาเรื่องดังกล่าว จำนวน 19 คน กรอบระยะเวลาดำเนินงานภายใน 120 วัน
พล.ร.อ ศักดิ์สิทธิ์ ได้ชี้แจงถึงหลักการและเหตุผลในการตั้ง กมธ.สามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทย ว่า ระบบราชการถือเป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า นอกเหนือจากภาคการเมือง ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน นับเป็นพลังที่สำคัญในการขับเคลื่อนตามนโยบายและมาตรการของรัฐบาลในการบริหารบ้านเมืองให้สำเร็จลุล่วง
แต่สำหรับระบบราชการไทยที่ผ่านมา กลับไม่ได้ยึดถือปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบต่างๆ ที่กำหนดไว้ การพัฒนาระบบราชการครั้งใหญ่เมื่อปี 2545 ด้วยการปรับเปลี่ยนระบบบริหารงานบุคคลให้มีกระบวนการพัฒนาคุณธรรมในระบบราชการ เพื่อขจัดระบบอุปถัมภ์ แม้จะมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ. )ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เพื่อให้หน่วยงานราชการยึดถือปฏิบัติ แต่กลับมีผู้ใช้อำนาจในระบบราชการ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อระบบราชการและประเทศ
ทั้งยังชี้ให้เห็นผลเสียที่เกิดขึ้นจากระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยว่า ระบบดังกล่าวเอื้อประโยชน์ให้นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันเพิ่มมากขึ้นในระบบราชการ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อระบบราชการและประเทศชาติโดยรวม ประชาชนไม่เชื่อถือและขาดความศรัทธาต่อระบบราชการ ดังนั้นจึงสมควรมีการพิจารณาศึกษาปัญหาของระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการดังกล่าวว่าสร้างผลกระทบและผลเสียหายต่อประเทศชาติและระบบราชการอย่างไร และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่วาระแห่งชาติให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตระหนักและร่วมมือกันแก้ไข เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้านเมืองต่อไป
"ระบบอุปถัมภ์เกิดจากสภาพปัญหาของสังคมไทยและคนไทยที่นิยมยกย่องนับถือคนรวย นิยมการเคารพยกย่องและห้อมล้อมผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ นิยมการประจบสอพลอชอบยึดถือตัวบุคคลมากกว่าหลักการ ซึ่งระบบอุปถัมภ์อยู่คู่สังคมไทยมานายหลายร้อยปี จนกลายเป็นค่านิยมและวัฒนธรรมที่ไม่ดีของคนไทย ซึ่งระบบนี้อาจมีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น ระบบชุบเลี้ยง ระบบเล่นพรรคเล่นพวก"
พล.ร.อ ศักดิ์สิทธิ์ ยังได้หยิบยก ผลวิจัยธนาคารโลกปี 2556 พบว่าประสิทธิผลของรัฐบาลไทยอยู่อันดับที่ 74 จาก 196 ประเทศ ตกลงจากอันดับ 65 เมื่อสิบปีก่อน รวมถึงในการสำรวจความเห็นของนักธุรกิจของเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม (World Economic Forum) ตั้งแต่ปี 2551-2556 พบว่าความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการไทย เป็น 1 ใน 5 ปัจจัยการทำธุรกิจ ส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประเทศ จึงเห็นว่าต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาให้หมดไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,129 วันที่ 7 - 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
พล.ร.อ ศักดิ์สิทธิ์ ได้ชี้แจงถึงหลักการและเหตุผลในการตั้ง กมธ.สามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทย ว่า ระบบราชการถือเป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า นอกเหนือจากภาคการเมือง ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน นับเป็นพลังที่สำคัญในการขับเคลื่อนตามนโยบายและมาตรการของรัฐบาลในการบริหารบ้านเมืองให้สำเร็จลุล่วง
แต่สำหรับระบบราชการไทยที่ผ่านมา กลับไม่ได้ยึดถือปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบต่างๆ ที่กำหนดไว้ การพัฒนาระบบราชการครั้งใหญ่เมื่อปี 2545 ด้วยการปรับเปลี่ยนระบบบริหารงานบุคคลให้มีกระบวนการพัฒนาคุณธรรมในระบบราชการ เพื่อขจัดระบบอุปถัมภ์ แม้จะมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ. )ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เพื่อให้หน่วยงานราชการยึดถือปฏิบัติ แต่กลับมีผู้ใช้อำนาจในระบบราชการ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อระบบราชการและประเทศ
ทั้งยังชี้ให้เห็นผลเสียที่เกิดขึ้นจากระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยว่า ระบบดังกล่าวเอื้อประโยชน์ให้นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันเพิ่มมากขึ้นในระบบราชการ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อระบบราชการและประเทศชาติโดยรวม ประชาชนไม่เชื่อถือและขาดความศรัทธาต่อระบบราชการ ดังนั้นจึงสมควรมีการพิจารณาศึกษาปัญหาของระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการดังกล่าวว่าสร้างผลกระทบและผลเสียหายต่อประเทศชาติและระบบราชการอย่างไร และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่วาระแห่งชาติให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตระหนักและร่วมมือกันแก้ไข เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้านเมืองต่อไป
"ระบบอุปถัมภ์เกิดจากสภาพปัญหาของสังคมไทยและคนไทยที่นิยมยกย่องนับถือคนรวย นิยมการเคารพยกย่องและห้อมล้อมผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ นิยมการประจบสอพลอชอบยึดถือตัวบุคคลมากกว่าหลักการ ซึ่งระบบอุปถัมภ์อยู่คู่สังคมไทยมานายหลายร้อยปี จนกลายเป็นค่านิยมและวัฒนธรรมที่ไม่ดีของคนไทย ซึ่งระบบนี้อาจมีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น ระบบชุบเลี้ยง ระบบเล่นพรรคเล่นพวก"
พล.ร.อ ศักดิ์สิทธิ์ ยังได้หยิบยก ผลวิจัยธนาคารโลกปี 2556 พบว่าประสิทธิผลของรัฐบาลไทยอยู่อันดับที่ 74 จาก 196 ประเทศ ตกลงจากอันดับ 65 เมื่อสิบปีก่อน รวมถึงในการสำรวจความเห็นของนักธุรกิจของเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม (World Economic Forum) ตั้งแต่ปี 2551-2556 พบว่าความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการไทย เป็น 1 ใน 5 ปัจจัยการทำธุรกิจ ส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประเทศ จึงเห็นว่าต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาให้หมดไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,129 วันที่ 7 - 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559






