
สินเชื่อบ้านQ1พุ่งเด้งรับมาตรการรัฐ ชี้คนตัดสินใจเร็วยอดขอกู้โต10-15%
แบงก์ประเมินโค้งท้ายมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ภาครัฐ กระทุ้งยอดสินเชื่อบ้านไตรมาสแรกพุ่ง "กสิกรไทย" มองยอดสินเชื่อบ้านทั้งระบบขยายตัว 8-8.5% ยอดสุทธิ 3 แสนล้าน มั่นใจดีมานด์ยังมี ตั้งเป้ายอดสินเชื่อใหม่ 4.5 หมื่นล้าน ชี้เอ็นพีแอลยังมีโอกาสไหล ด้าน "ซีไอเอ็มบี ไทย" เชื่อรัฐลดภาษีหนุนสินเชื่อ Q1 เติบโตสูงกว่าช่วงปกติ 10-15% ระบุผลงานทั้งปีขอโต 20% เน้นจับมือดีเวลอปเปอร์ ทำตลาดผ่านออนไลน์ คาดพอร์ตสิ้นปีแตะ 6.8 หมื่นล้าน
นายอลงกต บุญมาสุข ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อธุรกิจขนาดย่อม ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) และในฐานะเลขาธิการสมาคมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า แนวโน้มการเติบโตอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยยังมีโอกาสขยายตัว เพราะยังมีความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) แต่อาจจะมีความระมัดระวังในบางพื้นที่ อาจจะมีเรื่องของ Over Supply ที่เกินพอดี เช่น คอนโดมิเนียมในต่างจังหวัด เป็นต้น
ทั้งนี้คาดการณ์การเติบโตของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบอยู่ที่ 5-10% โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 8-8.5% คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 6 แสนล้านบาท แต่หลังจากหักยอดชำระคืนจะเหลือเติบโตสุทธิจำนวน 3 แสนล้านบาท จากยอดสินเชื่อคงค้างทั้งระบบสิ้นปี 2558 อยู่ที่ 3.1 ล้านล้านบาท
สำหรับปัจจัยบวกที่ส่งผลให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยขยายตัว จะมาจากมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์จากภาครัฐในเรื่องของการลดค่าจดจำนองและค่าโอนต่างๆ ที่จะหมดอายุสิ้นเดือนเมษายนนี้ จะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำในช่วงไตรมาสที่ 1 เป็นโอกาสที่ผู้บริโภคจะเข้ามาขอใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน
นายอลงกต กล่าวเพิ่มเติมว่า ธนาคารกสิกรไทย ตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัว 5-6% คิดเป็นสินเชื่อปล่อยใหม่ 4.5 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนทำได้ 4.21 หมื่นล้านบาท และตั้งเป้าสินเชื่อเพื่อการตกแต่งและประกันอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท โดยปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยประมาณ 2.35 แสนล้านบาท และพอร์ตสินเชื่อเพื่อการตกแต่งอีก 3 หมื่นล้านบาท คาดสิ้นปีนี้พอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะเพิ่มเป็น 2.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายจะเน้นโตจากความร่วมมือใน 2 องค์กรหลักคือ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในตลาด และสมาคมรับสร้างบ้านที่จะช่วยในเรื่องของลูกค้าที่มีคุณภาพ ตลอดจนลูกค้าที่เข้ามาติดต่อธนาคารโดยตรง (Walk In)
อย่างไรก็ดี ปีนี้ธนาคารจะให้ความสำคัญในการติดตามหนี้มากขึ้นควบคู่กับการเติบโตสินเชื่อ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ได้ขยายตัวมากนักอยู่ที่ระดับ 3% ทำให้ต้องดูภาระหนี้ของผู้กู้เพื่อคัดกรองคุณภาพสินเชื่อ โดยยังคงสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ไว้ที่ระดับ 40% เนื่องจากแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังมีโอกาสไหลขึ้นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนฐานลูกค้าผู้ประกอบการมีประมาณ 40% และลูกค้าเงินเดือนประจำ 60% ดังนั้นมาตรการติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยป้องกันการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอล รวมถึงมาตรการเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าที่กำลังผ่อนถดถอย เช่น ยืดระยะเวลาชำระหนี้ พักเงินต้น เป็นต้น จะช่วยการไหลกลับ (Re-Entry) ของเอ็นพีแอลได้ ซึ่งปัจจุบันเอ็นพีแอลอยู่ที่ระดับกว่า 2% ทั้งปีไม่ควรเกินกรอบของระบบธนาคารพาณิชย์ที่ 3% ส่วนสัดส่วนยอดอนุมัติสินเชื่อปัจจุบันอยู่ที่ 50%"
สอดรับกับนางสาวอรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย บมจ.ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่กล่าวว่า ธนาคารคาดว่ายอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วงไตรมาสแรกจะเพิ่มขึ้นจากช่วงปกติประมาณ 10-15% หรือคิดเป็นวงเงินเฉลี่ย 4.5-5 พันล้านบาท จากเดิมที่เหตุการณ์ปกติสินเชื่อจะลดลงจากไตรมาส 4 ประมาณ 10% หรือคิดเป็นวงเงิน 3 พันล้านบาท อย่างไรก็ดี ภายในไตรมาสที่ 2 หลังหมดมาตรการกระตุ้นยอดการปล่อยสินเชื่อจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติที่ปล่อยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5-4 พันล้านบาท
สำหรับทิศทางสินเชื่อที่อยู่อาศัยปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าเติบโตทั้งปีอยู่ที่ 20% คิดเป็นยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท คาดว่าสิ้นปี 2559 ยอดสินเชื่อคงค้างจะเพิ่มเป็น 6.8 หมื่นล้านบาท จากสิ้นปี 2558 อยู่ที่ 6.1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายที่มุ่งเน้นจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีเงินเดือนประจำตั้งแต่ 3 หมื่นบาทขึ้นไป ราคาบ้านเฉลี่ย 2-3 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30-40% ของพอร์ตสินเชื่อปล่อยใหม่ และที่เหลือประมาณ 60% จะเป็นกลุ่มรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 2 หมื่นบาทต่อเดือน ราคาบ้านอยู่ที่ 1-2 ล้านบาท ส่วนกลุ่มรายย่อยที่ภาครัฐออกมาตรการหรือแคมเปญช่วยเหลือนั้นธนาคารก็จะเข้าไปมีส่วนร่วมบ้าง เนื่องจากธนาคารยังมองว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นสินเชื่อที่มีความจำเป็น และมีโอกาสขยายตัวได้อีก ซึ่งธนาคารยังทำตลาดเข้าถึงลูกค้าผ่านดีเวลอปเปอร์ 90% และช่องทางออนไลน์ที่สัดส่วน 10%
ขณะที่ความเสี่ยง คือ เอ็นพีแอลและยอดการผิดนัดชำระยังมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าสินเชื่อขยายตัวค่อนข้างมาก มีโอกาสการตึงตัวของการชำระหนี้ได้ภายใต้เศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ฟื้นตัว และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังเป็นแรงกดดันความสามารถในการชำระหนี้ แต่เน้นการปล่อยกู้ตามความสามารถลูกค้าเป็นหลัก โดยภาระหนี้จะต้องไม่เกิน 70% ของรายได้คงที่ ทำให้คุณภาพสินเชื่อของธนาคารค่อนข้างดี เอ็นพีแอลอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ประมาณ 2.5% และยอดการปฏิเสธสินเชื่อมีแนวโน้มขยับขึ้นจาก 35% มาอยู่ที่ 40%
"ปีนี้ตัวเลขการโอนทรัพย์ใหม่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบน่าจะอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยประมาณ 3-4 แสนล้านบาท น่าจะขยายตัวได้ 5-10% จากปีก่อน โดยตลาดคอนโดมิเนียมจะลำบากหน่อย ส่วนแนวราบยังพอไปได้ ซึ่งการแข่งขันเรายังเน้นการอนุมัติวงเงินและดอกเบี้ยตามศักยภาพลูกค้า แต่จะเจาะกลุ่มออนไลน์มากขึ้น เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เริ่มมีอายุที่ลดลงจากอดีต"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,127
วันที่ 31 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
นายอลงกต บุญมาสุข ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อธุรกิจขนาดย่อม ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) และในฐานะเลขาธิการสมาคมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า แนวโน้มการเติบโตอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยยังมีโอกาสขยายตัว เพราะยังมีความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) แต่อาจจะมีความระมัดระวังในบางพื้นที่ อาจจะมีเรื่องของ Over Supply ที่เกินพอดี เช่น คอนโดมิเนียมในต่างจังหวัด เป็นต้น
ทั้งนี้คาดการณ์การเติบโตของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบอยู่ที่ 5-10% โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 8-8.5% คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 6 แสนล้านบาท แต่หลังจากหักยอดชำระคืนจะเหลือเติบโตสุทธิจำนวน 3 แสนล้านบาท จากยอดสินเชื่อคงค้างทั้งระบบสิ้นปี 2558 อยู่ที่ 3.1 ล้านล้านบาท
สำหรับปัจจัยบวกที่ส่งผลให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยขยายตัว จะมาจากมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์จากภาครัฐในเรื่องของการลดค่าจดจำนองและค่าโอนต่างๆ ที่จะหมดอายุสิ้นเดือนเมษายนนี้ จะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำในช่วงไตรมาสที่ 1 เป็นโอกาสที่ผู้บริโภคจะเข้ามาขอใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน
นายอลงกต กล่าวเพิ่มเติมว่า ธนาคารกสิกรไทย ตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัว 5-6% คิดเป็นสินเชื่อปล่อยใหม่ 4.5 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนทำได้ 4.21 หมื่นล้านบาท และตั้งเป้าสินเชื่อเพื่อการตกแต่งและประกันอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท โดยปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยประมาณ 2.35 แสนล้านบาท และพอร์ตสินเชื่อเพื่อการตกแต่งอีก 3 หมื่นล้านบาท คาดสิ้นปีนี้พอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะเพิ่มเป็น 2.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายจะเน้นโตจากความร่วมมือใน 2 องค์กรหลักคือ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในตลาด และสมาคมรับสร้างบ้านที่จะช่วยในเรื่องของลูกค้าที่มีคุณภาพ ตลอดจนลูกค้าที่เข้ามาติดต่อธนาคารโดยตรง (Walk In)
อย่างไรก็ดี ปีนี้ธนาคารจะให้ความสำคัญในการติดตามหนี้มากขึ้นควบคู่กับการเติบโตสินเชื่อ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ได้ขยายตัวมากนักอยู่ที่ระดับ 3% ทำให้ต้องดูภาระหนี้ของผู้กู้เพื่อคัดกรองคุณภาพสินเชื่อ โดยยังคงสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ไว้ที่ระดับ 40% เนื่องจากแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังมีโอกาสไหลขึ้นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนฐานลูกค้าผู้ประกอบการมีประมาณ 40% และลูกค้าเงินเดือนประจำ 60% ดังนั้นมาตรการติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยป้องกันการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอล รวมถึงมาตรการเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าที่กำลังผ่อนถดถอย เช่น ยืดระยะเวลาชำระหนี้ พักเงินต้น เป็นต้น จะช่วยการไหลกลับ (Re-Entry) ของเอ็นพีแอลได้ ซึ่งปัจจุบันเอ็นพีแอลอยู่ที่ระดับกว่า 2% ทั้งปีไม่ควรเกินกรอบของระบบธนาคารพาณิชย์ที่ 3% ส่วนสัดส่วนยอดอนุมัติสินเชื่อปัจจุบันอยู่ที่ 50%"
สอดรับกับนางสาวอรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย บมจ.ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่กล่าวว่า ธนาคารคาดว่ายอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วงไตรมาสแรกจะเพิ่มขึ้นจากช่วงปกติประมาณ 10-15% หรือคิดเป็นวงเงินเฉลี่ย 4.5-5 พันล้านบาท จากเดิมที่เหตุการณ์ปกติสินเชื่อจะลดลงจากไตรมาส 4 ประมาณ 10% หรือคิดเป็นวงเงิน 3 พันล้านบาท อย่างไรก็ดี ภายในไตรมาสที่ 2 หลังหมดมาตรการกระตุ้นยอดการปล่อยสินเชื่อจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติที่ปล่อยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5-4 พันล้านบาท
สำหรับทิศทางสินเชื่อที่อยู่อาศัยปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าเติบโตทั้งปีอยู่ที่ 20% คิดเป็นยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท คาดว่าสิ้นปี 2559 ยอดสินเชื่อคงค้างจะเพิ่มเป็น 6.8 หมื่นล้านบาท จากสิ้นปี 2558 อยู่ที่ 6.1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายที่มุ่งเน้นจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีเงินเดือนประจำตั้งแต่ 3 หมื่นบาทขึ้นไป ราคาบ้านเฉลี่ย 2-3 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30-40% ของพอร์ตสินเชื่อปล่อยใหม่ และที่เหลือประมาณ 60% จะเป็นกลุ่มรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 2 หมื่นบาทต่อเดือน ราคาบ้านอยู่ที่ 1-2 ล้านบาท ส่วนกลุ่มรายย่อยที่ภาครัฐออกมาตรการหรือแคมเปญช่วยเหลือนั้นธนาคารก็จะเข้าไปมีส่วนร่วมบ้าง เนื่องจากธนาคารยังมองว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นสินเชื่อที่มีความจำเป็น และมีโอกาสขยายตัวได้อีก ซึ่งธนาคารยังทำตลาดเข้าถึงลูกค้าผ่านดีเวลอปเปอร์ 90% และช่องทางออนไลน์ที่สัดส่วน 10%
ขณะที่ความเสี่ยง คือ เอ็นพีแอลและยอดการผิดนัดชำระยังมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าสินเชื่อขยายตัวค่อนข้างมาก มีโอกาสการตึงตัวของการชำระหนี้ได้ภายใต้เศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ฟื้นตัว และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังเป็นแรงกดดันความสามารถในการชำระหนี้ แต่เน้นการปล่อยกู้ตามความสามารถลูกค้าเป็นหลัก โดยภาระหนี้จะต้องไม่เกิน 70% ของรายได้คงที่ ทำให้คุณภาพสินเชื่อของธนาคารค่อนข้างดี เอ็นพีแอลอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ประมาณ 2.5% และยอดการปฏิเสธสินเชื่อมีแนวโน้มขยับขึ้นจาก 35% มาอยู่ที่ 40%
"ปีนี้ตัวเลขการโอนทรัพย์ใหม่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบน่าจะอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยประมาณ 3-4 แสนล้านบาท น่าจะขยายตัวได้ 5-10% จากปีก่อน โดยตลาดคอนโดมิเนียมจะลำบากหน่อย ส่วนแนวราบยังพอไปได้ ซึ่งการแข่งขันเรายังเน้นการอนุมัติวงเงินและดอกเบี้ยตามศักยภาพลูกค้า แต่จะเจาะกลุ่มออนไลน์มากขึ้น เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เริ่มมีอายุที่ลดลงจากอดีต"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,127
วันที่ 31 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559






