thansettakij
thansettakij
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดจีดีพีเกษตรปี59พลิกโต สวนทางรายได้ชาวนาไทยจนสุด

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดจีดีพีเกษตรปี59พลิกโต สวนทางรายได้ชาวนาไทยจนสุด

01 ก.พ. 59 | 04:00 น.
อัปเดตล่าสุด :19 พ.ค. 59 | 14:49 น.
สศก.เผยผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจภาคเกษตรกร 6.6 ล้านครัวเรือน ในรอบ 2 ปี ชี้ชัด "ชาวนา" มีรายได้ต่ำสุดเมื่อเทียบกับภาคเกษตรอื่นๆ ตกแค่ 1.2 แสนบาท/ครัวเรือน ขณะที่ผลเผยประเมินล่าสุดคาดเอลนีโญคลี่คลาย ลุ้นฝนตกตามฤดูกาล กลาง พ.ค. ช่วยจีดีพีเกษตรพลิกขยายตัวจากปีที่แล้วไม่ต่ำกว่า 1.44 แสนล้าน

[caption id="attachment_29025" align="aligncenter" width="500"] ผลกระทบของราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ลดลงต่อจีดีพีภาคเกษตร ผลกระทบของราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ลดลงต่อจีดีพีภาคเกษตร[/caption]

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการและในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงผลการวิเคราะห์การประเมินภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ว่า จากที่ประเทศไทยประสบปัญหาภาวะฝนแล้งและฝนทิ้งช่วงจากอิทธิพลของเอลนิโญ่ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อการผลิตภาคเกษตรในช่วงปีเพาะปลูก 2557/58 และรุนแรงขึ้นในปี 2558/59 โดยปริมาณน้ำในเขื่อนที่สามารถจัดสรรให้ภาคการเกษตรลดลง คาดว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวประมาณ 3.7 ล้านครัวเรือน จะได้รับผลกระทบทำให้รายได้ครัวเรือนในภาพรวมลดลง ซึ่งการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรผู้ปลูกข้าว ปี 2558/59 เชิงเปรียบเทียบกับปี 2557/58

ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์พบว่ารายได้เงินสดการเกษตร ครัวเรือนผู้ปลูกข้าวปี 2558/59 มีรายได้ 1.2 แสนบาท ลดลงจาก 1.32 แสนบาท ในปี 2557/58 หรือลดลง 8.91% สาเหตุสำคัญเกิดจากปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง ทำให้ผลผลิตข้าวโดยรวมของประเทศลดลง ขณะที่ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ปี 2558/59 เคลื่อนไหวอยู่ระหว่างตันละ 7.614 -8.121 พันบาท หรือเฉลี่ยตันละ 7.761 พันบาท ใกล้เคียงกับราคาในปี 2557/58 แสดงให้เห็นว่าการลดลงของพื้นที่เพาะปลูกข้าวเป็นปัจจัยสำคัญทำให้รายได้เงินสดการเกษตรของชาวนาลดลง เช่นเดียวกับรายได้เงินสดนอกภาคเกษตรที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว ทำให้การจ้างงานในพื้นที่ลดลงส่งผลให้รายได้เงินสดนอกภาคเกษตรลดลงจาก 1.49 แสนบาท ในปี 2557/58 เหลือ 1.28 แสนบาท ในปี 2558/59 หรือลดลง 13.71%

สำหรับปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและความแห้งแล้งในปี 2557/58 เป็นปัจจัยสำคัญทำให้รายได้เงินสดการเกษตรเฉลี่ยทุกประเภทฟาร์ม (สัตว์ พืช และอื่นๆ) ในจำนวนเกษตรกรทั้งระบบ 6.6 ล้านครัวเรือนฟาร์ม ในส่วนของข้าวมีรายได้เงินสดเกษตร 1.32 แสนบาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทุกประเภทฟาร์ม 7.65% ขณะที่มีค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้าเกษตร 1.15 แสนบาท คำนวณเป็นรายได้เงินสดสุทธิเกษตรเท่ากับ 1.64 หมื่นบาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทุกประเภทฟาร์มของประเทศ 56.09% ผลจากการศึกษานี้จะเห็นว่าจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องช่วยเหลือชาวนามากขึ้น

"โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในลุ่มเจ้าพระยาและแม่กลอง มีรายได้ครัวเรือนสุทธิลดลง และมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย กล่าวคือ เพิ่มขึ้นจาก 1.034 แสนบาทต่อครัวเรือนในปี 2557/58 เป็น 1.037 แสนบาท ในปี 2558/59 หรือเพิ่มขึ้น 0.24% อาจเป็นผลจากมีการปรับตัวตามคำแนะนำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปรับระบบการผลิตเพื่อทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง โดยไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น พืชตระกูลถั่ว และ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือพืชผักที่มีอายุสั้น และมีรายได้ชดเชยในการปลูกข้าวนาปรัง ทำให้หนี้สินไม่ได้เพิ่มมากนัก"

อย่างไรก็ดีผลพวงดังกล่าวทำให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น ไม่ได้ยึดติดกับการปลูกข้าวนาปีและนาปรังอย่างเดียว แต่มีการปลูกพืชสลับ ซึ่งต่อไปเกษตรกรจะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่โอกาสที่เกษตรกรจะเผชิญกับภัยแล้งก็อาจจะยังอยู่ต่อไป แต่จะทราบถึงวิธีการปรับตัวโดยใช้บทเรียนจากวิกฤติภัยแล้งในปี 2558 ที่สำคัญมาตรการของรัฐที่เข้าไปในระบบนั้นอาจจะยังไม่เพียงพอ แต่อย่างน้อยก็ช่วยทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ได้มอบผลการศึกษา การเปรียบเทียบรายจ่าย และหนี้สินของครัวเรือนเกษตรกรระดับประเทศ ให้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลต่อไป

นางสาวจริยา กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง สศก.ได้วิเคราะห์ผลกระทบของราคาน้ำมันดีเซลที่มีต่อภาคเกษตรตามที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมาย ทั้งนี้จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีความผันผวนค่อนข้างมากตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2558 ถึงเดือนมกราคม 2559 พบว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนพฤษภาคม 2558 อยู่ที่ระดับ 63.67 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ล่าสุดในเดือนมกราคม 2559 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 31.29 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งจากราคาน้ำมันที่ลดลง มีผลต่อภาคการผลิตและการขนส่งสินค้าเกษตรที่มีการใช้น้ำมันดีเซลคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 21.43% ของการใช้น้ำมันดีเซลทั้งประเทศ (อ้างอิงบัญชีพลังงานของประเทศไทยปี 2557)

ทั้งนี้โดยเปรียบเทียบราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในปี 2559 ลดลงไปอยู่ที่ระดับ 19.50 บาท/ลิตร หรือลดลง 20.54% และ 2.ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลดลงไปอยู่ที่ระดับ 18.50 บาทต่อลิตร หรือลดลง 24.61% เมื่อเปรียบเทียบกับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 24.54 บาทต่อลิตร จะมีผลกระทบต่อภาคเกษตรที่จะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ สาขาประมง รองลงมาสาขาเกษตรบริการ อาทิ เครื่องจักรกลการเกษตร เช่นการเตรียมดิน ไถพรวนดิน ตามลำดับ (ดูตารางประกอบ)

"ผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับลดลง นอกจากจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตทางการเกษตรลดลงแล้ว ยังส่งผลต่อเนื่องทำให้ราคาสินค้าเกษตรและค่าจ้างบริการทางการเกษตรลดลง ท้ายสุดจะทำให้รายได้เงินสุทธิทางการเกษตรเพิ่มขึ้นมากที่สุด จากสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้จะส่งผลต่อจีดีพีเกษตรในปี 2559 จะขยายตัวได้ 3.5 % บนเงื่อนไขราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 30-40 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 19.50 บาทต่อลิตร และอิทธิพลของเอลนีโญคลี่คลายลง และกลางเดือนพฤษภาคมฝนมาเป็นปกติ แต่ถ้าไม่เป็นอย่างที่คาดหมายจีดีพีภาคเกษตรของไทยปี 2559 จะขยายตัวได้อย่างน้อย 2.5% (สศก.คาดการณ์ไว้เมื่อ ธ.ค.2558) ขณะที่มูลค่าจีดีพีภาคเกษตรในปี 2559 จะปรับตัวขึ้นมาเป็น 1.45 ล้านล้านบาท (คาดการณ์ล่าสุด ณ ม.ค.2559) เพิ่มจากปี 2558 ที่มีมูลค่า 1.28 ล้านล้านบาท โดยปี 2558 ติดลบ 1.3 แสนล้านบาทเมื่อเทียบกับปี 2557

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,127
วันที่ 31 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline